ดูเหมือนพรรคเพื่อไทยจะตัดสินใจเลือกทางเดิน ดึงพรรค 2 ลุง และพรรคร่วมรัฐบาลเดิม เข้ามาร่วมจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่
เหตุผลที่เพื่อไทยหยิบยกมาสนับสนุน เพราะปัญหาของประชาชนรอไม่ได้
ต้องรีบจัดตั้งรัฐบาล ปัญหาความเดือดร้อน การบริหารประเทศ รอไม่ได้อีกต่อไป
การตัดสินใจครั้งนี้ ถือว่าเป็นการตัดสินใจแบบ “วัดใจ”
ที่สำคัญ “เดิมพันสูง”
เพราะเพื่อไทยจะได้รับผลกระทบตามมาหนักหน่วงรุนแรงอย่างยิ่ง
เพื่อไทยต้องตอบคำถามถึงกลุ่มคนที่เคยร่วมต่อสู้
เสียสละ พลีชีพ เสียเลือด เสียเนื้อ ต่อสู้กับระบอบเผด็จการ
การใช้กำลัง เอาปืนจ่อหัว เอาผ้าคลุมหัว เอาตัวไปคุมขัง
ปิดกั้นเสรีภาพ
จนกระทั่งวางกฎกติกาอันบิดเบี้ยว ผูกเงื่อนปมทางการเมืองต่างๆ
จนทำให้ประเทศไทยต้องถูกพันธนาการมานานจนป่านนี้
ด้วยข้ออ้างจาก คสช. เพื่อทำให้เกิดความสงบในประเทศ และ “ขอเวลาอีกไม่นาน”
ขณะนั้นกำลังเกิดความขัดแย้งระหว่างเสื้อเหลือง เสื้อแดง หรือแม้กระทั่งสลิ่ม
แต่มาถึงวันนี้ ตัวละครล้วนแต่วนเวียนอยู่ในกลุ่มที่กำลังจะ “จูบปาก” ร่วมกันจัดตั้ง รบ.ในจังหวะนี้แทบทั้งนั้น
แม้ประชาชนส่วนใหญ่แสดงให้เห็นความต้องการผ่าน
การเลือกตั้งเมื่อ 14 พ.ค.66 มาแล้วก็ตาม
แต่ก็ไม่สามารถฝ่าด่าน ส.ว. เงื่อนปมที่ คสช.ผูกเอาไว้
ทิ้ง “หัวเชื้อ” เอาไว้ในช่วงรอยต่อรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครบวาระ
เมื่อมีการเลือกตั้ง ทีมเขียนรัฐธรรมนูญฉบับปี’60 คงมองแล้วว่า
ยังไงก็คงไม่มีพรรคไหนชนะขาดจนได้ ส.ส. 376 เสียง
โดยไม่ต้องพึ่งเสียง ส.ว.
แต่ทั้งก้าวไกลและเพื่อไทย ก็ทำให้คนเขียน รธน.เสียวไส้ได้ เพราะรวมกันได้เกือบ 300 เสียง แต่ก็ยังไม่พอ
แต่ในที่สุดเมื่อเพื่อไทยฉีกเอ็มโอยู 8 พรรค
อ้างว่าต้องเป็นรัฐบาลเพื่อเข้าไปทำงานให้ประชาชน
สิ่งเหล่านี้พรรคเพื่อไทย จะต้องตอบคำถามคนรุ่นใหม่ และกลุ่มคนที่เคยร่วมทุกข์ยาก ร่วมต่อสู้มาด้วยกันในอดีต
เริ่มประจักษ์แจ้งในสิ่งที่เกิดขึ้น ย่อมก่อให้เกิดความผิดหวังเสียความรู้สึกตามมา
ความไว้เนื้อเชื่อใจ ถวายชีวิตให้ แต่กลายเป็นอื่นไปได้
อาจส่งผลกระทบกับเพื่อไทยในการเลือกตั้งครั้งหน้า มีคนขู่ว่าระวัง “สูญพันธุ์”
แต่เพื่อไทยคงคิดว่าจำเป็นต้องยึดหลัก ไพรออริตี้ (PRIORITY) จัดลำดับความสำคัญ ในการรับมือกับเหตุการณ์
อะไรสำคัญที่สุด คงต้องลงมือยึดเรื่องดังกล่าวก่อน
ส่วนอะไรมีความสำคัญลำดับรองลงไป ค่อยๆ ทยอยทำ
จึงเล่นบท “ผู้เสียสละ” ยอมถูกด่า ถูกทัวร์ลงอย่างหนัก
แต่หากรีบเข้าไปเป็นรัฐบาลแล้ว เร่งสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์โดยเร็ว
เชื่อว่าจะช่วยล้างภาพ “ตระบัดสตย์” ได้
ที่สำคัญเพื่อไทยไม่มีทางเลือกมากนัก เพราะ นายทักษิณ
ชินวัตร ต้องการเดินทางกลับไทย
หากเพื่อไทยได้เป็นนายกรัฐมนตรี ย่อมดีกว่าให้พรรคอื่นมาเป็น
จึงน่าจะเป็นจังหวะที่ดีที่สุดแล้วในการกลับบ้าน
แม้ว่าเกมนี้มีความเสี่ยงสูง จะต้องแลกกับอะไรหลายๆ เรื่อง อาจถึงขั้น “กลืนเลือด” ก็ตาม
แต่มองว่า เดี๋ยวค่อยไปแก้กันในอนาคต เอาเรื่องหลักให้จบก่อน
แค่เฉพาะเรื่องหลักอย่างเดียว จนถึงวันนี้ยังไม่แน่ว่าจะสามารถทำให้ “ลงตัว” ได้
เพราะยิ่งนานวัน เงื่อนไขเริ่มเพิ่มขึ้น เสียงเรียกร้องจาก
ฝ่ายต่างๆ เริ่มกระหึ่ม เสียงดังมากขึ้นเรื่อยๆ
แต่ในเรื่องเกมการเมือง เพื่อไทยยังคงมั่นใจว่ายังพอรับมือได้
เพราะถ้าขืนปล่อยให้หลุดจากการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลแล้ว
ไม่แน่ใจว่าอนาคตจะมีโอกาสเช่นนี้อีกหรือไม่
แต่ทางฝั่งพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ โดยเฉพาะพรรค 2 ลุง ก็เห็นท่าทีเพื่อไทย ทางเลือกเหลือไม่มากแล้วเช่นกัน
จังหวะนี้จึงเป็นช่วงการต่อรอง ทั้งเก้าอี้รัฐมนตรี นโยบายต่างๆ
รวมทั้งการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ และผลประโยชน์ในด้านต่างๆ
ดังนั้น จากนี้คงจะได้เห็นพรรคเพื่อไทยงัด “กลยุทธ์” มารับมือในการต่อสู้กับเผด็จการที่เพื่อไทยเคยถูกกระทำมาแล้ว
และพา “เจ้านาย” กลับบ้าน ให้บรรลุล่วงให้จงได้ ได้อย่างไร
สุรพล สุประดิษฐ์ ณ อยุธยา

