‘รังสิมันต์’ ชี้ศาลรธน.ไม่รับคำร้อง ปมเสนอ ‘พิธา’ ซ้ำ ไม่พิจารณาตามข้อเท็จจริง ลั่นจะเผาบ้านเพื่อไล่หนูเลยหรือ
เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ โฆษกพรรคก้าวไกล (ก.ก.) แถลงข่าวภายหลังที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ ไม่รับคำร้องในกรณีที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 กรณีรัฐสภามีมติไม่เห็นชอบกับการเสนอชื่อ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคก.ก. เป็นนายกรัฐมนตรีรอบสอง เป็นญัตติทั่วไป ห้ามนำเสนอญัตติซ้ำอีก ตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ.2563 ข้อ 41 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 หรือไม่ ว่า เมื่อศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำร้อง แปลความว่า ไม่ได้มีการพิจารณา ในเนื้อหาสาระของข้อเท็จจริง ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญได้ตีตกในกรณีที่ผู้ตรวจการแผ่นดินไม่ได้เป็นผู้ที่มีสิทธิ์ร้อง ซึ่งเป็นเรื่องของเทคนิคและกระบวนการ พรรค ก.ก. เล็งเห็นในเรื่องนี้
และยืนยันมา โดยตลอดว่ากรณีเช่นนี้ เป็นกรณีที่สภาควรหารือกันเองได้ ไม่จำเป็นต้องให้องค์กรภายนอก เช่น ศาลรัฐธรรมนูญเข้ามา อะไรก็ตามที่ทำผิดหรือไม่ถูกต้อง โดยหลักการแล้ว สภามีอำนาจในการแก้ไขปรับปรุง จึงเป็นที่มาของการที่ในวันที่มีการเลือกนายกรัฐมนตรีครั้งก่อนนั้น พรรค ก.ก. มีมติและมีการรับรองถูกต้อง เสนอเพื่อให้สภาได้มีการทบทวนในกรณีที่สภาเคยมีมติว่า ญัตติที่เสนอชื่อนายพิธา ในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เป็นนายกรัฐมนตรีซ้ำ ไม่สามารถทำได้ เป็นการดำเนินการที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย
นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า ดังนั้น ในการโหวตนายกรัฐมนตรีครั้งต่อไป ที่จะต้องรอประธานรัฐสภากำหนดวาระประชุมรัฐสภา พรรค ก.ก. ยืนยันที่จะเสนอต่อไป และหวังว่ากระบวนการนี้ จะทำให้สภาทำในสิ่งที่ถูกต้อง พร้อมย้ำว่า การที่พรรค ก.ก.จะเสนอเช่นนี้ไม่ใช่การตีรวนทางการเมือง เพราะทุกคนรู้ว่า เราไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะเสนอนายกรัฐมนตรีได้แล้ว ซึ่งสถานะของการเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนต รีไม่ว่าใครก็แล้วแต่เป็นสถานะตามรัฐธรรมนูญ
“ไม่ใช่ว่าพอเสนอกันไป แล้วสุดท้ายไม่ผ่านในรอบแรก คุณจะมาบอกว่า สถานะนั้นไม่มีอีกแล้ว การคิด พิจารณากันแบบนี้ นี่คือการเล่นการเมือง โดยที่ไม่ได้พิจารณาบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงตามข้อกฎหมาย เรายืนยันว่า การเสนอชื่อ ไม่ว่า จะเป็นนายพิธาก็ดี หรือในอนาคตจะเป็นท่านอื่น ปรากฏว่า รอบแรกไม่ผ่าน รอบต่อไปเขาก็ยังเสนอได้ เราก็ยืนยันแบบนั้น” นายรังสิมันต์ กล่าว
นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ต้องมีกระบวนการให้สภาได้พิจารณาทบทวนต่อไป หากประธานรัฐสภามีการเสนอให้มีการพิจารณาการเลือกนายกรัฐมนตรี พรรคก้าวไกลยืนยันว่าจะเสนอญัตตินี้ต่อไป
เมื่อถามว่า เสียงจะพอหรือไม่ ในเมื่อขณะนี้พันธมิตรที่จะร่วมรัฐบาลกับพรรค ก.ก. ได้แยกวงไปแล้ว นายรังสิมันต์ กล่าวว่า เป็นเรื่องหลักการ ณ จุดนี้เราไม่ได้เสนอเพื่อตัวเอง ไม่ได้เสนอเพื่อให้นายพิธากลับมามีโอกาสในการเป็นแคนดิเดตนายกฯ อีกครั้งด้วยซ้ำ เพราะสถานการณ์ตอนนี้ นายพิธาไม่ได้อยู่ในจุดนั้นแล้ว แต่การเสนอเช่นนี้ เป็นหลักการที่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งจริงๆแล้ว ไม่ว่าแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจะชื่ออะไร ก็ได้ประโยชน์จากการเสนอของพรรค ก.ก. ทั้งสิ้น
“เว้นเสียแต่ว่ามีบางกลุ่ม บางพวก ที่คิดเอาไว้แล้ว ว่าต้องการจะวางสนุก วางหมาก ให้การเสนอนายกฯ เกิดขึ้นได้ครั้งเดียว ซึ่งอาจจะมีเหตุผลแบ่งเป็นกรณี คือ 1.เพื่อให้พรรค ก.ก. หรือบางพรรคการเมืองไม่ผ่าน แล้วหวังว่าตัวเองจะได้ประโยชน์ 2. เป็นการปูทางไปสู่นายกฯ คนนอก ซึ่งต้องยอมรับว่าไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องใช้เสียง 2 ใน 3 แต่ผมคิดว่า การที่กำหนดให้การเสนอนายกฯ ทำได้ครั้งเดียว ไม่ใช่เจตนาที่ดีแน่ๆ” นายรังสิมันต์ กล่าว
เมื่อถามถึงกรณีในการประชุมรัฐสภาครั้งที่แล้วประธานรัฐสภาได้ใช้อำนาจในการวินิจฉัยการเสนอให้ทบทวนญัตตินี้แล้วนั้น ได้มีการพูดคุยกันหรือไม่ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า สถานะของญัตติคืออะไร ยอมรับว่า เป็นปัญหา เพราะกระบวนการของเรามีการรับรองถูกต้อง ไม่ใช่แค่ของพรรค ก.ก. แต่ในกรณีของนายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ก็ถูกต้องด้วย โดยหลักแล้วต้องพิจารณา ไม่มีอำนาจในข้อบังคับ ที่ให้ประธานรัฐสภาวินิจฉัย ว่าการเสนอญัตตินี้เสนอไม่ได้ ซึ่งพวกเราพร้อมรับฟัง จะฟังอย่างตั้งใจและเป็นมืออาชีพ หากการเสนอดังกล่าวไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือขัดต่ออะไร แต่ประธานรัฐสภาก็ไม่ได้อ้างข้อกฎหมายเลย ชี้แจงเพียงอย่างเดียวว่า ให้รอศาลรัฐธรรมนูญ พวกเราพร้อมรับฟัง
และจะฟังอย่างตั้งใจเป็นมืออาชีพ หากการเสนอดังกล่าวไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือขัดต่ออะไร เนื่องจากกรณีนี้อยู่ในกระบวนการของศาลรัฐธรรมนูญ แต่ก็ไม่ได้มีการระบุในกฎหมายว่าระหว่างที่รอคำวินิจฉัยเราจะทำในเรื่องการทบทวนไม่ได้ เพราะฉะนั้น เรื่องนี้ จึงไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของข้อกฎหมาย ตนเข้าใจว่า ประธานรัฐสภา มีเจตนาที่หวังดี อยากให้กระบวนการมีความชัดเจนก่อนแล้วค่อยมาว่ากัน แต่ถ้าพิจารณาด้วยเหตุผล การรอต่อไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีความชัดเจนและไม่ถูกต้อง สร้างความเสียหายต่อบ้านเมือง
เมื่อถามต่อว่า เมื่อผลออกมาเช่นนี้ การเสนอชื่อต่อจากนี้ก็ต้องเสนอเพียงครั้งเดียว และเปลี่ยนคน ใช่หรือไม่ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ตนกังวลว่าจะไปสู่จุดนั้น นี่จึงเป็นเหตุผลในการขอให้มีการทบทวน เพราะหากกลายเป็นบรรทัดฐาน จะกระทบต่อการเสนอชื่อบุคคลในตำแหน่งอื่นๆ ด้วย ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่มาก
เมื่อถามว่า การทบทวนในครั้งหน้า จะเกิดขึ้นก่อนการเลือกนายกฯ ครั้งต่อไปหรือไม่ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ต้องรอคุยกับประธานรัฐสภาก่อน เบื้องต้น หากพิจารณาจากการประชุมในครั้งที่แล้ว โดยหลักจะต้องพิจารณาญัตติของตนก่อน แต่ก็ต้องพิจารณาด้วยว่าคำวินิจฉัยของประธานรัฐสภาที่มีการถกเถียงกัน และนำไปสู่การปิดประชุมนั้น มีสถานะอย่างไร หากจะพูดอย่างเป็นธรรม เราต้องมีการหารือกับประธานรัฐสภาว่าจะมีข้อสรุปในเรื่องนี้อย่างไร ซึ่งในความเห็นของเรา เชื่อว่าเมื่อมีผู้รับรองถูกต้อง ก็ต้องถือเป็นญัตติแล้ว และจะต้องถูกบรรจุลงในวาระ แต่ในกรณีนี้อาจจะไม่เข้าใจตรงกันทุกฝ่าย จึงต้องมีการพูดคุย
เมื่อถามว่า การเสนอให้มีการทบทวนญัตติจะสามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้หรือไม่ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า คงต้องลองดู ตนมองว่า จุดประสงค์ในรอบที่แล้ว คือต้องการทำลายพรรค ก.ก. ต้องการเล่นงานนายพิธา
“เราจะเผาบ้านเพื่อไล่หนูหรือ วันนี้คุณก็ได้ทุกอย่างไปหมดแล้ว คำถามคือคุณจะยังคงเผาบ้านต่อไปเพื่ออะไร” นายรังสิมันต์ กล่าว
นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า เราจึงหวังว่าจะทำให้กลับมาสู้หลักการที่ถูกต้องได้ แต่ยังตอบไม่ได้ว่าสุดท้ายที่ประชุมจะว่าอย่างไร

