หน้าแรก Election Slide อ.รัฐศาสตร์ ช...

อ.รัฐศาสตร์ ชี้ สเปก รมต.ก็แค่ทฤษฎี สู้โควต้าไม่ได้ แนะสร้างกลไกให้ปชช.ช่วยตัดเกรด

16.08.23 | 14:36 น.

อ.รัฐศาสตร์ ชี้แบ่งเค้ก รมต. สเปกก็แค่ทฤษฎี สู้ ‘โควต้า’ ไม่ได้ แนะสร้างระบบให้ ปชช.ช่วยตัดเกรด

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม ผศ.ปฐวี โชติอนันต์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ให้สัมภาษณ์มติชน ถึงสถานการณ์การเมืองในปัจจุบัน ไว้น่าสนใจในหลายมิติ โดยเฉพาะเรื่องการแบ่งเก้าอี้รัฐมนตรี ความว่า

“ผมคิดว่าหลักการหนึ่งที่สำคัญในการบริหารงานคือ ใช้คนให้ถูกกับงาน หรือ “Put the right man in the right job” การจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรีผู้ที่เป็นผู้บริหารกระทรวงต่างๆ ของประเทศก็เช่นเดียวกันคือควรได้คนที่สามารถและมีความเชี่ยวชาญในตำแหน่งรัฐมนตรีนั้นๆ

การได้คนที่มีความสามารถและความเชี่ยวชาญผ่านการพิสูจน์การทำผลงานในสายงานที่มีความเกี่ยวข้องจะช่วยให้การทำงานในระดับนโยบายในแก้ไขปัญหามีความชัดเจนมากขึ้น เพราะเขาเหล่านั้นรู้ปัญหาการทำงานที่เกิดขึ้น

ยกตัวอย่างเช่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานควรได้คนที่เคยทำงานในสหภาพแรงงาน คนเหล่านี้จะรู้ถึงปัญหาของแรงงานว่าต้องการอะไร และต้องพัฒนาไปทางไหน หรือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพานิชย์ควรได้นักบริหารงานธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมากนั่งเป็นเจ้ากระทรวง เพราะเขารู้วิธีการบริหารงานตลาดและราคาสินค้า เป็นต้น

Advertisement

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่รัฐมนตรีต้องมีเหมือนกันนอกจากความความสามารถและความเชี่ยวชาญในสายงานแล้ว คือ การทำเพื่อผลประโยชน์ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ไม่ใช่ผลประโยชน์ของพวกพ้อง หรือ ฐานเสียงของตนอย่างเดียว ทั้งนี้ เขาเหล่านั้นอย่าลืมว่าการที่เขาได้เป็นรัฐมนตรีแล้วเขาเป็นหนึ่งในทีมคณะรัฐมนตรีในการบริหารงานของประเทศไม่ใช่ตัวแทนหรือผู้ปกป้องผลประโยชน์ของพรรคใดของพรรคหนึ่งอีกต่อไป แต่เขาคือทีมบริหารที่ต้องดูแลคนทั้งประเทศ

ทั้งหมดที่กล่าวมานั้นเป็นเพียงทฤษฎี ในความเป็นจริง สังคมไทยการแบ่งเก้าอี้รัฐมนตรียังคงแบ่งตามสัดส่วนจำนวน ส.ส.ที่พรรคการเมืองที่เข้าร่วมรัฐบาล

มากกว่านั้น นักการเมืองจากพรรคร่วมรัฐบาลต้องการที่ได้จะได้เป็นกระทรวง “เกรดเอ” หรือ “เกรดบี” เพื่อที่จะได้เร่งทำงานผลงานและนำงบประมาณลงไปในพื้นที่และธุรกิจที่มีสัมพันธ์อันดีกับพรรคของตน ดังนั้น การแบ่งเก้าอี้รัฐมนตรีจึงแบ่งไปตามโควตาของพรรคที่จะได้ พรรคที่มี ส.ส.มากมีอำนาจต่อรองมากก็มีโอกาสได้เก้าอี้รัฐมนตรีมากรวมถึงการได้กระทรวงเกรดเอ หรือ บีไว้ในครอบครองมาก ส่วนพรรคที่สส.น้อยอำนาจในการต่อรองน้อยก็จะได้ตำแหน่งรัฐมนตรี หรือ รัฐมนตรีช่วยในกระทรวงเกรดรองลงไป

เราจะเห็นว่าที่ผ่านมาการแต่งตั้งรัฐมนตรีแต่ละครั้งบางกระทรวงตั้งรัฐมนตรีซึ่งเป็นที่ขัดใจของประชาชนมีข้อกังขาถึงความสามารถและผลงานที่ผ่าน แต่ยังได้การแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีเนื่องจากเป็นผู้มีอิทธิพลในพรรคนั้น ผลที่ตามมาคือ ยิ่งเป็นรัฐบาลผสมหลายพรรคการเมือง การทำงานใน ครม.มีปัญหาเนื่องจาก นายกรัฐมนตรีไม่สามารถคุมรัฐมนตรีได้ บางครั้งรัฐมนตรีที่มาจากพรรคการเมืองต่างกันมีความขัดแย้งในเรื่องนโยบาย เมื่อมีการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจโดยฝ่ายค้าน พรรคร่วมรัฐบาลด้วยกันก็ไม่ยกมือสนับสนุนเพื่อไว้วางใจให้ สิ่งเหล่านี้เป็นรอยร้าวใน ครม.ในช่วงที่ผ่านและทำให้การทำงานนั้นไม่เป็นเอกภาพ คือต่างคนต่างทำงาน ที่สำคัญการทำงานเน้นไปที่กลุ่มผลประโยชน์และฐานเสียงของตนมากกว่าผลประโยชน์ส่วนใหญ่ของคนในประเทศ

  • สิ่งที่ทำได้ ก่อนจัดตั้ง ครม.

อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าสิ่งที่เราทำได้คือ ก่อนที่จะมีการตั้ง ครม.ให้พรรคการเมืองเปิดเผยชื่อคนที่จะเป็นรัฐมนตรีของแต่ละพรรค ให้มีการแถลงนโยบายก่อนเข้าปฏิบัติงานให้ประชาชนได้รับทราบว่า ใน 100 วันแรก รัฐมนตรีจะทำผลงานอะไร เมื่อครบ 2 ปีจะทำอะไรเป็นรูปธรรม และ เมื่อครบวาระ 4 ปี มีผลงานอะไรที่ออกมามีผลสำเร็จอะไรบ้าง สิ่งเรานี้จะเป็นสัญญาประชาคมที่รัฐมนตรีท่านนั้นได้พูดกับประชาชนก่อนเข้ารับตำแหน่ง

มากกว่านั้นประชาชนยังตรวจสอบได้ว่ารัฐมนตรีท่านนั้นได้ทำตามที่พูดไหม มีผลงานอะไรไหม นอกจากรัฐมนตรีเหล่านั้นจะถูกตรวจสอบโดยฝ่ายค้านแล้วยังเป็นการเพิ่มให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบการทำงานของรัฐมนตรีด้วย

นอกจากนี้ผมคิดว่าสื่อมีความสำคัญมาก สื่อควรทำหน้าที่ถามความเห็นจากประชาชนให้คะแนนการทำงานกับรัฐมนตรีแต่ละท่านว่าได้คะแนนเท่าไร เอาผลงานของรัฐมนตรีแต่ละท่านมาเปิดเผยให้ประชาชนทราบว่าแต่ละท่านได้ดำเนินงานอะไรไปแล้วบ้าง อะไรที่ยังไม่ได้ทำ อะไรที่ยังทำไม่สำเร็จตามที่หาเสียงไว้เพราะอะไร สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้สังคมตื่นตัวและจับตามองการทำงานของรัฐมนตรีและอาจจะรวมถึงการทำงานของนายกรัฐมนตรีมากขึ้นด้วย

  • แนะเปลี่ยนวิธีคิด สร้างระบบตรวจสอบ ‘รัฐมนตรี’ ที่ประชาชนมีส่วนร่วม

จากที่กล่าวมา ผมคิดว่าเราต้องเปลี่ยนวิธีคิดใหม่คือ เราต้องช่วยกันสร้างระบบในการตรวจสอบให้รัฐมนตรีที่มาจากต่างพรรคการเมืองทำงานให้กับประชาชนส่วนร่วม นอกจากจะมีการอภิปรายในสภาจากฝ่ายค้านแล้ว ควรที่จะสร้างกลไกทางสังคมให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมการตรวจสอบการทำงานของรัฐมนตรีให้ได้มากที่สุด

ถ้าพรรคการเมืองเสนอนักการเมืองที่ไม่มีความสามารถ ทำงานไม่เก่งมาเป็นรัฐมนตรีตามโควตาพรรคที่ได้รับ หรือ รัฐมนตรีท่านไหนไม่ทำงานปล่อยเกียร์วางหรือทำแต่เพื่อผลประโยชน์กลุ่มตน ผลงานเหล่านี้จะต้องให้ประชาชนได้รับทราบมากที่สุดเพื่อที่การเลือกตั้งครั้งหน้าจะได้ไม่เลือกคนของพรรคนี้เข้ามาอีก

สิ่งเหล่านี้เป็นการสร้างกลไกประชาธิปไตยทางตรงให้กับประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารประเทศควบคู่ไปกับกลไกลในระบบรัฐสภา ที่สำคัญเราต้องไม่ปล่อยให้อำนาจไปอยู่กับนักการเมืองในสภาทั้งหมดหลังจากการเลือกตั้งไปแล้ว แต่เราต้องสร้างอำนาจและพื้นที่ทางการเมืองเพื่อการต่อรองและควบคุมนักการเมืองเหล่านั้นด้วย”