‘ชัยธวัช’ แจงเหตุ ‘ก้าวไกล’ โหวต ‘เศรษฐา’ ไม่ได้ ชี้ ไม่ใช่ปัญหาเรื่องคุณสมบัติ แต่เหตุผลหลักคือขัดเจตจำนงปชช.หลังเลือกตั้ง บอก การตั้งรัฐบาลผสมพันธุ์ข้ามขั้ว ไม่ใช่ทางออกความขัดแย้ง
เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม ที่รัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ที่มี นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา เป็นประธานการประชุม พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 272 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่านและหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) เป็นผู้เสนอชื่อ นายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรค พท. เป็นนายกรัฐมนตรี โดยมีผู้รับรอง 287 คน ถือว่าถูกต้อง
ย้อนอ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
- วันนอร์ เดือดจัดส.ส.ก้าวไกล หลังตัดบทโรมอภิปรายทบทวนมติ ทำประท้วงวุ่น ไม่เป็นกลาง
- ชลน่าน ลุกเอง เสนอชื่อ ‘เศรษฐา’ กลางที่ประชุม ให้สภาโหวตเป็นนายกฯ แล้ว
- ส.ว.ยกข่าวสะพัด เหน็บเพื่อนๆ ผิดคำสาบาน เป็นคนดีๆไม่ชอบ ชอบเป็นลิง รับกล้วย
จากนั้นเวลา 11.36 น. นายชัยธวัช ตุลาธน ส.ส.บัญชีรายชื่อและเลขาธิการพรรคก้าวไกล (ก.ก.) อภิปรายว่า เหตุผลที่ ส.ส.พรรค ก.ก.ไม่สามารถเห็นชอบ นายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย (พท.) ได้ในวันนี้ ไม่ใช่เรื่องคุณสมบัติของผู้ถูกเสนอชื่อตามที่มีการกล่าวหา แต่เหตุผลง่ายๆ เพราะเราเห็นว่าการจัดตั้งรัฐบาลในขณะนี้เป็นการจัดตั้งรัฐบาลที่ขัดต่อเจตจำนงประชาชนที่ได้แสดงออกอย่างตรงไปตรงมาเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2566 ว่าประชาชนส่วนใหญ่ต้องการยุติรัฐบาล และการเมืองที่สืบทอดอำนาจจากรัฐประหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พวกเราเห็นว่าการจัดตั้งรัฐบาลที่เป็นอยู่ไม่ใช่ความพยายามสลายขั้วความขัดแย้ง แต่เป็นการต่อลมหายใจให้ระบบการเมืองที่ระบอบ คสช.วางไว้ และจะดำเนินสืบไป หลายคนพูดว่า การจัดตั้งรัฐบาลแบบพิเศษเป็นความจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ นักการเมือง พรรคการเมือง จำเป็นต้องกลืนเลือด จ่ายต้นทุนทางการเมืองมหาศาล โดยมีวาระประชาชน และวาระประเทศเป็นตัวตั้ง ซึ่งราคากับต้นทุนที่สังคมไทยต้องจ่ายให้กับการจัดตั้งรัฐบาลแบบพิเศษ
นายชัยธวัชกล่าวด้วยว่า ประการแรก คือความหวัง ซึ่งการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2566 เคยเป็นวันแห่งความหวังของประชาชน ที่จะให้การเมืองไทยออกจากมรดกของรัฐประหารได้โดยสันติ เสียงของพวกเขาจะทำให้การเมืองไทยเดินหน้าสู่อนาคต ประการต่อมาคืออำนาจ ประชาชนเคยเชื่อว่าระบอบประชาธิปไตยอำนาจสูงสุดคืออำนาจของประชาชน แต่เมื่อเขาออกไปใช้อำนาจของตัวเองในการเลือกตั้ง ปรากฏว่าการจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งกลับเป็นการจัดตั้งรัฐบาลพิเศษ ที่อนุญาตให้ประชาชนออกไปใช้สิทธิพอเป็นพิธี แต่จะไม่มีวันยอมให้อำนาจเป็นของประชาชนจริงๆ ประชาชนเพิ่งค้นพบว่าตอนนี้ประชาธิปไตยบ้านเรากลายเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีประชาชนเป็นไม้ประดับ แต่ไม่ใช่เจ้าของอำนาจอย่างแท้จริง และสุดท้ายคือความศรัทธา การตั้งรัฐบาลแบบพิเศษกำลังทำให้เราสูญเสียความศรัทธาในระบบรัฐสภา ทั้งที่เป็นพื้นฐานสำคัญในระบอบประชาธิปไตย เมื่อประชาชนหมดศรัทธาย่อมเป็นสัญญาณอันตรายต่อการเมืองของประเทศในอนาคต
นายชัยธวัชกล่าวต่อว่า ตนอยากฝากความหวังดีไปยังสมาชิกรัฐสภาทุกท่าน ว่าหัวใจของปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา คือการปะทะกันระหว่างอำนาจประชาชนที่แสดงออกผ่านการเลือกตั้ง กับอำนาจที่ไม่ได้มาจากประชาชน วันนี้เรายังหาทางออกทางการเมืองไม่ได้ เราเห็นว่าทางออกจากความขัดแย้งที่ยืดเยื้อไม่ใช่การสลายขั้วอย่างผิวเผินด้วยการจัดตั้งรัฐบาลผสมพันธุ์ข้ามขั้ว แต่ต้องเป็นระบบการเมืองที่วางอยู่บนฉันทามติของหลักการอำนาจสูงสุดต้องเป็นของประชาชน และเมื่อไหร่ที่เรายังสยบยอมหรือต่อลมหายใจให้กับระบบที่เราเรียกว่าประชาธิปไตย แต่ตอบไม่ได้ว่าประชาชนอยู่ตรงไหนในระบบนี้ เราจะไม่มีทางสลายความขัดแย้งหรือหาทางออกได้
“ผมทราบดีว่า ประชาชนจำนวนมากนับล้านคนกำลังผิดหวัง โกรธ คับข้องใจกับการเมืองที่เกิดขึ้น แต่ผมอยากเรียนทุกท่านว่า การเลือกตั้งที่ผ่านมาสะท้อนแล้วว่าสังคมไทยได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว แต่อาจยังเปลี่ยนไม่มากพอ ดังนั้น แม้ท่านจะไม่พอใจ รู้สึกผิดหวัง แต่ขออย่าหันหลังให้การเมือง เราต้องช่วยกันคนละไม้คนละมือ มามีส่วนร่วมทางการเมือง และเปลี่ยนแปลงให้ได้ ทำให้ระบอบประชาธิปไตยเป็นประชาธิปไตยจริงๆ ทำให้อำนาจสูงสุดของประเทศเป็นของประชาชนจริงๆ” นายชัยธวัชกล่าว

