การบ้าน‘เศรษฐา’
แก้สารพัดปัญหา-ฟื้นฟูปท.
หมายเหตุ – มุมมองนักวิชาการถึงคำแถลง นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ภายหลังรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกฯ โดยพร้อมทำงานลุยแก้วิกฤตประเทศทุกด้าน มั่นใจว่าเป็น 4 ปีแห่งการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย
ศิวพล ชมภูพันธุ์
ภาควิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว)

หลังจากฟังแถลงการณ์แรกของนายเศรษฐา ที่พูดว่าจะทำงานอย่างไม่รู้จักคำว่าเหน็ดเหนื่อย อย่างแรกคิดว่า รัฐบาลนายเศรษฐาอยู่ไม่ถึง 4 ปี เพราะคนเป็นรัฐบาลจะต้องเหน็ดเหนื่อยอยู่แล้ว โดยเฉพาะการจัดตั้งรัฐบาลโดยพรรคเพื่อไทย (พท.) จะได้ยินอุ๊งอิ๊ง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย ยอมรับว่าเอาตัวเองเป็นสนามอารมณ์ ต้องฝ่าดงด่ามาอย่างมากมาย สุดท้ายสิ่งที่เขาต้องเผชิญความยากลำบาก มันไม่ใช่แค่การต่อสู้กับประชาชน แต่มันคือการต่อสู้กันภายในคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่เกิดขึ้น ที่เป็นการจับมือกันกับอดีตศัตรูที่มีมาตั้งแต่แรกเริ่มเดิมที และวันนี้ด้วยเหตุอันใดไม่รู้ สามารถรวมตัวกันได้เป็น ครม.
มองความเหน็ดเหนื่อยของนายเศรษฐา อาจจะต้องแก้ไขในสิ่งที่เขาพยายามพูด อย่างแรก คือ ดิจิทัลฟุตพรินต์ที่ออกมาเต็มไปหมดเลยเป็นอันแรก ประการที่ 2 คือ การรับสภาพความเป็นจริง ประการที่ 3 คือ การที่จะต้องมาเหนื่อยกับการต่อสู้กับคนที่เคยเป็นศัตรูกันมา ต้องยอมรับความเหนื่อยทั้ง 3 ด้านเลย อีกทั้งพรรคฝ่ายค้านมืออาชีพอย่างพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ถ้าเขายังไม่แตก เขาจะทำงานของเขาอย่างแข็งแรงมาก แต่วันนี้มีฝ่ายค้านเดิมที่ทรงพลังกว่า คือ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ควรจะได้จัดตั้งรัฐบาล คราวนี้หัวหมู่ทะลวงฟันเกิดขึ้นแน่ๆ จากที่เคยต้องร่วมมือกัน กลายเป็นการตรวจสอบซึ่งกันและกัน เหนื่อยแน่นอน
อย่างไรก็ตาม ประเด็นเรื่องวิกฤตของประเทศมีมาอยู่แล้ว หลายคนเชื่อว่าพรรค เพื่อไทยมีความสามารถในการแก้ไขเรื่องปากท้องและเศรษฐกิจ ผลงานเกิดตั้งแต่ยุคอดีตนายกฯ นายทักษิณ ชินวัตร แบบนี้มีความคาดหวัง แต่สิ่งที่ต้องแก้ไข คือ เรื่องศรัทธามากกว่า โดยผู้คนคาดหวังกับการที่เข้ามาทำงาน มองสิ่งที่เป็นรูปธรรมง่ายสุดเลย คือ เงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท จะทำได้จริงหรือไม่ ต้องไปแก้ทีละเปลาะก็ได้ จะทำได้สำเร็จหรือไม่คงต้องจับตาดูกันต่อไป ยังไม่อยากพยากรณ์มากนักเพราะคาดว่าโผ ครม.คงไม่แตกต่างไปจากเดิมนัก
อีกสิ่งที่สำคัญที่นายเศรษฐาพูด คือ ภาพลักษณ์ของไทยในเวทีระดับประเทศ ตอนนี้มันตกต่ำลงอยู่มาก โดยเฉพาะหลังปี’49 ไม่ต้องเอาระดับโลก แค่ระดับภูมิภาคยังไม่สามารถนำได้เลย เชื่ออยู่เสมอว่าหากการเมืองข้างในไม่นิ่งจะไม่สามารถวิ่งไปสู่เวทีระดับประเทศได้ แต่ถ้าวันนี้การเมืองไทยนิ่งด้วยการจับมือกัน อาจจะค่อยๆ ฟื้นฟูขึ้นมา ค่อยๆ กอบกู้ภาพลักษณ์จากรัฐประหาร ตั้งแต่ปี’49 ปี’57 วันนี้รัฐบาลมาจากการเลือกตั้งที่มาบิดเบี้ยวไป รอดูว่าใครจะเข้ามาเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ แล้วเขาจะมีวุฒิภาวะมากกว่าคนเดิมหรือไม่
ส่วนด้านการรับฟังเสียงของประชาชน คิดว่ามีมากขึ้น เพราะตอนนี้เปลี่ยนหัวเรียบร้อยแล้ว แม้ข้างในอะไรจะเหมือนเดิม ดีกว่ายุค พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายเศรษฐาอาจจะมีบุคลิกที่แตกต่างไป ความเป็นกันเอง ต่างไปจากผู้นำคนก่อน จะทำให้การรับฟังความคิดเห็นของประชาชนดีขึ้น ทั้งนี้ เรื่องสัจจะวาจาที่ให้ไว้กับประชาชน เป็นพันธสัญญาที่พูดในวันรับตำแหน่ง ที่เหลืออยู่ที่ว่าจะทำได้จริงหรือไม่ ต้องรอพิสูจน์ต่อไปดีกว่า เพราะเมื่อ 8-9 ปีที่แล้ว มีคนพูดว่าเราจะทำตามสัญญาขอเวลาอีกไม่นาน มันก็นาน ดังนั้น ต้องรอดูกันไป เพราะเราเพิ่งตัดสายสะดือนายกฯคนใหม่อย่างเป็นทางการไป อยู่ที่ตัวเขากับทีม หวังว่าเขาจะไม่ลืมบาดแผล ขอให้เขาทำตามที่สัญญา และประชาชนจะเป็นผู้ตัดสิน
โอฬาร ถิ่นบางเตียว
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา

กระบวนการปฏิบัติของพรรค พท.จะสัมพันธ์กับสถานการณ์ของพรรค พท.ที่เข้าสู่ยุคตกต่ำ รัฐบาลชุดใหม่นี้จะต้องเร่งทำนโยบายสำคัญๆ โดยเฉพาะนโยบายที่ประชาชนเกิดผลกระทบในระดับรากหญ้าเกี่ยวกับเศรษฐกิจ เพราะหากนโยบายนำไปสู่การปฏิบัติได้ แรงเสียดทาน ข้อวิพากษ์วิจารณ์อาจจะได้มีคะแนนขึ้นมาบ้าง เพราะฉะนั้นภาพโดยรวมเชื่อว่ารัฐบาลจะเร่งขับเคลื่อนอย่างแน่นอน
การขับเคลื่อนอาจจะมีขลุกขลัก เพราะเป็นรัฐบาลผสม การผลักดันนโยบายหลังจากนี้ไป เมื่อพรรค พท.เป็นแกนหลัก จะต้องรักษานโยบายของพรรคไว้ ต้องมีการจัดวาระเชิงนโยบาย โดยจะต้องนำเอานโยบายของพรรคร่วมมาขับเคลื่อน สำหรับนโยบายที่ควรจะเร่งแก้ไขปัญหามองว่าควรเน้นในเรื่องความเชื่อมั่นความศรัทธา เพราะการที่มาจัดตั้งรัฐบาลแบบนี้ ทำให้ประชาชนจำนวนมากที่เลือกพรรค พท. 10 ล้านเสียงไม่พอใจ ทำให้คะแนนความศรัทธาของพรรคตกต่ำ เพราะฉะนั้นพรรคจะต้องกอบกู้ จึงต้องเร่งทำนโยบายพื้นฐาน อาทิ นโยบายค่าจ้างแรงงาน นิสิตที่จบใหม่จะต้องมีงานทำ เงินดิจิทัลวอลเล็ต 1 หมื่น จะต้องรับนำมาเคลื่อนไหวให้เร็วที่สุด
ส่วนกรณีการวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับเงินดิจิทัลวอลเล็ต เรื่องนี้พรรค พท.จะต้องทำ เพราะเป็นนโยบายเดียวที่จะทำให้ประชาชนได้เงินเร็วที่สุด แต่นโยบายนี้หากพิจารณางบประมาณรายจ่ายในปีนี้อาจจะไม่ทัน และอาจจะต้องไปเอางบกลางที่ผ่านปีงบประมาณ 2567 คาดว่าในต้นปีหน้าอาจจะเห็นเป็นรูปเป็นร่าง นโยบายเงินดิจิทัลวอลเล็ต จะต้องหาวิธีการและสามารถแจงที่มาที่ไปของเงินนี้ให้ได้ และเมื่อนำมาจ่ายแล้วจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างไร รัฐบาลต้องมองอย่างรอบด้าน หากดำเนินนโยบายผิดพลาด นายกฯไม่สิทธิในการปฏิเสธ หากเงินไหลไปกลุ่มนายทุนใดกลุ่มนายทุนหนึ่งที่มีความใกล้ชิดกับรัฐบาล เรื่องนี้ฝ่ายตรงข้ามจับผิด
ในการแก้ไขปัญหาที่ตรงจุดควรเน้นในเรื่องเกษตรกรรม แต่เนื่องจากพรรค พท.เก่งอยู่แล้ว อาทิ เรื่องราคายาง ราคาปาล์ม ราคาพืชผลทางด้านการเกษตร และเชื่อว่าชาวบ้านที่เป็นเกษตรกรมีความมั่นใจพรรค พท.มากกว่าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เพราะประชาชนเห็นผลงานที่ผ่านมา ตั้งแต่พรรคไทยรักไทย (ทรท.) ทำให้พืชผลทางด้านการเกษตรสูงขึ้น รวมทั้งค่าครองชีพ ค่าจ้างแรงงานที่จะขยับขึ้น นิสิตนักศึกษาจบใหม่จะได้ 2.5 หมื่นบาทจะต้องเร่งดำเนินการ ถือว่าเป็นนโยบายพื้นฐานทางเศรษฐกิจของประชาชน และเป็นพื้นฐานของประเทศ
สำหรับนโยบายแรงงานขั้นต่ำ 600 บาทต่อวัน ผมคิดว่านโยบายนี้ยังไม่นำออกมาใช้ แต่อาจจะมีการเพิ่มขึ้นไปตามลำดับ จะขึ้นทันทีไม่ได้ เพราะจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตอย่างกว้างขวาง ประกอบกับภาพรวมทางเศรษฐกิจการส่งออกถดถอยอีก นอกจากจะต้องมีการวางแผนการขึ้นค่าแรง สำหรับผู้ประกอบการ SMEs กำลังถดถอย ล้มหายตายจาก หากพรรค พท.แก้ไขปัญหานี้ได้ และส่งผลไปยังธุรกิจระดับมหภาคได้ด้วย จะช่วยให้กอบกู้ชื่อเสียงของพรรค พท.ที่เสียหายได้อีกด้วย รวมทั้งกู้ภาพลักษณ์ของพรรคกลับมาได้อีกทางหนึ่ง
การแก้ไขปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ ในความเห็นส่วนตัวมองว่า ผมให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจแบบคู่ขนาน โดยให้ความสำคัญกับคนรากหญ้าโดยเฉพาะสินค้าการเกษตร ผู้ประกอบการรายย่อย ค่าครองชีพ SMEs พร้อมทั้งส่งเสริมเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจมหภาค การนำเข้า การส่งออก ตอนนี้ตลาดโลกถดถอย ควรจะมองหาตลาดอื่นๆ มาชดเชย อาทิ ตลาดจีน ตลาดตะวันออกกลาง คือรัฐบาลใหม่จะต้องหาตลาดให้มากยิ่งขึ้น เพื่อให้ระบบเศรษฐกิจของไทยเดินหน้าต่อไปได้ โดยให้มีการคู่ขนานไปด้วยกันระหว่างเศรษฐกิจฐานรากและเศรษฐกิจฐานบน

