ศึกเลือกซ่อม ‘ระยอง’ ชิง ส.ส.ระดับเขต มองทะลุถึง’ระดับชาติ’
หลัง นายนครชัย ขุนณรงค์ ส.ส. ระยอง เขต 3 (อ.แกลง-เขาชะเมา) พรรคก้าวไกล ประสบอุบัติเหตุทางการเมือง ประกาศลาออกจาก ส.ส.เพื่อแสดงความรับผิดชอบ จากการต้องโทษคดีลักทรัพย์ที่จ.ชลบุรี เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อ 24 ปีก่อน นำไปสู่การจัดเลือกตั้งซ่อม
คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศรับสมัครผู้จะลงชิงเก้าอี้นี้ระหว่างวันที่ 15-19 สิงหาคม กำหนดวันหย่อนบัตร 10 กันยายน
พรรคก้าวไกลในฐานะเจ้าของพื้นที่ ส่งนายพงศธร ศรเพชรนรินทร์ รักษาเก้าอี้ โดยมี นพ.บัญญัติ เจตนจันทร์ จากพรรคประชาธิปัตย์ เสนอตัวสู้
ทิศทางลมเลือกตั้งซ่อมงวดนี้ น่าจะเป็นการชิงชัยระหว่าง 2 คน 2 ขั้ว ตัวต่อตัวไม่มีรุม
เมื่อย้อนดูสถิติการเลือกตั้งทั่วไปสำหรับการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคมที่ผ่านมา เฉพาะระยอง เขต 3 พบว่านายนครชัยได้คะแนนมาเป็นอันดับหนึ่ง 29,034 คะแนน นายพายัพ ผ่องใส พรรคพลังประชารัฐ อันดับสอง 21,726 คะแนน นพ.บัญญัติ ตามมาเป็นอันดับสาม 14,668 คะแนน
ประเมินการเลือกตั้งซ่อม จ.ระยอง ครั้งนี้ เป็นการเลือก ส.ส.เขต แบบใบเดียวไม่ใช่สองใบที่ต้องเลือกพรรคด้วย แม้นายพงศธรจะมีแรงเชียร์แฟนคลับสีส้มค่อนข้างล้นหลาม ประกอบกับตัวช่วยจากผู้นำชุมชนและผู้ที่จะลงสมัครสมาชิก อบจ.ทั้ง 30 เขต ภายใต้สังกัดก้าวไกล มาช่วยหาเสียงกันพร้อมหน้า แต่นายพงศธรก็มีจุดอ่อนที่ไม่ใช่คนในพื้นที่ อ.แกลง
ขณะที่ นพ.บัญญัติเป็นอดีต ส.ส.ประชาธิปัตย์ 3 สมัย มีบ้านใหญ่ระยอง ตระกูล “ปิตุเตชะ” ให้การสนับสนุน อาทิ นายปิยะ ปิตุเตชะ นายก อบจ.ระยอง ดูแลสมาชิก อบจ.ในมือ 30 เขต นายสาธิต ปิตุเตชะ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมทั้งนายธารา ปิตุเตชะ อดีต ส.ส.หลายสมัย เมื่อผนึกกำลังช่วยหาเสียงให้ นพ.บัญญัติ ศึกเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้น่าจะคู่คี่สูสี
แน่นอนว่า ไม่ว่าผลเลือกตั้งจะออกมาหน้าไหน ย่อมสะท้อนไปถึงการเมืองในภาพใหญ่ ผศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ให้มุมมองว่า เป็นการแข่งขันระหว่างการเมืองแบบเดิมของตระกูลการเมืองกับการเมืองแบบใหม่ที่ประชาชนต้องการความเปลี่ยนแปลง รวมทั้งการเลือกตั้งเชิงนโยบาย เพราะ จ.ระยอง มีรูปแบบการเมืองคล้ายกับ จ.ชลบุรี อิทธิพลยังอยู่ในตระกูลการเมือง “ปิตุเตชะ” แม้คนในตระกูล จะไม่ได้ลงสมัครเองก็ตาม ก็เชื่อว่ายังมีการใช้เครือข่ายอำนาจของ “ปิตุเตชะ” ที่ยังมีอำนาจอยู่ ผ่านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นพ.บัญญัติลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อม ก็ถือว่าเป็นนัดล้างตาด้วย หลังตระกูล “ปิตุเตชะ” พ่ายแพ้ให้กับพรรคก้าวไกลทุกเขตเลือกตั้ง จ.ระยอง ในการเลือกตั้งทั่วไปที่ผ่านมา
การเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้จึงเป็นการพิสูจน์ระหว่างการเมืองแบบเดิมว่า บ้านใหญ่ยังสามารถรักษาอำนาจได้หรือไม่ ขณะที่พรรคก้าวไกลต้องการให้การเมืองมีการเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนแปลงในเชิงความคิด นโยบาย ความเชื่อของคนที่ต้องการความเปลี่ยนแปลง ถ้าครั้งนี้พรรคก้าวไกลชนะ จะเป็นการยืนยันว่าคน จ.ระยอง เริ่มมีวิธีคิดใหม่ๆ เกิดขึ้น เป็นจุดหนึ่งที่จะสร้างโอกาสให้กับพรรคก้าวไกลในระยะยาว ถ้าวางยุทธศาสตร์ระยะยาวดีๆ โดยเฉพาะการเลือกตั้งนายก อบจ.ระยอง พรรคก้าวไกลหรือคณะก้าวหน้าแข่งกับตระกูล “ปิตุเตชะ” นับว่าน่าจับตาดูเหมือนกัน
ที่น่าสนใจ คือ กรณี นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกลไม่ผ่านการโหวตนายกรัฐมนตรี และถูกสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ก็อาจจะเป็นการพิสูจน์อย่างหนึ่ง หากพรรคก้าวไกลชนะเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้ อาจหมายความว่ากระแสก้าวไกลและนายพิธายังสามารถขายได้
สำหรับโอกาสผู้สมัครของพรรคประชาธิปัตย์จะได้พื้นที่คืนหรือไม่ อ.โอฬารมองว่า ช่วงนี้พรรคประชาธิปัตย์ขายไม่ได้ แม้กระทั่งตัวผู้ลงสมัคร ส.ส.เองก็ตาม คิดว่าตระกูล “ปิตุเตชะ” จะต้องทำงานหนัก เพราะคุมทั้งจังหวัด และจำเป็นต้องสืบทอดการเมืองในระยะยาว ถ้า นพ.บัญญัติประสบความพ่ายแพ้ก็จะส่งผลต่อตระกูล “ปิตุเตชะ” ด้วย คือเท่ากับบารมีของนายปิยะ ปิตุเตชะ นายก อบจ.ระยองถูกลดทอน ถูกท้าทายการเมืองในรูปแบบใหม่ เพราะฉะนั้นจะเป็นการพิสูจน์ฐานการเมืองในรูปแบบเก่าจะรักษาฐานการเมืองไว้ได้หรือไม่
ด้านพรรคก้าวไกล หากชนะเลือกตั้งซ่อมอย่างถล่มทลาย ทำให้มองได้ว่าคนระยองต้องการความเปลี่ยนแปลงจริงๆ ถ้าพรรคก้าวไกลวางยุทธศาสตร์ดีๆ หาคนเก่งๆ มีความรู้ ความสามารถ ที่มีอยู่มากใน จ.ระยอง มาลงสมัครรับเลือกตั้งนายก อบจ.ระยอง โอกาสชนะก็มีมากเช่นกัน
ที่สำคัญ อบจ.ระยองมีงบประมาณสูงที่สุดในประเทศไทย จะส่งผลให้ตัวแทนของพรรคก้าวไกล ถ้าได้รับเลือกตั้งเป็นนายก อบจ.ระยอง และใช้งบประมาณของรัฐในการดูแลท้องถิ่น จะได้เปรียบที่จะนำนโยบายของพรรคก้าวไกลมาสู่การปฏิบัติ ระยะยาวหากพัฒนาดีก็จะเป็นบวกต่อพรรคก้าวไกลอีกทางหนึ่งด้วย
อ.โอฬารให้ความเห็นต่อการที่พรรคเพื่อไทยไม่ส่งผู้ลงสมัครลงสนามด้วยครั้งนี้ คงเป็นเพราะรู้ว่า หากส่งผู้ลงสมัครท่ามกลางกระแสแบบนี้ ขณะที่ประชาชนขุ่นเคืองในประเด็นข้ามขั้วการเมือง ขืนส่งผู้สมัครแล้วพ่ายแพ้ขึ้นมา จะยิ่งแสดงว่าพรรคเพื่อไทยถดถอยมากขึ้น จึงไม่กล้าเสี่ยงในสถานการณ์ที่ตกต่ำ คือ รู้ว่าลงไปก็แพ้ สู้อยู่เฉยๆ ดีกว่า หรืออาจจะมีดีลลับสำหรับนักการเมือง หากทำการเมืองในลักษณะคล้ายคลึงกัน อาจจะมีการพูดคุยกันและเปิดทางให้กันก็ได้
การเลือกตั้งซ่อมเขต 3 ระยอง จึงไม่เพียงเสียหรือได้เพิ่ม 1 ส.ส. แต่อาจหมายถึงสถานะทางการเมืองของบางพรรคอีกด้วย

