‘เศรษฐา’ โชว์ฟิตลุย ‘ภูเก็ต-พังงา’ บูมท่องเที่ยวอันดามัน พณ.ตั้งแท่นชง’รมว.ใหม่’ เจาะตลาดปั๊มส่งออกโต2%

25.08.23 | 06:50 น.

‘เศรษฐา’ โชว์ฟิตลุย ‘ภูเก็ต-พังงา’ บูมท่องเที่ยวอันดามัน พณ.ตั้งแท่นชง’รมว.ใหม่’ เจาะตลาดปั๊มส่งออกโต2%

เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดภูเก็ตแจ้งกำหนดการ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี พร้อม นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช ประธานคณะกรรมการนโยบาย นายจักรพล ตั้งสุทธิธรรม คณะทำงานด้านนโยบายการท่องเที่ยว และทีมงาน มีกำหนดเดินทางลงพื้นที่ จ.ภูเก็ต ระหว่างวันที่ 25-26 สิงหาคม

โดยในวันที่ 25 สิงหาคม เวลา 11.00 น. จะไปพบปะผู้บริหารท่าอากาศยานภูเก็ต พูดคุยการขยายสนามบินภูเก็ตเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว จากนั้นเวลา 14.30-16.30 น. พบปะพูดคุยกับผู้ประกอบการภาคเอกชนจังหวัดภูเก็ต ที่โรงแรมรามาดาพลาซ่าเจ้าฟ้า ประเด็นยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดภูเก็ต เวลา 16.50-17.30 น. พบปะผู้ประกอบการและนักท่องเที่ยวในย่านเมืองเก่าภูเก็ต และเวลา 20.15 น. พบปะผู้ประกอบการและนักท่องเที่ยวเพื่อพูดคุยประเด็นปัญหาและข้อจำกัดในการเปิดสถานประกอบการบันเทิงที่ถนนบางลา หาดป่าตอง ส่วนวันที่ 26 สิงหาคม เดินทางไปยัง Moracea by Khao Lak Resort เขาหลัก อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา เพื่อพบปะพูดคุยผู้ประกอบการท่องเที่ยวจังหวัดพังงาเพื่อพัฒนาพื้นที่ฝั่งอันดามัน ก่อนเดินทางกลับ

ด้านนายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า แม้รัฐมนตรีคนใหม่ที่จะมานั่งกระทรวงพาณิชย์จะยังไม่ชัดว่าเป็นใคร กรมได้เตรียมแผนพร้อมนำเสนอไว้บ้างแล้ว ทั้งตลาดการค้าใหม่ที่อยากเข้าไปเจาะเพื่อค้าขาย เช่น เอเชียกลางและนอร์ดิก เป็นตลาดที่กรมยังไม่มีกิจกรรมติดต่อกันมากนัก และขอรอรับฟังนโยบายของรัฐมนตรีคนใหม่ว่าจะเป็นทิศทาง หรือเพิ่มแผนกิจกรรมอย่างไร ไม่ว่าจะขยายแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซร่วมกับพันธมิตร ซึ่งปัจจุบันมี 9 แพลตฟอร์ม อย่างไรก็ตาม การจะถอดรหัสว่าโจทย์ของรัฐมนตรีเป็นอย่างไร จะดูจากนโยบายที่ได้ให้ไว้ตอนช่วงหาเสียงก่อนการเลือกตั้ง หากเป็นผู้นำจากพรรคเพื่อไทย (พท.) มีนโยบายตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ อีกทั้งกรมจะเตรียมความพร้อมเรื่องสื่อสารกับสถาบันการส่งเสริมการค้าในต่างประเทศทั้ง 58 แห่งทั่วโลก ต้องทำการบ้านว่าจะหาความต้องการ หรือเทรนด์ใดที่สามารถตอบโจทย์นโยบายรัฐบาลได้และนำไปสู่การสร้างรายได้

นายภูสิตกล่าวว่า ขณะที่โจทย์ภาคเอกชนที่สะท้อนเข้าอย่างคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) มี 3 ข้อเสนออยากให้ภาครัฐดำเนินงาน ได้แก่ การดูแลต้นทุนวัตถุดิบการผลิตตลอดห่วงโซ่การผลิต 2.การสนับสนุนการส่งออกไปตลาดใหม่ๆ และ 3.การเร่งรัดผลักดันเรื่องการค้าเสรี (เอฟทีเอ) โดย 3 เรื่องนี้กรมจะดำเนินการต่อไปและตอบโจทย์ให้ได้และสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลใหม่

Advertisement

“งบประมาณปี 2567 ที่ล่าช้าออกไปนั้นหลังพูดคุยกับกระทรวงการคลังได้แจ้งว่าอนุมัติงบประมาณไปพลางก่อน โดยจะได้ 8 เดือนแรก ช่วงตุลาคม 2566-มิถุนายน 2567 จะได้งบประมาณปี 2567 ไปพลางก่อน อาจได้ 2 ใน 3 ของงบทั้งหมด หรือคิดเป็น 66% ส่วนงวดเงินจะเป็นอย่างไรจะแจ้งให้ทราบภายหลัง กรมได้เตรียมการแผนดำเนินงานสำหรับไตรมาสสุดท้ายปี 2566 ช่วงตุลาคม-ธันวาคม 2566 ที่ได้ทำแผนดำเนินงานและเงินงบที่จำเป็นต้องใช้เสนอกระทรวงการคลังไว้ก่อนหน้านี้แล้ว ซึ่งกระทรวงการคลังจะโอนงบให้กับกรม และคาดว่างบที่เสนอไว้จะเพียงพอต่อการดำเนินงานใน 3 เดือน” นายภูสิตกล่าว

นายภูสิตกล่าวว่า กรมได้หารือกับภาคเอกชนในกลุ่มสินค้าเกษตร เกษตรแปรรูป และอุตสาหกรรม เพื่อประเมินสถานการณ์การส่งออก และแนวโน้มการส่งออกในช่วงที่เหลือของปี 2566 อย่างต่อเนื่อง โดยผู้ประกอบการมองว่าการส่งออกปีนี้มีโอกาสขยายตัวเป็นบวกได้ ทั้งที่บางสินค้าไม่ขยายตัวและบางสินค้าติดลบ กรมยังเดินหน้าขับเคลื่อนการส่งออกต่อไป โดยมีกิจกรรมที่จะดำเนินการโค้งสุดท้ายปีนี้อีกประมาณ 44 โครงการ เพื่อผลักดันเป้าส่งออกทั้งปีขยายตัว 1-2%