“ศิโรตม์” ชี้ปัจจัย “การเมืองติดหล่ม” โครงสร้างไม่ตอบโจทย์ใหญ่ 2 ข้อ “การเมือง-ปากท้อง” ปชช.สับสน-เสื่อมศรัทธา เตือนสังคมเข้าสู่จุดล่มสลาย ยกหนัง “แมนสรวง” ภาพสะท้อนสังคมไทยอดีตจวบวันนี้
เมื่อเวลา 13.20 น. วันที่ 23 สิงหาคม ที่โรงแรมพูลแมน คิงเพาเวอร์ ซอยรางน้ำ กรุงเทพฯ มติชนเปิดเวที Talks for Thailand รัฐ ลวง ลึก โดยเลือกสรรวิทยากรชั้นนำระดับแถวหน้าของแต่ละปัญหามาสะท้อนภาพให้มองเห็นแบบเจาะลึก ทั้งปัญหาการเมือง ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ปัญหาอำนาจไม่ยอมกระจาย ปัญหาลับ ลวง ล่อ ปัญหาความมั่นคงหลงทิศ และปัญหาความยุติธรรม วิทยากรจะร่วมฉายภาพสิ่งที่เกิดขึ้น และบั่นทอนความอดทนของคนไทย เพื่อให้ทุกคนได้ตระหนัก และเร่งสกัดมิให้บานปลายไปมากกว่านี้
นายศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ นักวิชาการอิสระด้านรัฐศาสตร์ ขึ้นกล่าวในหัวข้อ “การเมืองติดหล่ม” ว่า คิดว่าสิ่งที่เราเห็นในปัจจุบันคือการเมืองที่สลับ ข้าม หรือผวน หรือที่สื่อเรียกว่ารัฐบาลผสมพันธุ์ข้ามขั้ว แต่พรรคเพื่อไทยเรียกว่ารัฐบาลสลายความขัดแย้ง เป็นภาพของการเมืองที่มีความสับสนอลหม่าน ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางกลับบ้าน นายเศรษฐา ทวีสิน ว่าที่นายกรัฐมนตรี ชนะการโหวต แต่เกิดความสับสนเรื่องกำหนดการพิธีโปรดเกล้าฯ กลายเป็น 3 วันของความอลหม่าน เป็นภาพสะท้อนของการเมืองที่ผันผวน
นายศิโรตม์กล่าวต่อว่า ได้มีโอกาสชมภาพยนตร์เรื่อง “แมนสรวง” สิ่งต่างๆ ในภาพยนตร์เรื่องนี้เกิดขึ้นในช่วงเปลี่ยนแผ่นดินสมัยรัชกาลที่ 3 ราชสำนักมีความผันผวน เจ้าพระยาสองคนทะเลาะกัน คนหนึ่งเชี่ยวชาญเรื่องการค้ากับจีน อีกคนเชี่ยวชาญการคุยกับฝรั่ง ต่างฝ่ายต่างพยายามดึงพ่อค้าจีนคนหนึ่งเป็นฐานในการยึดอำนาจของตัวเอง ภาพยนตร์เล่าถึงความขัดแย้งดังกล่าวตั้งแต่ต้นจนจบ นอกจากนี้ ยังมีไพร่สองคนที่เป็นตัวละครหลักในภาพยนตร์เรื่องนี้ คนหนึ่งไม่สามารถเลื่อนชนชั้นได้ ทำให้ขับข้องใจ เกลียดคนจีน ต้องสร้างชาตินิยม ไล่จีนออกไปให้หมด ส่วนไพร่อีกคนเชื่อว่าการเรียนหนังสือจะทำให้ไต่เต้าในสังคมได้ ซึ่งเป็นวิธีคิดแบบชนชั้นกลาง แต่ในตอนท้ายของเรื่อง เจ้าพระยาทั้งสองคนที่ทะเลาะกัน ได้บอกไพร่ทั้งสองคนว่าเลิกทะเลาะกันได้แล้ว สยามต้องเดินหน้า ขัดแย้งกันไปไม่มีประโยชน์อะไร สายน้ำแห่งความเปลี่ยนแปลงชี้แล้วว่าประเทศต้องเดินไปทางไหน หยุดความขัดแย้งทั้งหมดเถอะ
ซึ่งคิดว่าเหตุการณ์ในภาพยนตร์มีความคล้ายคลึงกับสถานการณ์การเมืองขณะนี้มาก เรื่องดังกล่าวคือภาพสะท้อนว่าตั้งแต่ยุคต้นรัตนโกสินทร์มาจนถึงปัจจุบัน มีตัวละครหลายกลุ่มที่ขัดแย้งกัน ซึ่งมีหลักๆ 4 กลุ่ม 1.กลุ่มพ่อค้า นายทุน 2.กลุ่มไพร่ 3.กลุ่มกระฎุมพี 4.กลุ่มข้าราชการ สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมไทยวันนี้ คือภาพความขัดแย้งดังกล่าว คิดว่ามันคือภาพใหญ่ที่ไม่ได้มีความเปลี่ยนแปลง หัวข้อของตนในวันนี้คือการเมืองติดหล่ม คำถามคือ มันติดหล่มเพราะอะไร ถ้าเป็นเหตุการณ์เมื่อ 3 วันที่ผ่านมา มันไม่ได้ติดหล่ม แต่ติดมาเป็นร้อยปีแล้ว ขุนนาง ทหาร ตำรวจ ข้าราชการระดับสูง พ่อค้า ประชาชนที่เลื่อนชั้นทางสังคมได้และไม่ได้ คนเหล่านี้จะมีบทบาทอย่างไร การจัดสรรอำนาจของคนแต่ละกลุ่ม คือปัญหาของประเทศไทยที่มีมาตลอด

นายศิโรตม์กล่าวต่อว่า เมื่อเห็นภาพที่นายทักษิณกลับมา ดูแล้วท่านไม่แข็งแรงเหมือนเมื่อก่อน และอยู่ดีๆ ก็ถูกย้ายออกไปที่โรงพยาบาลตำรวจ คนจึงคิดว่าเรื่องดังกล่าวเป็นการเมือง กลายเป็นเรื่องดีล ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีข้อพิสูจน์ การโหวตนายกฯเมื่อวันที่ 22 สิงหาคมที่ผ่านมา หลายคนเคยมองว่านายทักษิณมีดีลกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ แต่กลายเป็นว่า ส.ว.ฝั่ง พล.อ.ประวิตร ไม่ยกมือให้ กลับเป็น ส.ว.สาย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ยกมือให้ แม้กระทั่งน้องชายของ พล.อ.ประยุทธ์ ดังนั้น ดีลกับ พล.อ.ประวิตร มีก่อนกลับประเทศไทยหรือไม่ และทำไมเมื่อกลับประเทศไทย ดีลที่เคยมีไม่นำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลที่ พล.อ.ประวิตร จะมีอำนาจต่อรองมากขึ้น ดีลมีหรือไม่ ไม่รู้ แต่คนเชื่อว่ามี ฉะนั้น นี่คือปัญหาว่าประชาชนไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น มันมีความประหลาดแน่นอน แต่เบื้องหลังคืออะไร กลายเป็นคำถามว่า ความสัมพันธ์ของนายทักษิณกับฝั่งขุนนาง ทหาร แต่ละฝ่ายอยู่ในจุดไหน นี่คือดีลที่ไม่มีใครเข้าใจในเวลานี้
นายศิโรตม์กล่าวว่า การเห็นภาพคนเสื้อแดงดีใจที่นายทักษิณกลับบ้าน เพราะนายทักษิณเป็นสัญลักณ์ของประชาธิปไตยและการทำมาหากินที่ดี ดังนั้น นายทักษิณ และพรรคเพื่อไทยเป็นสัญลักษณ์สองสิ่งที่สำคัญคือ 1.การเมืองที่ดี ในมุมมองของคนเสื้อแดง 2.เป็นสัญลักษณ์ของเศรษฐกิจที่ดี ความมั่งคั่ง การทำมาหากิน การที่นายทักษิณไม่ได้อยู่ในประเทศเป็นเวลานาน แต่นายทักษิณยังเป็นความภักดีหลักของคนเสื้อแดงได้ แสดงให้เห็นว่าสิ่งที่ชาวบ้านต้องการมีอยู่สองเรื่องคือ 1.การเมืองที่ดีที่เป็นประชาธิปไตย 2.การเมืองที่ทำให้คนหากินได้ด้วย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่มีใครทำได้ ณ เวลานี้ที่มีความขัดแย้งทางการเมือง แม้กระทั่งพรรคเพื่อไทยเอง ตนก็ไม่แน่ใจว่าจะทำได้เหมือนกับนายทักษิณหรือไม่
ดังนั้น หากดูภาพใหญ่ของประเทศไทย โจทย์ใหญ่ของประเทศอยู่ตรงนี้ คุณจะสร้างการเมืองกับเศรษฐกิจที่ดีได้อย่างไร จะสร้างสังคมที่คนรู้สึกได้อะไรจากการเป็นเจ้าของประเทศ กับการทำมาหากินและปากท้อง ใครทำได้ก็จะชนะ ส่วนใครทำไม่ได้ก็จะเชิญความยากลำบากในแง่การสร้างความยอมรับทางการเมือง ดังนั้นประเด็นสำคัญคือ ณ วันนี้ ใครหรือคนกลุ่มใดในการเมืองไทย ทำสองเรื่องต่อไปนี้ได้ คือ 1.สร้างการเมืองที่ดีที่เป็นประชาธิปไตย 2.ทำให้คนเห็นว่ามองไปข้างหน้าแล้วมีแต่อนาคต ทั้งในเรื่องปากท้อง การเลื่อนชนชั้นทางสังคม การทำมาหากิน นี่คือโจทย์ใหญ่ที่ไม่เปลี่ยน คนธรรมดาอยู่ตรงไหนในแผนที่ประเทศไทย คนที่ขยับฐานะได้หรือไม่ได้อยู่ที่ใด ผู้มีอำนาจจะตอบสนองเรื่องนี้อย่างไร นี่คือโจทย์ที่มีความสำคัญ

นายศิโรตม์กล่าวอีกว่า คำถามในวันนี้คือพรรคที่ชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนน 14.5 ล้านเสียง แต่มีสภาพที่มองไปข้างหน้าแล้วมีแต่ความเศร้าหมอง ทั้งการถูกให้เป็นฝ่ายค้าน ข่าวลือการจะถูกยุบพรรค แล้วคน 14.5 ล้านคน คิดอย่างไรกับเหตุการณ์นี้ ขณะที่เรากำลังมีการจัดตั้งรัฐบาล คนเหล่านี้กำลังสูญเสียความเชื่อมั่นของประเทศนี้ไปแล้วหรือไม่ การเลือกตั้งไม่สามารถนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลได้ ความเชื่อมั่นของประชาชนที่สูญเสียไป ประชาชนจะรู้สึกว่าปัญหาอยู่ที่ใด ใครเป็นคนสร้างปัญหา ความเชื่อของประชาชนจะนำไปสู่ปัญหาทางการเมืองว่าอะไรที่ทำให้ 14-15 ล้านเสียง จัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ และจะมีผลต่อเสถียรภาพทางการเมืองอย่างแน่นอน คุณจะบริหารความเชื่อนี้อย่างไร สังคมจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร
ฉะนั้น สิ่งที่เกิดในเวลานี้ ไม่ใช่แค่เรื่องที่พรรคก้าวไกลหรือพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล แต่ใหญ่กว่านั้น คือความรู้สึกของประชาชนที่มองว่าประเทศนี้มีดีลลับมากเกินไป และเป็นดีลลับที่หาความจริงไม่เจอ กลายเป็นประเทศที่เหตุการณ์เปลี่ยนวันต่อวัน คำถามใหญ่คือ ประเทศของเรามีระบบหรือไม่ กลายเป็นความรู้สึกว่าประเทศกำลังไปสู่ภาวะที่ต้องมีดีลเมกเกอร์ ต้องรู้จักคน เพราะจะสามารถได้ในสิ่งที่ต้องการ และจะกลายเป็นสังคมที่ไม่มีใครเชื่อว่าทุกคนถูกยึดโยงกัน ซึ่งสิ่งนี้อันตราย การที่ทุกๆ สังคมจะอยู่ได้ คนต้องเชื่อในคุณค่าบางอย่าง เช่น ในสังคมเผด็จการ ต้องเชื่อว่าผู้นำมีคุณธรรมจะทำให้ประเทศเดินหน้าได้ แต่ในสังคมปัจจุบันนั้น 1.ไม่มีระบบ 2.ไม่มีคุณค่าให้คนยึดถือ ซึ่งทั้งเป็นหมดเป็นสิ่งที่อันตรายมากๆ
นายศิโรตม์ยังยกทฤษฎีปรัชญาการเมืองว่า สังคมในแต่ละสังคมจะมีความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ และจะเกิดปรากฏการณ์การล่มสลายของทุกอย่าง หมายถึงการล่มสลายของความเชื่อ มุมมองของคนต่อสถาบันต่างๆ ค่านิยมต่างๆ คิดว่า ณ เวลานี้ ด้วยสิ่งที่คนไทยจำนวนมากทำกัน ซึ่งโดยเฉลี่ยเป็นคนที่มีอำนาจมากกว่าประชาชน กำลังทำให้สังคมเดินมาสู่จุดที่คนไม่มีแกนความเชื่อที่ยึดถือได้ เมื่อไหร่ก็ตามที่สังคมเผชิญภาวะเช่นนี้ สังคมจะเดินหน้าต่อไปยาก คิดว่าวันนี้เราเข้าโซนอันตรายแล้ว วันนี้มีใครเชื่อผู้นำทางการเมืองว่าจะเป็นทางออกให้กับประเทศหรือไม่ คิดว่าไม่มี ยุคก่อนศาสนาอาจเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวได้
แต่ยุคนี้ไม่ได้แล้ว กฎหมายก็ทำไม่ได้ เพราะด้วยกระบวนการต่างๆ ทำให้คนไม่เชื่อว่ากฎหมายเป็นกฎหมาย ซึ่งเมื่อไหร่ก็ตามที่คนไม่เชื่อ ก็จะเกิดความคิดว่ามีคนที่ใหญ่กว่ากฎหมาย ฉะนั้น นี่คือภาวะติดหล่มของประเทศไทยในวันนี้ เรากำลังติดหล่มของสังคมที่ทุกอย่างเสี่ยงต่อการล่มสลาย ไม่อยากให้เกิด แต่ว่ามันกำลังจะเกิด การเมืองที่ควรจะเป็นทางออกก็กลับเป็นตัวเร่งในเรื่องเหล่านี้ ทำให้ทุกอย่างเข้าสู่ทางตันขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีใครรู้ว่าทางตันจะยาวขนาดไหน แต่เรารู้ว่าประเทศเราตอนนี้ไม่มีแสงสว่าง อยากให้ประเทศกลับไปสู่แสงสว่าง การเมืองหรือรัฐบาลควรเป็นคนนำประเทศนี้ แต่น่าเสียดายที่ ณ เวลานี้ไม่ใช่แบบนั้น
ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ นักวิชาการอิสระด้านรัฐศาสตร์ หยิบยก ภาพยนตร์ ‘แมนสรวง’ ที่สะท้อนว่า สังคมไทยตั้งแต้ต้นรัตนโกสินทร์จนถึงปัจจุบัน มีกลุ่มขัดแย้งหลักๆ 3 กลุ่ม พ่อค้า ไพร่ กระฎุมพีและข้าราชการ
กล่าวบนเวที ‘รัฐ ลวง ลึก’ จัดโดย หนังสือพิมพ์มติชน ในหัวข้อ ‘การเมืองติดหล่ม’
— Matichon Online (@MatichonOnline) August 23, 2023


