หน้าแรก การเมือง โค้งสุดท้าย? ...

โค้งสุดท้าย? โดย พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

22.08.23 | 12:09 น.
โค้งสุดท้าย? บทความชิ้นนี้จะถูกตีพิมพ์ขึ้นในวันเดียวกับที่จะมีความพยายาม

บทความชิ้นนี้จะถูกตีพิมพ์ขึ้นในวันเดียวกับที่จะมีความพยายามในการโหวตนายกรัฐมนตรี (อีกครั้ง) แต่ครั้งนี้ผู้ได้รับการเสนอชื่อจะมาจากพรรคเพื่อไทย

และก็คาดว่าจะเป็นวันที่ คุณทักษิณ ชินวัตร จะเดินทางกลับเข้าประเทศไทย และจะมีการเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมาย

เรื่องที่กลายเป็นประเด็นที่ถูกตั้งคำถามกันในช่วงเวลานี้คือ เรื่องของกรณีที่ คุณเศรษฐา ทวีสิน ในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ตามการกล่าวหาของ คุณชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ในเรื่องวิธีการได้มาซึ่งที่ดินในสมัยที่คุณเศรษฐายังเป็นเบอร์หนึ่งของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ชื่อดังแห่งหนึ่ง โดยเฉพาะเรื่องของจริยธรรมทางการเมือง

อย่างไรก็ตาม ทางบริษัทอสังหาฯและคุณเศรษฐาก็ออกมาชี้แจง และฟ้องกลับคุณชูวิทย์หลายรอบและเน้นย้ำว่าสิ่งที่ได้ทำไปนั้น ไม่ผิดทั้งทางกฎหมาย และไม่ผิดทางจริยธรรม

สิ่งที่น่าสนใจสิ่งหนึ่งในการเมืองสมัยใหม่/การเมืองร่วมสมัยของไทยก็คือเรื่องของการเมืองว่าด้วย (การกล่าวหา) เรื่องจริยธรรม

Advertisement

ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนักในการทำความเข้าใจ ทั้งที่เหมือนกับว่าทุกคนจะเข้าใจว่าในโลกนี้มีเรื่องของจริยธรรมทางการเมืองอยู่

ประเด็นของผมก็คือ การเมืองเรื่องจริยธรรมซึ่งมักเป็นเรื่องที่ดูเข้าใจได้ไม่ยาก กลับเป็นเรื่องหนึ่งที่เข้าใจได้ยากได้เย็น

เพราะโดยธรรมชาติของการเมืองเรื่องจริยธรรมนั้นถูกมองจากมุมสองมุมที่แตกต่างกัน

แต่เอาเข้าจริงกลับเป็นสิ่งที่อาจจะเรียกได้ว่า คนละเรื่องเดียวกัน

หมายถึงว่า ฝ่ายหนึ่งเชื่อว่าความถูกต้องดีงามและจริยธรรมทางการเมืองมีอยู่จริง และมีสิ่งที่เรียกว่าความถูกต้องทางการเมือง

อารมณ์เดียวกับความหมกมุ่น และการผลักดันให้เกิดการดำเนินคดีทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของจริยธรรมทางการเมืองอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของหน่วยงานที่ว่าด้วยการทุจริต คอร์รัปชั่น หรือการสร้างประมวลจริยธรรมของข้าราชการทางเมือง

ซึ่งในส่วนที่เกี่ยวข้องกับประมวลจริยธรรมนี้เอาจริงๆ ก็เริ่มมาตั้งแต่ (อย่างน้อย) คือสมัยรัฐธรรมนูญปี 2550 ไล่เรียงมาถึงกำเนิดผู้ตรวจการแผ่นดิน มาจนถึงอำนาจใหญ่ที่ย้ายมาที่ตัวศาลรัฐธรรมนูญและ ป.ป.ช.

ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งการเมืองเรื่องจริยธรรมก็ถูกมองด้วยสายตาที่สงสัย จากฝ่ายที่เรียกว่าก้าวหน้า หรือประชาธิปไตยกว่า เพราะมองว่าเรื่องของจริยธรรมทางการเมืองเป็นข้ออ้าง หรือวาทกรรมที่มีไว้ด้อยค่าคู่แข่งทางการเมือง และการเมืองเรื่องจริยธรรมทางการเมืองนี้เป็นเรื่องที่นำมาซึ่งการก่อเกิด “ขบวนการคนดีย์” และการชี้หน้าด่าอีกฝ่ายหนึ่งว่าเป็นคนโกงชาติโกงบ้านโกงเมือง

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางการต่อสู้ของทั้งสองฝ่ายในเรื่องของจริยธรรมทางการเมืองนั้น สิ่งที่เป็นผลอย่างไม่ได้ตั้งใจก็คือการเมืองเรื่องจริยธรรมนั้นเป็นการเมืองที่วางอยู่บนความขัดแย้งที่ร้าวลึกในสังคม และประนีประนอมกันไม่ได้

เพราะต่างฝ่ายต่างมีแนวคิดว่าด้วยเรื่องจริยธรรมทางการเมืองที่แตกต่างกัน

และความเชื่อเรื่องจริยธรรมทางการเมืองนี้เป็นความเชื่อที่มีฐานคิดที่แตกต่างกัน และมีความยึดมั่นถือมั่นที่แตกต่างกัน ประนีประนอมกันไม่ได้

เป็นการสร้างขั้วทางการเมืองที่ประนีประนอมได้ยาก เพราะต่างฝ่ายต่างอยู่ในสถานะของการเผชิญหน้า

เพราะต่างฝ่ายต่างเชื่อว่าไม่สามารถยอมถอยให้กันได้เลย

และบางครั้งการพัฒนาจุดยืนที่เป็นแกนกลางของการตัดสิน ประเมินค่าทางการเมืองนั้นไม่ได้เกิดมาจากแค่การสอน หรือการอ่าน หรือกลุ่มเพื่อน หรือการเลี้ยงดูเท่านั้น

แต่อาจจะมาจากประสบการณ์บางอย่างร่วมกันโดยเฉพาะอย่างยิ่งกิจกรรมทางการเมืองที่ร่วมเป็นร่วมตายกันมา

การต่อสู้กันในเรื่องจริยธรรมทางการเมืองบ่อยครั้งจึงไม่ได้จบลงเพียงแค่การยืนยันว่าอะไรที่ถูกกล่าวหานั้นสามารถทำได้ หรือไม่ผิด เพราะไม่ผิดกฎหมาย

ทั้งที่ประเด็นสำคัญมันอยู่ที่ว่า สิ่งที่ทำนั้นแม้ไม่ผิดกฎหมายแต่มันไม่ใช่สิ่งที่ควรทำ หรือมันไปขัดแย้งกับหลักการประเมินค่าพื้นฐานของเราบางอย่าง

ซึ่งในการประเมินค่าทางศีลธรรมนั้น มันเกี่ยวข้องกับเรื่องของอารมณ์ความรู้สึกของเราและของผู้อื่น ซึ่งก็ต้องไม่ลืมว่าแม้ว่าจะมีลักษณะที่ลงหลักปักฐาน เปลี่ยนแปลงได้ยาก แต่อิทธิพลของสื่อก็มีความสำคัญยิ่งต่อการก่อตัวและการเปลี่ยนแปลงเรื่องเหล่านี้ รวมทั้งกิจกรรมบางอย่างที่ได้ทำไปด้วยกันในกลุ่มเดียวกัน

รวมถึงอิทธิพลของแนวคิดจากชนชั้นนำ

การพูดถึงจริยธรรม ศีลธรรมทางการเมืองไม่ใช่แค่เรื่องว่าอะไรดีงาม แต่หมายถึงอะไรคือสิ่งที่ไม่ดี และใครคือศัตรูของเรา

นอกจากนี้แล้ว ความซับซ้อนเรื่องการเมืองกับจริยธรรมยังเกี่ยวเนื่องกับทั้งเรื่องคุณสมบัติส่วนตัว

และคุณสมบัติของพรรคการเมืองด้วย

เช่น ผู้แทนคนนั้นมีเบื้องหลังทางการเมืองอย่างไร กับเรื่องของพรรคการเมืองว่ามีเจตนาทางการเมืองอย่างไร

ยังมีเรื่องของการแบ่งแยกจุดยืนของพรรคการเมืองที่แตกต่างกันในแง่ของนโยบาย การศึกษา ค่าแรง และหลักประกันทางสังคม

แต่ไม่ใช่เรื่องเดียวกับจุดยืนที่มีต่อการทำแท้ง การสมรสเพศเดียวกัน การประหารชีวิต

ขึ้นอยู่กับว่าข้อถกเถียงในสังคมจะเป็นอย่างไร

แต่มักพบว่าเรื่องของจุดยืนบางเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ต้องประเมินค่าอาจจะมีความเข้มข้นในทางจริยธรรมทางการเมืองไม่เท่ากัน เรื่องนโยบายทั่วๆ ไปอาจจะพอต่อรองกันได้

มากกว่าเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการประเมินค่าถูกผิดในทางศีลธรรม ซึ่งการประนีประนอมจะยากกว่า

แต่สิ่งที่ทิ้งเอาไว้ในตอนสุดท้ายก็คือความขัดแย้ง ร้าวฉานในสังคมก็จะดำเนินต่อไป

เราจึงได้เห็นบางพรรคที่ถูกโจมตีในประเด็นทางจริยธรรมของการไม่ยืดหยุ่นในนโยบายบางอย่าง

แต่ในขณะเดียวกัน เราก็จะเห็นการที่บางพรรคถูกโจมตีในความยืดหยุ่นจนเกินไป จนข้ามขั้วได้ และประชาชนก็ตั้งข้อสงสัยมาโดยตลอด

หรือผู้สมัครบางคนถูกตั้งข้อสังเกตในเรื่องจริยธรรม และก็ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า เส้นแบ่งของจริยธรรมมันอยู่ตรงไหน

อยู่ตรงที่ไม่ผิดกฎหมาย
อยู่ตรงที่ใครๆ ก็ทำกัน
อยู่ตรงที่เพราะคนกล่าวหาไม่มีคุณสมบัติที่เพียงพอในการกล่าวหา เพราะถูกโจมตีว่าไม่ใช่คนดี หรือเคยมีประวัติทำเช่นนี้มาก่อน หรือเพราะเคยไม่ได้รับผลประโยชน์จากผู้ที่ถูกกล่าวหามาก่อน

หรืออยู่ตรงที่เพราะคนที่ถูกกล่าวหานั้นอยู่ในฝ่ายเดียวกับเรา เราจึงพร้อมจะผ่อนปรนให้เขา เพราะเชื่อว่าเขาจะทำประโยชน์ให้เราได้มากกว่า

ทั้งหมดที่ผมพยายามจะกล่าวถึงนี้ ผมพยายามชี้ว่า เรากำลังก้าวล่วงเข้าไปสู่การเมืองเรื่องของอารมณ์และความแตกแยก ซึ่งโอกาสที่จะอยู่ร่วมกันนั้นมีได้น้อย ประนีประนอมได้น้อย

แต่ไม่ใช่ว่าจะทำไม่ได้ เพราะการประนีประนอมอาจเกิดจากการสร้างขั้วความขัดแย้งใหม่ขึ้นมา ที่หลอมรวมขั้วความขัดแย้งเดิมเข้าด้วยกันแล้วชี้ไปที่ศัตรูร่วมตัวใหม่ที่ทำให้การสลายขั้วทางการเมืองเกิดขึ้น ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่าจะเป็นไปได้นานแค่ไหน และความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกันจะเป็นอย่างไร

เราอาจได้นายกฯสักที และบางคนได้กลับบ้านในสัปดาห์นี้

แต่ความขัดแย้งในเรื่องจริยธรรมทางการเมืองอาจจะกลายเป็นเงื่่อนไขใหญ่ที่ส่งผลต่อการเมืองจากวันนี้ไปอีกยาวนาน