สุรชาติ ลั่นยุคใหม่ การเมืองไทยเหมือนอิตาลี ล้มลุกคลุกคลาน โจทย์ รบ.=ความมั่นคงของ ปชช.
เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม ที่ห้องอินฟินิตี้ 1-2 โรงแรมพูลแมน คิงเพาเวอร์ ซอยรางน้ำ กรุงเทพมหานคร หนังสือพิมพ์มติชนจัดเวที “Talks for Thailand “รัฐ ลวง ลึก”
เวลา 15.30 น. ช่วงที่ 3 สัมภาษณ์พิเศษ 2 อาจารย์ระดับปูชนียบุคคล ได้แก่ ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข จากรัฐศาสตร์ จุฬาฯ สะท้อนภาพ “ความมั่นคงหลงทิศ” ต่อด้วย ศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ อดีตคณบดีนิติศาสตร์ จุฬาฯ ร่วมชำแหละสถานการณ์ “ยุติ-ธรรม” ในเมืองไทย ดำเนินรายการโดย นายเอกภัทร์ เชิดธรรมธร พิธีกรรายการ เอ๊กซ์ อ๊อก มติชนทีวี
เมื่อพิธีกรถามว่า “ความมั่นคงหลงทิศ จะหลงทิศอย่างไร ?
ศ.ดร.สุรชาติกล่าวว่า ตนจะนำเสนอเป็น 4 ส่วน คือ “6 ยุคการเมืองไทย 6 เหตุปัจจัย 10 ความท้าทาย และ 10 แนวโน้ม” ซึ่งที่จะพูดในวันนี้จะลงในมติชนสุดสัปดาห์
หลัง 2475 เราเห็นการเมืองไทย 6 ชุดใหญ่ หรือ 6 ระเบียบ (order) คือ 1.ยุคระเบียบ 2475 อยู่กับเรา 15 ปี จบที่รัฐประหาร 2490 หลายคนเห็นรัฐประหารครั้งแรกหลังสงครามโลกครั้งที่ 2, ระเบียบชุดที่ 2 เราเห็นชัด คือระเบียบยุคทหาร 16 ปี ชุดที่ 3 คือยุค 14 ตุลาคม จากปี 2516 มาตกที่ปี 2534 หรือประมาณ 18 ปี, ระเบียบยุคที่ 4 คือ ระเบียบ 14 พ.ค.2535 จบที่ปี 2544 ระเบียบยุคที่ 5 ยุคทักษิณ จากสงครามสีเสื้อ 2544-2566
“ผมว่าวันนี้ เราเข้าสู่เดย์วันของระเบียบใหม่วันแรก จะเรียกว่าอะไรไม่รู้ และยังไม่รู้ว่าระยะหน้าจะเห็นอะไรบ้าง ภาษาทหาร เรียกว่า D1 ใน 6 ยุคนี้มี 6 เหตุปัจจัย คือ 1. คู่ขัดแย้ง ผลประโยชน์ พันธมิตร ตัวแสดง ปัญหา และปัจจัยระหว่างประเทศ ซึ่งจะเห็นในแต่ละยุค”
“ระเบียบยุค 2475 เห็นชัดคือสงครามโลก ระเบียบยุคทหารคือสงครามเย็น ระเบียบยุค 14 ตุลา คือสงครามปฏิวัติของไทย ระเบียบยุค พ.ค.35 คือยุคหลังสงครามเย็น พอยุคทักษิณจากปี 2544 คำตอบชัด เริ่มนับที่เหตุการณ์เวิลด์เทรด ยาวมาถึงสงครามยูเครน ยันระเบียบชุดปัจจุบัน องค์ประกอบใหญ่ที่สุด ในมิติระหว่างประเทศด้านความมั่นคง คือการหวนคืนของสงครามเย็นครั้งใหม่ ต้องพูดอย่างไม่เหนียมอายว่า ‘เรากลับเข้าสู่ยุคสงครามเย็นใหม่’ อีกชุดหนึ่ง” ศ.ดร.สุรชาติกล่าว

ศ.ดร.สุรชาติกล่าวอีกว่า 6 เหตุปัจจัยนี้ คู่ขัดแย้งใหม่ ผลประโยชน์ใหม่ พันธมิตรใหม่ ปัญหาใหม่ ตัวแสดงใหม่ และปัญหาการเมืองระหว่างประเทศใหม่ เริ่มจากชุดที่เราเห็น ในสภาวะอย่างนี้หนีไม่พ้นว่า แล้วอะไรคือความท้าทายในมิติความมั่นคง แต่ละยุคอาจจะดูยาว แทบจะเป็นหนังสือเล่มโตๆ แต่พอเราดูความท้าทายในภาพรวม ในยุคใหม่ที่เราอยู่
1.รัฐไทยกำลังเผชิญกับสงครามเย็นครั้งใหม่ คำถามคืออะไรคือผลกระทบ หรือจะย้อนกลับไปสู่ ‘แมนสรวง’ ตกลงยังเป็นอิทธิพลจีน กับตะวันตกใช่หรือไม่ โจทย์ปัจจุบันย้อนยุคอยู่พอสมควร ยังเป็นสงครามเย็น ชุดที่ใหม่ที่สุด คำถามคือ ผลกระทบด้านความมั่นคงต่อรัฐไทย
2.ในผลกระทบ บทบาทของรัฐไทยในเวทีสากล จะกำหนดอย่างไร วันนี้รัฐบาลใหม่ สำหรับตนตั้ง 2 คำถามคือ 1.ถ้าวันนี้ยูเอ็นโหวตยูเครน รัฐไทยจะดำเนินนโยบาย แบบยุคนายกฯ ประยุทธ์ จันทร์โอชา หรือไม่ คือไทยงดออกเสียง หรือจะปรับทิศทางใหม่ 2.ปัญหาเมียนมา เราจะเอาอย่างไร 3.โจทย์ที่กังวลมานาน คือจีน เศรษฐกิจร่วงหนัก ใครที่รอคาดหวังนักท่องเที่ยวจีน ตนว่าเตรียมเลิกคิด แต่ที่กลัวมิติคนทำงานความมั่นคง ตกลงสี จิ้นผิง จะบุกไต้หวันหรือไม่ ถ้าเป็นอย่างนั้น โจทย์ใหญ่ของเอเชีย และไทย เลือกข้างไหมไม่รู้ แต่เราจะถูกบังคับให้เลือกข้าง เหมือนยุคจอมพล ป. และสงครามโลกครั้งที่ 2
3.วิกฤตเศรษฐกิจ ปีนี้หนัก ตนพูดเสมอว่าปีปัจจุบันหนักว่า 2022 แต่คนไทยหวังว่า โควิดจบ ปี 2022 แล้ว 2023 หวนกลับมาสู่ภาวะปกติ แต่ไม่จริงเลย ยูเครน ปัญหาน้ำมัน คือตัวอย่าง
4.ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งมี 4 ประเด็น 1.เราต้องยอมรับว่า สงครามก่อความสงบในภาคใต้ ยังไม่จบ แล้วต้องการกระบวนการแก้ปัญหาจริงจังมากขึ้น 2.ปัญหาการบริหารพื้นที่และการกระจายอำนาจ 3.ปัญหาการสูญเสียชีวิต ทั้ง 2 ฝั่ง และ 4.ปัญหาความเชื่อมั่นต่อรัฐ
5.ปัญหาสถานะของกองทัพในสังคมไทย จะจัดความสัมพันธ์ของพลเรือน-ทหารอย่างไร จะมีบทบาท ภาพลักษณ์ ความน่าเชื่อถือของกองทัพ และการปฏิรูปกองทัพ
6.ปัญหาความแตกแยกและเห็นต่าง อยู่กับ 3 ประเด็นคือ สงครามความคิด ความเชื่อ และความศรัทธา ผนวกกับการต่อสู้ทางการเมือง
7.ผลกระทบของ climate change ที่วันนี้ UN ใช้คำว่า climate security ยกระดับเป็นปัญหาใหญ่ warning ไม่ใช่ warming น่ากลัวกว่าโควิดคือ PM 2.5 อยู่ กับเราเกินกว่า 6 เดือน เริ่มมีคนป่วยมะเร็งโดยไม่สูบบุหรี่ เป็นโจทย์ความมั่นคงอีกชุด
8.ปัญหาการฟื้นฟูสังคมหลังโควิด หลัง 5 พ.ค. ปีนี้ WHO ประกาศโควิดหมดสถานะของการเป็น
โรคระบาด จบ post COVID มาแล้ว จะฟื้นความมั่นคงของสังคมอย่างไร
9.ปัญหาการเปลี่ยนผ่านชนชั้นนำไทย สิ่งที่เราเห็น เราอาจจะหงุดหงิด แต่ตนมองในมุมทฤษฎีรัฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ ผมว่าเราเห็นเราการเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตยที่มีปัญหาเท่านั้น
10.ไทยจะสร้างศักยภาพ ทั้งรัฐ และสังคม และการรับ ในการเตรียมรับ Global Disruption ได้อีกไหม ซึ่งในยุคเรามี 2 เรื่องใหญ่คือ โควิด และสงครามยูเครน คำถามคือ ถ้าไต้หวันเกิดเป็น Disruption ใหญ่ หรือแม้กระทั่งไม่เกิด ถ้าเศรษฐกิจจีนวันนี้ ฟองสบู่จีนแตก หรืออยู่ในภาวะถดถอย เศรษฐกิจเอเชียทั้งหมดรวมทั้งไทย ต้องคิดใหม่

จากนั้น ศ.ดร.สุรชาติกล่าวถึงแนวโน้มที่ไทยกำลังเผชิญว่าคือ
1.เรากำลังเห็นเงื่อนไขความขัดแย้งชุดใหม่ ความขัดแย้งชุดเดิมลดความเข้มข้นลงแล้ว
2.การเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตย ที่เริ่มเห็นบทบาทการเลือกตั้ง ตั้งได้หรือไม่ได้ ถูกใจหรือไม่ ไม่รู้ แต่ปัญหาใหญ่คือ การเปลี่ยนผ่านทั้งโลก จบลงที่การประนีประนอม
3.การเปลี่ยนผ่านนี้มีความเปราะบาง นี่คือปัญหา การเปลี่ยนผ่านทั่วโลกมีความเปราะบางหมด
4.เรากำลังจะเห็นการเมืองแบบเปิด สมมติถ้าเราเดินต่อไปได้อย่างมีเสถียรภาพมากขึ้น ไม่มีการรัฐประหาร การเมืองไทยจะเป็นอย่างโลกตะวันตก
“ผมว่าการเมืองไทย เหมือนอิตาลี ล้มลุกคลุกคลาน” ศ.ดร.สุรชาติกล่าว
5.ถ้ากลุ่มปีกขวา ตัดสินใจยกเลิกจินตนาการ และยอมทิ้งวาทกรรมและชุดความคิดเรื่องรัฐประหาร เราจะเกิดนักการเมืองปีกขวา
“ถ้าเกิดอย่างนั้นได้ ผมว่า เราจะจัดพื้นที่การเมืองของความเป็นประชาธิปไตยกันใหม่ เหมือนยุโรป การเมืองไทยจะมี 4 โซน ปีกโซนหนึ่งคือ ปีกก้าวหน้า อาจจะซ้ายสุด กับซ้ายกลาง, ปีกอนุรักษ์ ขวาสุด และขวากลาง”
“ผมไม่เคยคิดว่าประชาธิปไตยต้องปฏิเสธการดำรงอยู่ของพรรคอนุรักษนิยม แต่การดำรงอยู่ของพรรคอนุรักษนิยม แต่ต้องไม่เป็นเงื่อนไขของการทำรัฐประหาร” ศ.ดร.สุรชาติชี้
7.บทบาทของกลุ่มจารีต ต้องควบคุม ทุกสังคมเผชิญไม่ต่างกัน ซึ่งมีโอกาสสวิงเป็น ประชานิยม
8.กลุ่มจารีตมีโอกาสสวิง กลายเป็น Populism ประชานิยม เหมือนโดนัลด์ ทรัมป์ ฯลฯ ขวา แบบเวเนซุเอลา หรือแม้แต่อาจจะถอยไปสู่ประวัติศาสตร์ฮิตเลอร์ ที่คือต้นแบบของ Populism ปีขวา ทำอย่างไรที่เราจะคอนโทรลปีกจารีต
9.ถ้าการเมืองมีเสถียรภาพมากขึ้น พรรที่ชนะ จัดตั้งรัฐบาล แต่เป็นรูปแบบรัฐบาลผสม การเมืองในแคนาดา เป็นการเมืองรัฐบาลผสม พูดง่ายๆ วันนี้การเมืองโลกในหลายปีที่ผ่านมา ไม่ใช่การเมืองของพรรคที่ชนะขาด มองแนวโน้มระยะยาว โอกาสการจะอยู่ในการเมืองโลก ถ้าไม่สะดุดรัฐประหาร
10.ผลกระทบจากปัจจัยภายนอก จะมีมากขึ้นในอนาคต

เมื่อถามถึง ปัญหาใหญ่ที่สุดที่รัฐบาลต้องจัดการในมิติความมั่นคง โดยเฉพาะในรัฐบาลใหม่ที่เป็นขั้วผสม ?
ศ.ดร.สุรชาติกล่าว ตนว่าการเป็นรัฐบาลไม่มีสิ่งที่เรียกว่า อะไรก่อน เพียงแต่มีปัญหาใหญ่ๆ มากองหน้าประตูทำเนียบ ปัญหาต่างประเทศ เราอาจจะรู้สึกว่าไกลตัว แต่ตนว่าไม่ ไทยจะมีบทบาทอย่างไร
“ปัญหาใหญ่เฉพาะหน้าวันนี้คือเศรษฐกิจ ราคาน้ำมันดูดีต้นปี แต่หลังกลางปีไปต้องระวัง วันนี้ราคาน้ำมันก็เริ่มผันผวน
แต่ข้อดีคือ ฤดูหนาวที่แล้วในยุโรปไม่หนาวจัด รัสเซียมีความคาดหวังกองทัพที่ใหญ่ที่สุด คือ ‘นายพลในฤดูหนาว’ General Winter ที่เคยปราบฮิตเลอร์ นโปเลียน แต่ปรากฏทำงานไม่ได้ เพราะยุโรปอุ่น ราคาพลังงานถึงไม่สูง แต่กลาวปีนี้จะเริ่มเห็น ผลพวงโควิด ผมว่าไม่ฟื้น” ศ.ดร.สุรชาติชี้
เมื่อถามต่อว่า ถ้าแก้เรื่องนี้ไม่ได้จะเป็นอย่างไร?
ศ.ดร.สุรชาติกล่าวว่า ตนว่าโจทย์ใหญ่ คือความมั่นคงของมนุษย์ คนตกงาน
“ตกลงคนตกงานหลังโควิด มีตัวเลขไหม เขาบอกให้ดูตัวเลขคนขอประกันสังคม แต่ไม่ใช่ตัวเลขคนตกงานจริงๆ ช่วงโควิด ผมหยุดสอนหนังสือ ต้นเดือนมีนาคม 2020 ถามว่าพี่น้องเรากระทบเท่าไหร่”
“โจทย์คือเสถียรภาพทางการเมือง ของ 2 ระดับ คือรัฐไทยและรัฐบาลไทย ความไร้เสถียรภาพของรัฐไทย จะทำซอฟต์เพาเวอร์ไม่ได้ ซอฟต์เพาเวอร์ไม่ได้เกิดจากปลากุเลา แต่เกิดบนเงื่อนไข ประเทศมีเสถียรภาพ แล้วชักชวนให้คนสนใจเรา เหมือนเกาหลี อินโดนีเซีย เวียดนาม” ศ.ดร.สุรชาติกล่าว


