อันที่จริงแล้ว ตามกำหนดการที่เปิดเผยก่อนหน้า ในวันที่ท่านผู้อ่านได้เห็นคอลัมน์ตอนนี้ไม่ว่าจะโดยทางใด ก็น่าจะเป็นอันได้ทราบแล้วว่า “ทักษิณ ชินวัตร” นั้นจะได้กลับมาสู่แผ่นดินแม่เป็นครั้งแรกในรอบสิบกว่าปีหรือไม่ ซึ่งน่าจะเป็นประเด็นร้อนที่สุดในสัปดาห์นี้ที่น่าจะนำมาบอกกล่าวเล่าถึง
หากก็เป็นอย่างที่เราทราบและน่าจะคิดตรงกันคือ เรื่อง “ทักษิณกลับบ้าน” นี้ไม่ได้เห็นตัวเป็นๆ เดินลงจากเครื่องบินมา ก็อย่าเพิ่งไปปักใจฟันธงกัน ดังนั้น ไม่ว่ารอบนี้จะ “ชัดเจนที่สุด” แค่ไหน ระดับมีข่าวแจกประชาสัมพันธ์จากการท่าอากาศยาน หรือมีคนเสื้อแดงไปจองพื้นที่ต้อนรับแล้วด้วยก็ตาม หากข้อจำกัดที่พื้นที่นี้เป็นคอลัมน์ที่ลงหนังสือพิมพ์ด้วย จึงเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ “รอไม่ได้” เช่นเดียวกับการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งก็พอดีจะกำหนดวาระในการเลือกนายกรัฐมนตรีในวันนั้นพอดีเสียด้วย
จึงขอกล่าวถึงเรื่องที่ปรากฏเกิดแล้วแบบเห็นๆ เช่นกรณีที่ท่านรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่หนึ่ง จัดเลี้ยงบุฟเฟต์หมูกระทะทีมงานแม่บ้านอาคารรัฐสภารวม 370 คน ที่ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน
ในเบื้องแรก เราอาจจะต้องแยกระหว่าง “เรื่องที่ควรทำ” กับ “เรื่องที่ทำได้” ออกจากกันก่อน
“เรื่องที่ควรทำ” คือเรื่องที่ทำแล้วดีมีประโยชน์ หรือส่งเสริมให้ผู้อื่นได้ประโยชน์ หรืออย่างน้อยที่สุด คือ เรื่องที่ทำแล้วไม่ทำให้ใครเดือดร้อนเป็นมาตรฐานขั้นต่ำ
ถ้าเอาเกณฑ์เบื้องต้นง่ายๆ แค่นี้ การจัดเลี้ยงบุฟเฟต์หมูกระทะแม่บ้าน ซึ่งถือเป็น “ทีมงาน” ของสำนักงานเลขาธิการสภา (ที่น่าจะรวมทั้งฝ่ายสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา) ไปแล้ว ก็เป็นเรื่องที่ควรทำ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อพิจารณาว่า ส่วนใหญ่แล้วแม่บ้านในหน่วยงานราชการในยุคหลังๆ มักจะเป็นลูกจ้างรายวันของบริษัทที่ได้รับงานดูแลทำความสะอาดและอำนวยความสะดวกในเรื่องอาคารสถานที่ตามสัญญาจ้างเหมา ซึ่งส่วนใหญ่แล้วรายได้และความเป็นอยู่ก็ไม่ได้ถือว่าดีนัก
ในระหว่างที่ยังไม่สามารถที่จะทบทวนเกี่ยวกับอัตราค่าแรงและสภาพการจ้างงานรวมถึงสวัสดิการอื่นๆ ของพวกเขาและเธอ อย่างน้อยการ “เลี้ยง” สักมื้อ เพื่อเป็นโบนัส หรือเรื่องกำนัลพิเศษ ก็ถือเป็น “เรื่องที่ควรทำ” อย่างที่ไม่น่าจะต้องมาเถียงถกกัน และเอาเข้าจริงก็ไม่เห็นว่าจะมีใครมีปัญหาในเรื่องนี้
ปัญหาคือ การเลี้ยงหมูกระทะแม่บ้าน นี้มันเป็น “เรื่องที่ทำได้” หรือไม่ นี่ต่างหากที่เป็นประเด็นทักท้วงกัน หรืออาจจะมองในแง่ว่าเป็นการจับผิดก็อาจจะได้
นั่นเพราะการจัดเลี้ยงดังกล่าว คุณปดิพัทธ์ สันติภาดา หรือ “หมออ๋อง” ได้เปิดเผยว่า นำมาจากงบประมาณในการรับรองในส่วนของตน ในฐานะของรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่หนึ่ง ซึ่งเป็นการใช้ดุลพินิจของเขาในตำแหน่งแห่งที่ดังกล่าว รวมถึงกล่าวว่า งบในลักษณะดังกล่าวนี้กำหนดไว้ให้ตำแหน่งข้าราชการส่วนใหญ่ก็มี และศาลก็คงมี
อย่างที่เราคงทราบว่า การใช้จ่าย “เงินงบประมาณ” หรือ “เงินแผ่นดิน” ไปในเรื่องใดนั้นมันยากเย็น มีทั้งกรอบและกระบวนการขั้นตอน จนมีผู้กล่าวอย่างเสียดสีหรือปลงตกว่า เงินแผ่นดินเป็นทรัพย์สินที่ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้
นั่นก็เนื่องด้วยว่า “เงินแผ่นดิน” นั้นถือเป็นทรัพยากรของรัฐที่เกิดจากการสร้างมาหาได้ของประชาชนทั้งประเทศ เจียดจ่ายกันมาในรูปแบบภาษีและรายได้อื่นๆ ของรัฐ
การนำ “ทรัพยากร” ของรัฐมาใช้จึงมีหลักการและหลักเกณฑ์ที่เคร่งครัดมาแต่โบราณ หลักการพื้นฐานที่สุดที่นับถือกันมาเกินครึ่งสหัสวรรษ คือ หลักการว่า รัฐจะมีงบประมาณจากภาษีใช้ได้ ก็จะต้องมี “สภาผู้แทนราษฎร” ที่มีที่มาจากประชาชน อันเป็นหลักการที่เกิดจากการที่การจ่ายภาษีนั้น คือ การที่ราษฎรตั้งตัวแทนของถิ่นแคว้น ขี่ม้ากำถุงเงินถุงทองเข้าไปจ่ายในพระราชวังหลวงซึ่งเป็นศูนย์กลางอำนาจรัฐ พร้อมกับบอกเล่าเรื่องราวร้องทุกข์แทนผู้คนในถิ่นนั้น หรือยื่นข้อเรียกร้องต่อรัฐ เป็นที่มาของการมีสภาผู้แทนราษฎร และหลักการที่ว่าเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี และการตรากฎหมายที่มีผลให้เป็นการใช้เงินแผ่นดิน จะต้องมาจากความยินยอมเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร
ด้วยเหตุผลทั้งทางทฤษฎีและประวัติศาสตร์นี้ “เงินแผ่นดิน” จึงศักดิ์สิทธิ์ และจะใช้จ่ายได้ก็ต้องเป็นไปตามกฎหมาย (ที่มีค่าสมมุติฐานว่ามาจากผู้แทนราษฎร) และระเบียบกฎเกณฑ์ต่างๆ
ดังนั้น การจะใช้เงินแผ่นดินในเรื่องใดได้หรือไม่ มันจึงพิจารณาแต่เฉพาะว่า เรื่องนั้นเป็น “เรื่องที่ควรทำ” อย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องพึงพิจารณาว่า มันเป็น “เรื่องที่ทำได้” หรือไม่ด้วย
ใครที่ทำงานราชการและมีประสบการณ์เกี่ยวกับการจัดโครงการอบรม หรือสัมมนาอยู่บ้าง ก็คงทราบว่า ในทางราชการแล้ว การ “เลี้ยงข้าว” ใครสักมื้อด้วย “เงินหลวง” นั้นเป็นเรื่องยากเย็นและมีหลักเกณฑ์ข้อพิจารณามากมาย เช่น ระเบียบกำหนดไว้ว่า ถ้าจะจัดการอบรม หรือสัมมนาแล้ว การตั้งงบเลี้ยงอาหารกลางวันได้นั้น จะต้องเป็นการอบรม หรือสัมมนาที่มีทั้งภาคเช้าภาคบ่าย จึงจะสมเหตุสมผลให้มีการจัดเลี้ยงอาหารกลางวันจากเงินงบประมาณได้ เช่นนี้สำหรับมื้อเย็น หรือมื้อค่ำก็มีหลักเกณฑ์ที่ยากขึ้นไปอีก
ส่วนงบที่เรียกว่า “งบค่ารับรอง” นั้น อาจจะเป็นงบประมาณที่ไม่มีหลักเกณฑ์การจ่ายที่แน่นอนชัดเจนมากนัก นอกจากระบุไว้กว้างๆ ว่าเป็นการใช้จ่ายภายใต้วงเงินที่กำหนดไว้เพื่อจัดเลี้ยง หรือเลี้ยงแขกเพื่อเป็นเกียรติยศแห่งตำแหน่งหน้าที่ของผู้มีอำนาจจ่าย ซึ่งงบค่ารับรองนี้ก็เทียบได้กับค่าใช้จ่ายอย่างเดียวกันของภาคเอกชน ที่เรียกว่า “งบ Entertain” นั่นแหละ แต่สำหรับภาคเอกชนนั้นจะมีความชัดเจนกว่า ว่าเงินดังกล่าวจะใช้ในการเลี้ยงดู รับรองค่าอาหารเครื่องดื่มให้ลูกค้า คู่ค้า คู่สัญญา หรือองค์กรพันธมิตรเพื่อประโยชน์ของธุรกิจนั้น ซึ่งในทางธุรกิจนั้นจะชัดเจนและพิจารณาง่ายว่าเงินนี้จะนำมาเลี้ยงใครหรือกลุ่มใดบ้าง แต่สำหรับงานราชการแล้ว สำหรับหน่วยงาน หรือองค์กรส่วนใหญ่มันไม่อาจชี้ชัดได้ว่าใครคือ “ลูกค้า” ที่จะใช้งบรับรองนี้ได้ จึงกำหนดไว้กว้างๆ เป็นดุลพินิจของผู้มีอำนาจจ่ายดังได้กล่าวไป
สำหรับการเลี้ยงอาหาร “คนใน” ได้แก่ พนักงานหรือทีมงานขององค์กรหน่วยธุรกิจเองนั้น จากที่ได้ไปสอบถามมา จะไม่สามารถใช้งบจาก “ค่ารับรอง” ในส่วนนี้ได้ แต่จะมีงบสำหรับค่าใช้จ่ายเพื่อการประชุม การเลี้ยงดูทีมงานเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ ที่เรียกว่างบ Team dinner หรือ Team bonding แยกออกไปจากงบรับรองลูกค้า
สำหรับกรณีของหน่วยงานอื่นๆ ถ้าจะท้าให้เปิดเผยกันก็อาจจะมีได้ เช่น กรณีขององค์กรศาล ก็อาจจะพบได้เหมือนกันว่า อาจจะมีกรณีที่นำงบประมาณส่วนนี้ไปใช้ซื้อไวน์ฝรั่งเศสระดับห้าอรหันต์
บอรฺโดซ์ ขวดละ 20,000 บาท เพื่อเลี้ยงรับรอง ฯพณฯ อุซุย เท็นเง็น ผู้พิพากษาระดับเสาหลักจากประเทศญี่ปุ่น ในการประชุมร่วมกันเพื่อแลกเปลี่ยนความร่วมมือทางวิชาการ หรือกรณีอื่นๆ ที่อาจจะเห็นว่าเป็นเรื่องที่ใช้เงินหลวงเงินรัฐไปในการจัดเลี้ยง หรือพาเที่ยวแบบหรูหราน่าหมั่นไส้อีกก็เป็นได้
หากเรื่องนี้ก็ไม่ควรจะเป็นข้อถกเถียงหรือโต้แย้งว่า ทำไมไปซื้อไวน์ขวดละหลักหมื่นเลี้ยงดูแขกจากต่างประเทศได้ กะอีแค่หมูกระทะหลักร้อยเลี้ยงแม่บ้านทำไมมันถึงมีปัญหามากนัก แม่บ้านต่ำต้อยไม่พึงได้ใช้เงินหลวงเลี้ยงหรือไร ฯลฯ เพราะมันไม่ใช่ประเด็นนั้นเลย แต่มันเป็นเรื่องที่ “ควรทำ” แต่ไม่ใช่เรื่องที่จะ “ทำได้” ด้วยวิธีการดังกล่าวจะถูกต้องตรงเรื่องกว่า โดยในทางหนึ่ง ถ้าเห็นว่า ไม่ควรที่หน่วยงานของรัฐจะเบิกเงินหลวงไปซื้อไวน์ ไปรับรองวีไอพี หรือรับรองเหล่าเขียดผู้มีแกก (เอ๊ย แขกผู้มีเกียรติ) ก็อาจจะพิจารณาลด หรือเลิกให้ตั้งงบประมาณแบบนี้
ทั้งนี้ นอกจากเรื่องงบ “ค่ารับรอง” ที่หน่วยงานของรัฐ หรือผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญจะมีแล้ว เรื่องที่มีอยู่เช่นเดียวกัน คือ การเลี้ยงอาหารแม่บ้านและอาจจะต้องรวมถึงพนักงานรักษาความปลอดภัยนี้ ก็เป็นเรื่องที่หน่วยงานราชการและองค์กรอื่นๆ อย่างศาลก็มีอยู่ เพียงแต่ว่า ถ้าเป็นวิธีการของหน่วย
ราชการอื่นๆ รวมถึงศาลต่างๆ นั้น เขาจะใช้วิธีกันเรี่ยไรหรือรวบรวมเงินที่มาจากรายได้ทางอื่นๆ แล้วจัดเลี้ยงกันในโอกาสพึงเลี้ยง เช่น สงกรานต์ปีใหม่หรือบางทีแม้แต่แม่บ้านหรือคนขับรถที่อยู่กันมายาวนาน แม้ไม่ได้เป็นข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ แต่ก็มีการเลี้ยงอำลาในวันสุดท้ายที่มาทำงาน หรือเกษียณอายุกันอย่างชื่นมื่นสมเกียรติ โดยหลีกเลี่ยงที่จะใช้งบที่เกี่ยวข้องกับราชการแผ่นดินอันจ่ายยากจ่ายเย็นดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นนั่นแหละ
เช่นนี้ ในอีกทางหนึ่ง หากเรายอมรับในหลักการร่วมกันว่า หน่วยงานของรัฐนั้นควรจะมีการเลี้ยงดูจัดให้มีอาหารมื้อพิเศษสำหรับเจ้าหน้าที่ทีมงานแม่บ้าน หรือพนักงานรักษาความปลอดภัย เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจหรือเพื่อให้ได้รับฟังปัญหา หรือเชื่อมความสัมพันธ์ ก็ควรจะมีการเสนอให้มีการจัดตั้งงบประมาณเพื่อการนี้ขึ้นมาให้ชัดเจน
อย่างไรก็ตาม ความเห็นข้างต้นก็ไม่ใช่เรื่องของการชี้ว่าการใช้เงินเลี้ยงหมูกระทะแม่บ้านของ “หมออ๋อง” จะเป็นเรื่องผิด หรือเอาเงินค่ารับรองมาใช้ไม่ได้ เพราะถ้าอ่านข่าวในรายละเอียดดีๆ แล้ว จะพบว่า เรื่องการเลี้ยงหมูกระทะแม่บ้านนี้ ไม่ใช่เรื่องที่อยู่ดีๆ หมออ๋องนึกสนุกจัดขึ้น แต่เป็นเรื่องที่สืบเนื่องมาจากการตั้งคณะอนุกรรมาธิการเกี่ยวข้องกับการดูแลสวัสดิการเจ้าหน้าที่ ประชาชน และสื่อมวลชน และกิจกรรมดังกล่าวก็เป็นเหมือนการจัดประชุมเพื่อรับฟังความคิดเห็นของแม่บ้านรัฐสภาซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายของคณะทำงานข้างต้น โดยแทนที่จะไปนั่งประชุมพูดคุยกันก็เปลี่ยนมานั่งกินหมูกระทะพร้อมหารือรับฟังปัญหาและความคิดเห็นก็จะเป็นประโยชน์กว่า ถ้าเป็นรูปแบบนี้ การใช้ “งบรับรอง” และตีความ “แม่บ้าน” ว่าเป็นแขกผู้มีเกียรติ เสมือนหรือเทียบเท่าตัวแทนกลุ่มผลประโยชน์ที่ต้องรับฟัง หรือนับเป็นกลุ่มโฟกัสกรุ๊ปในงานวิจัย ก็นับว่าเป็นไปได้
เรื่องการใช้เงินหลวงหรือเงินงบประมาณไปในเรื่องอะไร ถือว่าถูกต้องตามระเบียบกฎเกณฑ์หรือไม่ ถือเป็นกลไกการตรวจเงินแผ่นดินซึ่งโต้แย้งได้ ถือเป็นคดีปกครองประเภทวินัยการคลัง ซึ่งก็เคยมีการโต้แย้งกันมาแล้วหลายคดีไม่ใช่แต่เรื่องนี้ ก็แพ้บ้างชนะบ้างว่ากันไปตามรูปเรื่อง
ส่วนเรื่องการแจกคูปองพร้อมลงชื่อผู้จัด ก็อาจจะเป็นเรื่องที่เจ้าตัวต้องไปเคลียร์กับพรรคของตนและประชาชนคนที่เลือก ว่ากรณีนี้จะถือเป็นการใช้เงินหลวงโปรโมตตัวเอง ซึ่งเป็นเรื่องต้องห้ามตามนโยบายที่พรรคก้าวไกลกำหนดไว้หรือไม่ ซึ่งก็ต้องว่ากันไปเช่นกัน

