รำลึก ‘อาจารย์นิธิ’ ธเนศปาฐกถา ยกวาทะ ‘นัก ปวศ.ที่ดีต้องไม่มีชาติ’ จุดยืนการเมืองสร้างผลงานแตกต่าง

13.08.23 | 20:44 น.

รำลึก ‘อาจารย์นิธิ’ ธเนศปาฐกถา ยกวาทะ ‘นัก ปวศ.ที่ดีต้องไม่มีชาติ’ จุดยืนการเมืองสร้างผลงานแตกต่าง

เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 13 สิงหาคม ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา แยกคอกวัว ถนนราชดำเนิน กรุงเทพฯ ภาคประชาชนจัดงานรำลึก ศาสตราจารย์ ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ ซึ่งเสียชีวิตเมื่อวันที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา

บรรยากาศทั่วไปมีผู้ทยอยเข้าร่วมอย่างต่อเนื่อง โดยมีการจัดพื้นที่สำหรับเขียนข้อความ “คิดถึงอาจารย์นิธิ” บริเวณหน้าอนุสรณ์สถานฯ

ศาสตราจารย์ ดร.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ อดีตคณบดีคณะศิลปศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ กล่าวปาฐกถาหัวข้อ “นิธิ เอียวศรีวงศ์ : บุรุษรัตนของสามัญชน” โดยระบุว่า สิ่งที่โดดเด่นอย่างแรกของศาสตราจารย์ ดร.นิธิ คือการทำให้วิชาการ โดยเฉพาะวิชาประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นวิชาที่คนเบื่อที่สุด เข้าถึงสาธารณชนผ่านข้อเขียนต่างๆ

ศาสตราจารย์ ดร.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ

“ตั้งแต่เรียนหนังสือมาไม่เห็นเคยมีคนไหนชอบวิชาประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะประวัติศาสตร์ไทย แต่ด้วยความสามารถและประสบการณ์และที่สำคัญคือจุดยืนทางการเมืองทำให้งานวิชาการของอาจารย์นิธิต่างจากวิชาการในมือของนักวิชาการด้านประวัติศาสตร์คนอื่นๆ

Advertisement

จุดยืนทางการเมืองของอาจารย์นิธิพัฒนายกระดับมายาวนานมาก ตั้งแต่เป็นนิสิตจุฬาฯ ก็เริ่มเขียนบทความลงวารสารต่างๆ โดยมีทรรศนะการมองโลกไม่เหมือนกับคนยุคก่อน

ถ้าดูจากงานหลักที่อาจารย์นิธิทำ จะศึกษาช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งสิ่งสำคัญกว่าการที่นักประวัติศาสตร์ทั่วไปบอกให้เรารู้ โดยทั่วไปนักประวัติศาสตร์มักยกย่องสมัยปฏิรูป ในสมัย ร.5 ว่าเป็นยุคสำคัญของการเปลี่ยนแปลงและเป็นผลพวงต่อมาถึงยุคหลังๆ แต่ผมคิดว่าอจารย์นิธิมองตรงข้าม โดยไม่ได้ปฏิเสธว่ายุคต้นกรุงเทพฯมีความเปลี่ยนแปลงเยอะ แต่อาจารย์บอกว่าที่สำคัญกว่าก็คือยุคปลายกรุงศรีอยุธยา ต่อช่วงต้นรัชกาลที่ 1 ซึ่งเป็นยุคที่วางพื้นฐานของการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงที่จะเกิดขึ้นต่อไปในสมัยรัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 5 จึงเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ได้ค่อนข้างราบรื่น

นี่เป็นทฤษฎีการตีความทางประวัติศาสตร์ที่ไม่มีใครเคยทำ แล้วผมคิดว่าจนถึงบัดนี้ก็ไม่มีใครหักล้างได้ จะรับหรือไม่รับก็ตาม แต่คุณก็ต้องอ่านเรื่องสังคม วรรณกรรม กับกระฎุมพีไทย”

ศาสตราจารย์ ดร.ธเนศกล่าวต่อไปว่า โดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ศาสตราจารย์ ดร.นิธิ ไม่ได้เดินตามการวิเคราะห์ชนชั้นของฝ่ายซ้าย ซึ่งวิเคราะห์แนวทางชนชั้นโดยเริ่มทุกอย่างที่ชนชั้นล่าง แต่ศึกษาโดยความเป็นจริงจากหลักฐาน แล้วนำเสนอให้เห็นว่ากรุงเทพฯเกิดขึ้นมาจากชนชั้นกลางที่คิดแบบชนชั้นล่าง

“แม้กระทั่งศักดินาก็ตาม อาจารย์นิธิมองว่าเป็นกระฎุมพีศักดินาคือศักดินาที่ไม่ได้คิดแบบศักดินาแบบก่อน แต่คิดแบบกระฎุมพีในความหมายของชีวิตเมือง ชีวิตใหม่ ชีวิตที่มีการวางแผน

แน่นอนว่าเศรษฐกิจต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เราก็รู้ว่าการค้าสำเภาเป็นเรื่องใหญ่มาก เป็นแหล่งทรัพยากรความมั่งคั่งที่สร้างชนชั้นนำจารีตให้อยู่ต่อมา ทั้งหมดนี้ผมคิดว่าเป็นพื้นฐานมั่นคงที่อาจารย์นิธิใช้ในการศึกษาประวัติศาสตร์ต่อมา

หลังจากนั้นเมื่อมองดูการเปลี่ยนแปลงยุค 2475 ยุค 2490 ยุค 2500 ผมสังเกตว่า วิธีที่อาจารย์นิธิใช้คือโลกทัศน์ของกลุ่มคนที่เป็นกระฎุมพีที่ยังแสดงบทบาทอยู่ และกลุ่มอำนาจที่ใช้พื้นที่ ใช้วัฒนธรรม ใช้การค้า สร้างความมั่นคง”

จากนั้น ศาสตราจารย์ ดร.ธเนศกล่าวว่า ใครๆ ก็ทราบว่าศาสตราจารย์ ดร.นิธิ อ่านตำราต่างประเทศเป็นจำนวนมาก แต่ในงานเขียนแทบไม่พูดถึงหรืออ้างทฤษฎีต่างๆ หากแต่ทำการศึกษาแล้วนำมาใช้

“คนที่ทำงานชั้นต้นคือนักประวัติศาสตร์อย่างอาจารย์นิธิอ่านทะลุตั้งแต่เอกสารตัวเขียนยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ซึ่งอ่านยากมาก ไปจนถึงเอกสารต่างประเทศ ผ่านการตีความแล้ว ตีความอีก จึงจะมาสรุป
ผมคิดว่าสิ่งที่อาจารย์นิธิบอกนักประวัติศาสตร์รุ่นใหม่คือคุณต้องสรุปเองจากหลักฐานชั้นต้นไปจนถึงชั้นสุดท้าย กลับไปกลับมาหลายตลบ”

ศาสตราจารย์ ดร.ธเนศกล่าวว่า โจทย์ใหญ่ในการศึกษาของศาสตราจารย์ ดร.นิธิ ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงทางสังคม โดยเฉพาะสังคมไทยจากอดีตมาจนถึงปัจจุบัน และอนาคต คำถามนี้ไม่ใช่ปัญหาโดยตรงของวิชาประวัติศาสตร์ จริงๆแล้ว ควรเป็นของสังคมศาสตร์มากกว่า แต่ตนคิดว่านี่คือปัญหาของพัฒนาการวิชาสมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็นสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ ซึ่งมีการแยกศาสตร์ แต่กระบวนการโลกาภิวัฒน์ซึ่งค่อยๆ เกิดมา ทำให้ศาสตร์ต่างๆ กลับเข้ามาผสานกันอีกครั้ง

ศาสตราจารย์ ดร.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ

“มีคนถามว่าผลงานอาจารย์นิธิเป็นฝ่ายซ้ายหรือไม่ เป็นมาร์กซิสหรือไม่ ถ้าดูจากผลงานแล้วไม่ใช่ เกือบไม่มีเลย กล่าวคือ งานประวัติศาสตร์ที่อาจารย์ใช้ ก็ไม่ใช่นักมาร์กซิส แต่ที่ใช้อธิบายการเปลี่ยนแปลงในยุคต้นรัตนโกสินทร์ เป็นสังคมศาสตร์ทั่วไป แค่มองว่ามีการค้า

งานของอาจารย์นิธิโฟกัสพื้นที่ทางความเชื่อ ศาสนา อุดมการณ์ และการเมือง ไม่ใช่พื้นที่ทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะ แล้วทำไมการอธิบายจากทางวัฒนธรรมของอาจารย์ จึงสามารถอธิบายความเปลี่ยนแปลงอย่างยาวนานจากอดีตมาถึงปัจจุบัน

ผมคิดว่าคำตอบคือโลกาภิวัฒน์ได้สลายเส้นแบ่งของวิชาการ ทั้งยังสลายเส้นแบ่งของโลกการผลิต ประเด็นนี้ถ้ามองเมื่อ 5-10 ปีที่แล้ว มันยังไม่ชัดเท่าไหร่ แต่พอมาถึงปีนี้ ต่อไปข้างหน้า เราจะพบกระบวนการผลิตซึ่งฝ่ายซ้ายเคยเชื่อว่าอยู่ในพื้นที่ทางวัตถุ 100 เปอร์เซนต์ มาในยุคนี้ มันเริ่มกลับหัว เพราะความเป็นจริงของกระบวนการผลิตไม่ได้หยุดนิ่งอยู่กับพื้นที่ที่เป็นวัตถุ แต่กลายเป็นพื้นที่ทางความคิดที่ผ่านโซเชียลมีเดีย ข้ามพื้นที่ ข้ามเวลา ข้ามทวีป

หลายอย่างมันมาโดยจังหวะของมัน ที่งานศึกษาของอาจารย์นิธิในมิติทางวัฒนธรรมสามารถนำไปวิเคราะห์ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไปจนถึงเศรษฐกิจ

ในที่สุดแล้ว อาจารย์นิธิคิดว่าสิ่งที่เราอยากรู้คือเราต้องเตรียมตัวทางความคิดของคนในสังคมเพื่อยอมรับความเปลี่ยนแปลง จะต้องรู้ว่าเราจะเปลี่ยนไปสู่อะไร พื้นฐานคืออะไร แล้วผลที่จะมาคืออะไร

นี่เป็นสิ่งที่ต้องใช้พลัง สติปัญญา ความรู้ข้ามสาขาที่มากกว่าวิชาเฉพาะที่เราถนัดกันมาเมื่อ 10-20 ปีที่แล้ว”

ในช่วงท้ายของปาฐกถา ศาสตราจารย์ ดร.ธเนศกล่าวถึงประเด็น “วิธีวิทยา” ของศาสตราจารย์ ดร.นิธิว่า สิ่งที่ทำให้การศึกษา การนำเสนอประวัติศาสตร์ของท่านยืนยงข้ามยุค ข้ามสมัย ข้ามเวลามาเป็น 10-20 ปี และเชื่อว่างานหลายชิ้นยังอ่านต่อไปได้อีก 10 -20 ปีข้างหน้า เพราะใช้วิธีการที่ไม่มองการศึกษาว่าเป็นสิ่งที่หยุดนิ่ง ตายตัว

“ข้อสรุปที่อาจารย์ได้จากการศึกษาสุนทรภู่ก็ดี เรื่องในต้นกรุงรัตนโกสินทร์ก็ดี ก็ต้องเอามาตรวจสอบใหม่ ชำระใหม่ กับการเปลี่ยนแปลงหลังจากนั้น

อาจารย์นิธิบอกว่าการเป็นนักประวัติศาสตร์ที่ดีมันยาก โดยทั่วไปคนบอกว่าขอแค่เป็นกลางได้ ก็ดีแล้ว แกบอกว่าแค่เป็นกลางก็ยังยาก เพราะเกือบจะเป็นไปไม่ได้เลย กว่าที่จะรู้ว่าเราเข้าใจผิด มันก็ต้องใช้เวลาตรวจสอบ

ดังนั้น อาจารย์จึงยินดีถ้าใครจะวิพากษ์ หรือวิวาทะว่าไม่ถูกอย่างไร เพราะเป็นวิธีเดียวที่จะทำให้วิชานี้เข้าใกล้ความเป็นจริงที่สุด เพราะฉะนั้น อาจารย์นิธิจึงสรุปว่านักประวัติศาสตร์ที่ดีต้องไม่มีชาติ แม้ว่าจะรักชาติขนาดไหนก็ตาม ไม่มีศาสนา แม้เขาจะเป็นนักบวช ไม่มีอุดมการณ์ แม้เขาจะเป็นมาร์กซิสก็ตาม

ผมคิดว่า ทั้งหมดมันสรุปเลยว่าอาจารย์ไม่ได้ยึดโยงอยู่กับความความเชื่อ วิธีการอันหนึ่งอันใด แต่ค้นหาความเป็นจริงท่ามกลางการปฎิบัติที่เป็นจริง

ผมคิดว่าสิ่งที่ทำให้อาจารย์ยืนหยัดอยู่ได้ เพราะอาจารย์เชื่อมั่นในคนอื่น นี่คือสิ่งสำคัญมาก เรามักศึกษาเรื่องต่างๆ เพื่อสนองความต้องการของตัวเอง แต่อาจารย์นิธิศึกษาเพื่อทำให้เรื่องเป็นของคนอื่น เป็นประวัติศาสตร์ของคนอื่น และอาศัยสติปัญญาร่วมกันของคนจำนวนมาก ที่จะทำให้ประวัติศาสตร์นั้นมีชีวิต มีวิญญาณ มันจึงไม่ใช่ประวัติศาสตร์ของแก ไม่ใช่ประวัติศาสตร์ของสำนักหนึ่งสำนักใด ไม่ว่าจะสำนักซ้าย หรือสำนักขวา มันไม่มีชื่อ สำนักอาจารย์นิธิไม่มีชื่อ เพราะเป็นสำนักร่วมกันของทุกคน”

จากนั้น ศาสตราจารย์ดร.ธเนศกล่าวว่า ตนจะปิดท้ายด้วยคำถามว่า “ชีวิตของนิธิมีไว้ทำไม?” เหมือนชื่อบทความ “ทหารมีไว้ทำไม” โดยศาสตราจารย์ ดร.นิธิ

“ผมจะตอบแทนอาจารย์ว่าชีวิตของอาจารย์นิธิมีไว้เพื่ออนุเคราะห์เกื้อหนุนการจุดแสงสว่างที่มีอยู่ในตัวของเราเอง ของประชาชนเอง เพื่อร่วมกันขจัดความมืดในสังคมออกไป เพื่ออนาคตที่สดใสของทุกคน” ศาสตราจารย์ ดร.ธเนศกล่าว