หน้าแรก การเมือง ข้ามขั้วหรือส...

ข้ามขั้วหรือสลายขั้ว : เรื่องขั้วๆ โดย พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

15.08.23 | 14:01 น.
ข้ามขั้วหรือสลายขั้ว : เรื่องขั้วๆ ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไทยในสัปดาห์นี้

ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไทยในสัปดาห์นี้ที่เกี่ยวกับการพยายามหาเสียงสนับสนุนเพื่อโหวตนายกรัฐมนตรีให้ผ่านนั้นยังคงดำเนินต่อไป

ท่ามกลางการต่อลมหายใจให้เลื่อนการโหวตไปก่อนโดยทั้งการเลื่อนการตัดสินคำร้องของทางศาลรัฐธรรมนูญเอง และการตัดสินใจของประธานรัฐสภา

เราจะพบว่าสถานการณ์ในปัจจุบันนั้นเต็มไปด้วยเรื่องของการเจรจาและหาการสนับสนุนให้มีการโหวตนายกรัฐมนตรีจากแคนดิเดตของพรรคเพื่อไทย

หลังจากที่พรรคก้าวไกลในฐานะแกนนำในการรวบรวมเสียงเพื่อโหวตแคนดิเดตนายกฯจากพรรคของตนไม่สามารถบรรลุภารกิจได้ และได้มอบหมายให้พรรคเพื่อไทยทำหน้าที่นี้

และสุดท้ายพรรคเพื่อไทยก็แถลงยกเลิกเอ็มโอยูกับก้าวไกลและพรรคพันธมิตรที่เหลือ และเริ่มเดินหน้าหาพรรคพันธมิตรใหม่ๆ ซึ่งประกอบด้วยพรรคพันธมิตรเดิมบางพรรค และพรรคที่ยืนตรงข้ามกันมาตั้งแต่การบริหารราชการแผ่นดินภายใต้รัฐบาลประยุทธ์ในรอบที่แล้ว และยังเป็นคู่แข่งขันในช่วงการหาเสียงที่ผ่านมา

Advertisement

เอาเข้าจริงพรรคหลักๆ ที่เพื่อไทยพูดคุยด้วยไล่เรียงมาจากความรู้สึกทางสังคมว่านี่คือขั้วตรงข้ามกับเพื่อไทยและพลังฝ่ายประชาธิปไตยก็คือ ภูมิใจไทย พลังประชารัฐรวมไทยสร้างชาติ และประชาธิปัตย์

ด้วยภูมิหลังในความสัมพันธ์ที่ต่างกัน ตั้งแต่ภูมิใจไทยที่เคยอยู่ด้วยกันมาตั้งแต่ไทยรักไทย และพลังประชาชน จนแยกออกมาหนุนประชาธิปัตย์ในการจัดตั้งรัฐบาลอภิสิทธิ์ ในสถานการณ์ที่นำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงภายหลังที่เป็นความสูญเสียของเสื้อแดงและบ้านเมือง ซึ่งย่อมทำความเข้าใจได้ว่าทำไมประชาธิปัตย์จึงเป็นพรรคที่ยืนตรงข้ามกับเพื่อไทยมาตั้งแต่ครั้งม็อบพันธมิตรโค่นล้มทักษิณ

และก็มีประเด็นของสองพรรคลุง คือพลังประชารัฐของลุงป้อมที่ศิษย์เก่าเพื่อไทยอยู่กันเต็มไปหมด และรวมไทยสร้างชาติที่เข้าสู่สนามเลือกตั้งโดยการอิงกับลุงตู่ที่แม้ลุงตู่จะประกาศออกจากการเมืองแล้ว แต่ก็ต้องไม่ลืมอีกเงื่่อนไขหนึ่งของรวมไทยสร้างชาติว่าหลายคนมาจากแกนนำ กปปส.นั่นเอง

ในเมื่อพรรคเพื่อไทยนั้นไม่ได้ชัยชนะจากการเลือกตั้งแบบแลนด์สไลด์ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา และเสียตำแหน่งที่หนึ่งของบัตรทั้งสองใบให้ก้าวไกล อีกทั้งไม่ได้มีเสียงสนับสนุนโดยตรงจาก ส.ว. การเดินหน้าแสวงหาความร่วมมือกับทุกพรรคการเมืองที่ประกาศไม่ร่วมงานกับก้าวไกลก็เกิดขึ้น

เว้นแต่ประชาธิปัตย์ที่ยังไม่สามารถจัดการเรื่องภายในของตัวเองคือเลือกกรรมการบริหารได้ (แต่ก็มีกระแสว่าในประชาธิปัตย์ก็มีคนที่ยินดีที่จะโหวตให้เพื่อไทย และพร้อมจะร่วมรัฐบาลกับเพื่อไทยด้วยในหลายส่วน)

คงไม่เป็นข้อสรุปทั่วไปว่าสิ่งที่เพื่อไทยทำนั้นคือการพลิกขั้วหรือสลายขั้ว แล้วแต่คนจะคิด

ขึ้นอยู่กับว่าเรามองว่าขั้วทางการเมืองของไทยมันคืออะไร

ขั้วทางการเมืองในแบบวันนี้มันดำรงอยู่มานานแค่ไหน

มันไม่เคยเปลี่ยนเลยเหรอ

ถ้าพูดเช่นนี้มันอาจจะมีการพลิกขั้ว/สลายขั้วมาก่อน ตั้งแต่มีก้าวไกล (มาแข่งกับเพื่อไทย นับแต่ครั้งอนาคตใหม่)

และก็มีการพลิกขั้ว/สลายขั้วมาก่อน ตั้งแต่มีพลังประชารัฐในการเลือกตั้งรอบที่แล้ว มาดึงคะแนนจากประชาธิปปัตย์

และมีรวมไทยสร้างชาติมาดึงคะแนนจากทั้งประชาธิปัตย์ และพลังประชารัฐในรอบนี้อีกที

สิ่งที่น่าจะพิจารณาก็คือ เวลาที่เราพูดถึบการข้ามขั้วทางการเมือง หรือการสลายขั้วทางการเมืองเราพิจารณาเรื่องอะไรบ้าง

หนึ่ง เรื่องอุดมการณ์ หมายถึงมีแนวคิดอะไรที่เป็นธงนำในการตัดสินใจทางการเมือง และแนวคิดเหล่านั้นเปลี่ยนแปลงได้แค่ไหน และกำหนดขั้วความขัดแย้งและความถูกต้องได้มากน้อยแค่ไหน

และเชื่อมโยงตัวเองกับตำแหน่งแห่งที่ทางสังคม-เศรษฐกิจ มากน้อยแค่ไหน

หลายคนที่เล่นการเมืองในวันนี้อาจจะเคยผ่านตา หรือสมาทานแนวคิดของเหมามาแล้ว ในการกำหนดมิตรและศัตรู และพันธมิตรในการเปลี่ยนแปลงสังคม หมายถึงว่าบางชนชั้นอาจจะขัดแย้งกัน แต่ก็อาจจะรวมตัวเป็นพันธมิตรกันได้ในระยะเปลี่ยนผ่านเพื่อสู้ศึกบางอย่าง

ในอีกแง่มุมหนึ่ง การมีอุดมการณ์ที่แตกต่างกันอาจเป็นไปได้ว่าชนชั้นของตัวเองเปลี่ยน หมายถึงว่าการเมืองอาจจะยังไม่เปลี่ยน แต่ชนชั้นเปลี่ยน

หรืออาจจะมีการตีความไปว่า อุดมการณ์ที่เรายึดมั่นถือมั่นอาจจะเป็นสิ่งที่หลอกลวงเราเอาไว้ หรือมันเป็นเพียงสิ่งที่ครอบงำเราให้เชื่อตามที่คนอื่นได้คิดค้นเอามากำกับเรา หรือทำให้เราเชื่อว่าสิ่งที่เป็นผลประโยชน์ของเขาเป็นของเรา

สอง ขั้วทางการเมืองอาจเป็นเพียงเรื่องของอัตลักษณ์ทางการเมือง (political identity) ซึ่งในแง่นี้การกำหนดตัวตนของเราว่าเป็นใครนั้นอาจจะเกิดจากการผสมปนเปกันของบางสิ่งบางอย่างและอาจจะขัดแย้งหรือย้อนแย้งกันเอง เช่นการกำหนดตัวเองว่าเป็นใคร หรือถูกแขวนป้ายว่าเป็นใคร

สาม ขั้วทางการเมืองอาจเป็นเรื่องของการสมาทานนโยบายที่นำเสนอโดยพรรคต่างๆ ที่แตกต่างกัน

อธิบายง่ายๆ หลวมๆ ว่าขั้วทางการเมือง ถ้าพยายามเข้าใจง่ายๆ ก็อาจจะมีตั้งแต่พรรคที่นำเสนอนโยบายที่ต่างกัน พรรคที่นำเสนอชุดวัฒนธรรมของการเป็นตัวตนของเราที่แตกต่างกัน หรือพรรคที่เน้นไปที่อุดมการณ์จริงจัง มีการตอกย้ำและพร่ำสอนแนวคิดที่สูงส่งทางใดทางหนึ่งที่ชี้นำทุกสิ่งทุกอย่าง รวมไปถึงเชื่อในความศักดิ์สิทธิ์ของกลุ่มตัวเองว่าเหนือกว่าและถูกกว่าอีกกลุ่ม

ดังนั้น เมื่อพูดถึงการพลิกขั้ว สลายขั้วก็คงต้องมานั่งคิดกันว่าตกลงยังไงกันแน่ แต่ละคนมองเรื่องนี้ต่างกันหรือเหมือนกันอย่างไร

แคร์เรื่องนี้ต่างกันแค่ไหน

และสิ่งที่ลืมไม่ได้คือ ประวัติศาสตร์ความเป็นมาของความสัมพันธ์ของผู้คนต่างๆ ก็สำคัญ ทุกอย่างไม่ได้พลิกหรือสลายกันไปได้ง่ายๆ เพราะมันมีชีวิตของผู้คนเข้ามาเกี่ยวข้อง มีเลือด มีน้ำตา มีคำสัญญา มีเงื่อนไขความจำเป็น มีความทรงจำ มีบาดแผลที่ต่างกันไป

เอาเถอะครับ การพลิกขั้วย้ายข้าง หรือสลายขั้วนี้มันมีความชัดเจนว่าการต้องการอำนาจรัฐมันชัดเจนกว่าทุกเรื่อง และความต้องการร่วมของผู้เล่นในเกมก็คือการสร้างศัตรูร่วมที่ชัดเจนว่ามีอยู่กลุ่มหนึ่งไม่สามารถอยู่ในเกมได้เลย

และในอีกด้านหนึ่ง เกมที่คนที่ได้อันดับหนึ่งนั้นได้มาก็รู้ตัวว่าการเล่นเกมกดดันให้ทุกคนเปลี่ยนมาหาตัวเองก็ไม่ง่ายนัก และราคาที่ต้องจ่าย (และที่จ่ายไปแล้วรวมทั้งที่อาจจะต้องจ่าย) ก็ไม่ใช่น้อย

เรื่องที่ผมเขียนมานั้นคงไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร เขียนให้ยืดให้ยาวเพราะท้อแท้กับสถานการณ์ซึ่งผมคิดว่าเข้าสู่ความขัดแย้งแตกแยกใหม่ที่ร้าวลึกรุนแรงไม่น้อยกว่าสิบยี่สิบปีที่ผ่านมาอีกครั้ง แม้ว่าหลายคนจะคิดว่ามันก็คงจะผ่านไปได้ไม่ยาก

แต่ก็เอาเถอะครับ ก็ได้แต่เตือนกันไป ว่าทุกฝ่ายคงมีราคาที่ต้องจ่ายกับช่วงรอยต่อทางการเมืองช่วงนี้ไม่น้อยเลย

ทีนี้มาคิดแบบไม่ต้องลึกซึ้งมากนัก คิดแบบนักรัฐศาสตร์กระแสหลักเลยก็ได้ คือคิดว่าในการสร้างพันธมิตรทางการเมืองใหม่ที่พรรคต่างๆ พยายามทำตอนนี้ แล้วไม่ได้ฟังแค่ที่พรรคต่างๆ แถลง แต่ถามในอีกมุมว่า ถ้าเราไม่ได้เชื่อในสิ่งที่พวกเขาพูดหรืออ้างง่ายๆ ว่าบ้านเมืองต้องเดินหน้า และบ้านเมืองนั้นบอบช้ำมามากแล้ว

แต่ถามง่ายๆ ว่า ไอ้ที่จะสลายขั้วแล้วข้ามขั้วเนี่ย พวกคุณจะรวมกันเฉพาะกิจหรือจะผูกพันกันมากแค่ไหน
จะให้ใครนำ?
หรือจะเข้าไปสิงร่างเขา?

เพราะสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นไม่ใช่การเมืองในลักษณะของการเมืองรัฐสภาปกติ คือมีการตั้งรัฐบาลจากพรรคที่มีแนวทางใกล้เคียงกัน หรือมีการร่วมมือกันในการผ่านร่างกฎหมายบางอย่างระหว่างฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายค้าน

สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นนั้นมันมีตั้งแต่ว่า จะโหวตให้กับการเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ

จะโหวตร่วมรัฐบาลเลยไหม

และจะร่วมมือกันไปนานแค่ไหน แม้ว่าอุดมการณ์ อัตลักษณ์ และนโยบายจะไม่ได้ตรงกันเลย (หรือเพิ่งจะมาสร้างให้ตรงกันก็หลังการเลือกตั้งในครั้งนี้)

สิ่งที่ท้าทายก็คือ ถ้าร่วมมือกันสนิทเกินไปความสัมพันธ์ทางอำนาจจะเปลี่ยน ได้เปรียบเสียเปรียบกัน หรืออาจจะถูกสิงกันไป หรือใครสิงใคร

นั่นคือผลประโยชน์ในหมู่ชนชั้นนำที่เข้ามาจากภาระทางการเมืองที่เรียกว่านักการเมืองว่าเขาจะทำดีลอะไรกันได้บ้าง

แต่ถ้ามองในมุมของประชาชนที่มีความคาดหวังกับระบบการเมือง นักรัฐศาสตร์อาจจะตั้งคำถามต่อไปจากเรื่องแค่ว่าจะรวมตัวกันเฉพาะกิจหรือจะสิงร่างกันจนกลืนกลายเป็นพวกเดียวกันไปเลยในระยะยาว

1.มาสู่การตั้งประเด็นที่ท้าทายว่า ในทางหนึ่งการร่วมมือกันอย่างแนบแน่นของคนที่ไม่น่าเชื่อว่าจะร่วมมือกันได้นั้น จะมีต้นทุนในการต่อรองในเรื่องนี้มากแค่ไหน และใครเป็นคนจ่าย ใครจะเป็นคนตรวจสอบ

2.มาสู่การตั้งคำถามว่า ถ้ารวมตัวกันได้อย่างแนบแน่น หรือหลวมๆ แล้ว จะทำให้เกิดการผลักดันนโยบายและมีความต่อเนื่องทางนโยบายได้จริงไหม? หรือทำได้แค่กีดกันศัตรูร่วมทางการเมืองออกไปได้เท่านั้น และสร้างกระบวนการยอมรับเป็นพรรคพวกเดียวกัน แต่นโยบายที่ให้สัญญากับประชาชนอาจทำไม่ได้ และเกิดการปัดภาระความรับผิดชอบไปเลย

นอกจากนี้ ประเทศไทยในอดีตการมีรัฐบาลผสมในอดีตนั้นทำให้นโยบายถูกขับเคลื่อนและกำหนดจากระบบราชการมากกว่าพรรคการเมืองอย่างชัดเจน (ส่วนที่พยายามทำก็ถูกต้านและท้าทายอย่างเป็นระบบจากคนที่เสียประโยชน์อยู่ดี แม้บางพรรคจะยึดกุมสภาและฝ่ายบริหารได้ แต่สะท้อนว่าไม่เคยยึดกุมอำนาจรัฐได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เพราะความซับซ้อนของรัฐและโครงสร้างอำนาจในสังคมไทย)

3.มาสู่การตั้งคำถามว่า เมื่อตั้งรัฐบาลได้แล้วภายใต้การยอมรับของกลุ่มอำนาจเก่าใน ส.ว. และจากพรรคการเมืองที่มีความแนบแน่นกับ ส.ว.แล้ว ในการทำงานจริงนั้นจะสามารถนำนโยบายไปปฏิบัติได้จริง และจริงใจซื่อสัตย์กับประชาชนแค่ไหน จริงอยู่ว่าการผสมกันของรัฐบาลอาจนำมาซึ่งเงื่อนไขของเสถียรภาพทางการเมือง จะเห็นว่าจะมีการนำนโยบายบางอย่างมาปฏิบัติได้จริง

แต่ก็อาจเป็นไปได้ว่าสุดท้ายแล้วเราอาจจะยิ่งเห็นคนกลุ่มเดิมๆ จากทุกฝ่ายที่มุ่งหวังที่จะหาประโยชน์ หรือสร้างพันธมิตรกับระบบราชการ มากกว่านำนโยบายที่มีมาใช้ปฏิบัติจริงเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนก็เป็นได้

4.มาสู่การตั้งคำถามว่า เมื่อมีการผสมรัฐบาลกันในแบบที่ประชาชนเริ่มเห็นภาพ พวกเขาจะเชื่อมั่นและเชื่อถือรัฐบาลที่จะเกิดขึ้นใหม่อย่างไร อย่าลืมว่าส่วนสำคัญก็คือความเชื่อมั่นในรัฐบาลเก่าลดลง ส่วนหนึ่งของคะแนนเลือกตั้งมาจากความสัมพันธ์ของประชาชนในพื้นที่กับบ้านใหญ่ของเขาที่สามารถเปลี่ยนแปลงสังกัดพรรคได้ตลอดเวลา ขณะที่ประชาชนจำนวนไม่น้อยก็ต้องการความเปลี่ยนแปลงในระดับที่กว้างขวางลึกซึ้งกว่าเดิม เมื่อดูจากคะแนนเสียงใบแรกและใบที่สอง

ความเชื่อมั่นเชื่อถือต่อรัฐบาลใหม่อาจจะมาจากการมีหรือไม่มีความสามารถในการจะคาดการณ์ว่าจะมีอะไรที่เกิดขึ้นได้จริงๆ จากเครือข่ายพันธมิตรใหม่ บางทีประชาชนอาจจะรู้สึกแค่ว่า พวกเขาแค่จับมือกัน ส่วนไอ้ที่สัญญาไว้อาจจะทำไม่ได้เหมือนรัฐบาลที่แล้วอีกครั้งหนึ่งอยู่ดี จนเราอาจจะอยู่ในสถานการณ์ที่เราได้รัฐบาล แต่ไม่ได้ความเชื่อมั่นในรัฐบาลตามมา เพราะเชื่อว่าสุดท้ายคนและพรรคในรัฐบาลใหม่จะโยนหรือโทษกันว่ามีเงื่อนไขมากมายในการที่เขาจะทำในสิ่งที่สัญญากับประชาชนไม่ได้

นอกจากคำสัญญาเดียวที่เขารักษาไว้ได้ว่าเขาจะมีอำนาจเพื่อพวกเขาเองในนามของการมาจากการเป็นตัวแทนของประชาชน

5.สุดท้ายความเชื่อมั่นเชื่อถือของพรรคที่มาร่วมกันเป็นรัฐบาล และของรัฐบาลเองที่คาดการณ์ในทางบวกได้ยาก อาจจะนำไปสู่การที่ประชาชนอาจไม่เลือกพรรคเหล่านี้อีกในคราวหน้า หรืออาจกดดันให้รัฐบาลใหม่ หรือพรรคของตนถอนตัวออกจากรัฐบาลได้ทุกเมื่อ และไม่ได้ทำให้พรรคหรือรัฐบาลเป็นที่เชื่อถือ ชื่นชม และเชื่อมั่นเอาเสียเลย (ทั้งห้าข้อปรับจากการนำเสนอของ K.Strom และ B.Nyblade. Chapter 32 Coalition Theory and Government Formation. In C.Boix และ S.Stokes. Eds. The Oxford Handbook of Comparative Politics. 2007. Oxford University Press.)

ในช่วงนี้คงต้องลองดูกันนั่นแหละครับ ว่าสุดท้ายจะมีใครโหวตให้แคนดิเดตนายกฯของเพื่อไทยบ้าง โหวตให้คนไหน จะมีใครมาร่วมรัฐบาล จะมีใครต่อรองเก้าอี้ ครม.บ้าง และนโยบายที่แต่ละพรรคเสนอนั้นจะถูกนำไปต่อรองและผนวกรวมเป็นนโยบายของรัฐบาลใหม่ได้จริงหรือไม่

หรือยังมีทางเลือกอื่นๆ ที่ผมเองก็ยังจินตนาการไปไม่ถึงอีก (เพราะอาจจะพ้นจากขั้ว ไปเป็นภพชาติอื่นเหมือนอยู่ในโลกคู่ขนานไปเสียแล้ว)