‘ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร’ มองการเมือง-ศก.ปี’60 คิดบวกสู้’คดีข้าว’

3.01.17 | 13:30 น.

หมายเหตุน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์พิเศษ “มติชน” เนื่องในโอกาสปีใหม่ถึงสถานการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจ รวมทั้งการต่อสู้คดีตามโครงการรับจำนำข้าวในปี 2560

ชีวิตในรอบปี 2559 ที่ผ่านมาได้ทำกิจกรรมและลงพื้นที่หลายแห่ง

เราทำตามประสาคนว่างงาน คนเราจากที่เคยทำงานอยู่ทุกวัน เราก็คิดว่าต้องหาอะไรทำที่เรามีความสุข รวมถึงความผูกพันที่มีอยู่กับพี่น้องประชาชนก็ยังอยู่ ชีวิตประจำวันเลยหันเหมาเที่ยวต่างจังหวัด เพราะจะเดินทางไปต่างประเทศก็ไม่ได้ ถ้าอยู่ กทม.ก็เข้าแต่ห้างสรรพสินค้า จึงคิดว่าประเทศไทยเรามีแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นธรรมชาติมากมาย ก็ถือโอกาสไปท่องเที่ยว ขณะเดียวกันก็ได้เข้าวัดทำบุญ นอกจากนี้ก็หันมาปลูกผักและออกกำลังกายเพื่อดูแลสุขภาพของตัวเอง มีอะไรที่น่าสนใจเราก็ทำ

ปัญหาเรื่องราคาข้าว ประชาชนได้มีการสะท้อนหรือไม่

จริงๆ แล้วเราถือว่าเป็นหน้าที่ของรัฐที่ต้องทำ ส่วนตัวไม่ได้คิดที่จะไปก้าวก่ายหรืออะไร และด้วยความที่ได้ลงพื้นที่เยอะ ได้เห็นพี่น้องประชาชนจำนวนมาก ก็เป็นห่วง ไม่รู้จะทำอย่างไรได้มากกว่านี้ อย่างน้อยก็ทำให้เขาได้รู้ว่าหนึ่งกำลังใจนี้ยังอยู่ ไม่ใช่พ้นจากหน้าที่แล้วจะละทิ้งทุกอย่าง ละทิ้งประชาชน ไม่เคยสนใจ คืออย่างน้อยเราถือว่าเรามาจากประชาชน ประชาชนรักเรา เรารักประชาชน อะไรที่อยู่ในวิสัยที่ทำได้ก็จะทำ จึงเกิดเป็นที่มาของการไปลงพื้นที่ ไปช่วยซื้อและขายข้าว ฯลฯ เรามองว่าการที่เราไปช่วยซื้ออย่างเดียวจะทำให้เกิดการต่อยอดได้น้อย เราจึงทำวิธีนี้

Advertisement

หลายๆ หน่วยงานได้มีการนำแนวคิดนี้ไปต่อยอด

รู้สึกดีใจ เพราะเราอยากให้เกิดกระแสในการที่จะหันมาช่วยชาวนา แม้ว่าทุกหน่วยงานช่วยกันซื้อ ช่วยกันขาย แม้จะไม่สามารถช่วยชาวนาได้ทั้งหมด แต่อย่างน้อยเราได้ส่งความรู้สึกไปยังชาวนาว่าทุกคนรับรู้ปัญหาของเขาแล้ว ทุกคนพยายามช่วยอยู่ แต่จะช่วยได้มากน้อยเพียงใดนั้นก็ต้องส่งต่อไปยังผู้มีอำนาจที่จะตัดสินใจ และกำหนดนโยบายเข้าไปช่วยชาวนา

ระหว่างที่ลงพื้นที่ ประชาชนมักจะสะท้อนปัญหาอะไรในพื้นที่ให้ฟัง

มีสองกลุ่มคือ ประชาชนที่อยู่ต่างจังหวัดโดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเกษตรกรรม สิ่งที่สะท้อนมากอย่างแรกคือเรื่องราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ เราได้เห็นจากตัวเลขดัชนีสินค้าเกษตรที่ลดลงจริงๆ ตรงนี้เองที่เป็นเหตุทำให้เงินในกระเป๋าลดน้อยลง จึงส่งผลไปให้อีกกลุ่มหนึ่งคือกลุ่มร้านค้า จะเห็นว่าร้านค้าต่างๆ กำลังซื้อลดลง ร้านเล็กๆ ที่ไม่มีสายป่านยาว รายได้ลดจะอยู่ยาก หนี้สินมีเพิ่มขึ้น เมื่อฐานรากหรือคนส่วนใหญ่ในประเทศซึ่งคือคนในภาคการเกษตรมีรายได้น้อย เขาก็ต้องซื้อน้อย เมื่อซื้อน้อยก็จะมีผลกระทบต่อร้านค้า ตรงนี้เราเป็นห่วง

อยากให้พูดยาวไปถึงปัญหาเศรษฐกิจของประเทศไทยในขณะนี้ในฐานะอดีตนายกฯ และนักธุรกิจ

ปัญหาเศรษฐกิจโดยรวม ต้องบอกว่ายังโชคดีที่เรามีพื้นฐานทางด้านเศรษฐกิจดี แต่ก็ต้องกลับไปมองว่า เราต้องพึ่งพาการส่งออกมากกว่าการค้าขายในประเทศ การส่งออกลดลงมาก แน่นอนว่าต้องมีผลกระทบ ดังนั้นต้องมีมาตรการในประเทศที่จะสามารถสร้างรายได้ นอกจากนี้ ภาวะเศรษฐกิจโลกก็ลดลง ซึ่งส่งผลต่อเศรษฐกิจในประเทศของเราด้วย ต้องมีมาตรการอะไรที่จะมาดูแลช่วยเหลืออย่างเป็นระบบ และอยากให้มองพร้อมกับวิเคราะห์ในแต่ละจุดอย่างแท้จริง เพื่อหานโยบายต่างๆ ในการที่จะแก้ไขทั้งระยะสั้นและระยะยาว วันนี้เราเห็นมาตรการในระยะสั้น แต่ยังไม่ตอบโจทย์ทั้งหมด ยกตัวอย่างเช่น เรื่องของการลงทุน ที่จะเห็นว่าการลงทุนในประเทศยังไม่เติบโตมากเท่าที่ควรจะเป็น ทั้งที่ประเทศไทยเราเป็นศูนย์กลางอาเซียน ตรงนี้แม้ภาครัฐจะพยายามลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน แต่ยังไม่ทันต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน ดังนั้น โจทย์ในวันนี้คือ ต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน ให้นักลงทุนมาลงที่บ้านเราเพื่อให้เกิดการสร้างงาน นอกจากนี้ต้องแก้ปัญหาสินค้าเกษตรตกต่ำ ตรงนี้เป็นจุดใหญ่ที่จะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น เพราะราคาสินค้าเกษตรที่ตกต่ำทำให้รายได้ของประชาชนฐานรากลดลงจะส่งผลแน่นอนต่อระบบเศรษฐกิจ หากปล่อยไว้หรือเป็นแบบนี้ไปยาวๆ ก็จะส่งผลไปถึงบริษัทใหญ่ๆ อย่างแน่นอน

แนวคิดนี้สะท้อนไปถึงทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลด้วยหรือไม่

เขาก็มีความสามารถ เราสะท้อนในฐานะของประชาชนคนหนึ่งที่อยากให้เร่งในเรื่องของความเชื่อมั่น และการเพิ่มเงินในกระเป๋าเพื่อสร้างกำลังการจับจ่ายใช้สอยที่จะทำให้วงจรเศรษฐกิจหมุนเวียน เรื่องวิธีการรัฐบาลคงรู้อยู่แล้ว แต่สิ่งที่อยากบอกคือ อยากให้ดูครอบคลุมทุกเซ็กเตอร์ เพราะระยะสั้นอย่างเดียวไม่เพียงพอ

คิดว่า ครม. พล.อ.ประยุทธ์ 4 จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้หรือไม่ ในช่วงเวลาที่ยึดตามโรดแมป

ปัญหาเศรษฐกิจวันนี้เป็นเรื่องที่ยาก และต้องใช้เวลาแก้ไขปัญหาอย่างมีศักยภาพ เรื่องการปรับ ครม.เราก็คงต้องดูกันต่อไป เพราะคงจะเร็วไปที่จะตอบ แต่อย่างน้อยสำหรับภาพลักษณ์ ครม.นี้โดยรวมคือบทบาทในส่วนของทหารลดลงไป มีพลเรือนมากขึ้น แม้จะเน้นไปให้หมวดของข้าราชการก็ตาม ทั้งนี้ เรื่องนี้ก็อยู่ที่นายกฯจะเป็นผู้พิจารณา

ในรอบปีที่ผ่านมาสถานการณ์เริ่มผ่อนคลายขึ้น การติดตามของทหารผ่อนคลายลงหรือไม่

ต้องตอบว่าไม่ทราบดีกว่า เพราะวันนี้ไม่ได้ติดตามโดยการใส่เครื่องแบบ ส่วนใหญ่เป็นนอกเครื่องแบบมากกว่า เราเลยขอบอกว่าไม่ทราบ แต่ส่วนใหญ่เราไปที่ไหนก็เปิดเผย คิดว่าไม่เป็นไร อาจจะเจอบ้าง เราก็ต้องเรียนรู้ในการปรับตัวที่จะอยู่ร่วมกันให้ได้ ต่างคนต่างทำหน้าที่ไป

ได้มีการพบปะพูดคุยกับแกนนำพรรค หรืออดีต ส.ส.บ้างหรือไม่

เรื่องถามไถ่สารทุกข์สุกดิบนั้นเป็นปกติ ถ้าไปต่างจังหวัดก็ไปเยี่ยม บางท่านก็จะมาบ่นๆ กับเราว่ามีคนมาดูแลมากเกินไป ไปไหนไม่ค่อยได้เลย หรือมีมาตรวจที่บ้าน บางท่านยังอยู่ในโหมดนั้นอยู่ เราก็คิดว่าเวลาผ่านมาเกือบ 2 ปีแล้ว อยากให้ผ่อนปรนมาตรการต่างๆ ลงไปบ้าง เพื่อที่ทุกคนจะได้มีเสรีภาพบ้างในระดับหนึ่ง เพราะวันนี้ คสช.ก็คอนโทรลทุกอย่างได้หมดแล้ว อยากให้มาตรการต่างๆ เหล่านี้ลดลง และเปิดโอกาสให้มีการแสดงความคิดเห็น เพราะถ้าระยะยาวคนไม่กล้าแสดงความคิดเห็นที่แท้จริง รัฐบาลจะวิเคราะห์ปัญหาที่แท้จริงของเศรษฐกิจได้อย่างไร ในเมื่อเขาไม่รู้เลยว่า คนที่อยู่ภายใต้การดูแลรู้สึกอย่างไร เป็นอย่างไร

มองรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อย่างไร

เคยพูดไปว่าเราเป็นห่วงในเรื่องของสิทธิ เสรีภาพ หรือการยึดโยงจากประชาชนอาจจะน้อยไป อยากให้เปิดกว้างในส่วนของตรงนี้ เพื่อที่จะได้ฟังเสียงในส่วนของประชาชนอย่างแท้จริง เพราะหลายอย่างมีมาตรการที่เข้มงวดและจำกัดสิทธิเสรีภาพมากขึ้น ทั้งนี้ ในส่วนของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองนั้นยังไม่เห็นเนื้อหาที่เป็นทางการ ทุกคนก็วิพากษ์วิจารณ์ตามข่าวที่ได้ยินมา เราคาดหวังว่าจะมีการเอาเนื้อหาต่างๆ ให้กับประชาชน พรรคการเมือง และภาควิชาการให้ได้เห็น แล้วมาถกเถียงกัน เพื่อให้คนที่ต้องอยู่บ้านร่วมกันได้รู้ว่าบ้านเขาจะเป็นอย่างไร เพราะวันนี้เขาไม่มีโอกาสได้รู้เลย ตรงนี้น่าเป็นห่วง หากมีการบังคับใช้ไปแล้ว ในระยะยาวจะขับเคลื่อนได้ยาก ประเทศก็ไปไม่ได้ นอกจากนี้กติกาต่างๆ ก็ควรเป็นกติกาที่สมเหตุสมผล และให้เกิดความเสมอภาคกับทุกๆ คน ไม่ใช่ปฏิบัติแต่กับนักการเมืองอย่างเดียว ถ้าทำอย่างเท่าเทียมกันเชื่อว่าไม่มีใครกังวล เพราะเราสนับสนุนให้มีมาตรการป้องกันการทุจริตที่ดีขึ้น

ร่าง พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี มองอย่างไร

เป็นอีกเรื่องที่ต่อมาจากเรื่อง พ.ร.บ.พรรคการเมือง โดยรัฐบาลใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ตามกติกาเชื่อว่าเขาตั้งใจไม่ให้มีพรรคการเมืองใหญ่เป็นรัฐบาลพรรคเดียว แน่นอนต้องเป็นพรรคร่วมในการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีในการถ่วงดุล แต่หากถ่วงดุลเยอะไปอาจจะทำให้เสถียรภาพในการบริหารประเทศและการวางนโยบายระยะยาวเดินไป

ไม่ถึง และยังมียุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีมากำกับอีก อยากเรียนว่าปัจจุบันเศรษฐกิจโลกเปลี่ยนแปลงเร็วมาก แค่เราจะประเมิน ประมาณการ หรือวางยุทธศาสตร์ปีสองปียังเป็นเรื่องที่ยากเลย จะมีใครที่จะมองทะลุไปถึง 20 ปี แล้วแบบนี้จะใช้ได้หรือไม่ หากไม่สามารถปฏิบัติตามได้จะมีช่องว่างให้ฝ่ายบริหารเขาได้ตัดสินใจหน้างานไหม เพราะคนปฏิบัติย่อมรู้ดีว่าจะเดินต่อได้หรือไม่ได้ ถ้าเดินต่อไม่ได้สุดท้ายต้องยุบสภา เลือกตั้งใหม่ ก็ต้องบอกว่าเรากำลังถอยหลัง ไม่อยากเห็นอย่างนั้น อยากเห็นการเดินหน้าไปอย่างไม่สะดุด แล้วมีกระบวนการตรวจสอบที่โปร่งใส คงต้องขอฝากไว้

ได้มีการพูดคุยกับนายทักษิณ ชินวัตร บ้างหรือไม่

ได้คุยกันในเชิงของการถามสารทุกข์สุกดิบกันมากกว่า พี่เป็นอย่างไร น้องเป็นอย่างไร อะไรแบบนี้ และตอนนี้อายุต่างคนก็ต่างเยอะ ต้องถามเรื่องสุขภาพ แชร์กันเรื่องออกกำลังกายและการดูแลสุชขภาพ หรือถามกันว่าไปเที่ยวที่ไหนบ้าง เป็นต้น ส่วนเรื่องคดีเขาก็ให้กำลังใจอยู่แล้ว และเขาก็เชื่อมั่นว่าน้องเองก็จะทำหน้าที่ในการพิสูจน์ต่อศาลและต่อสาธารณชนอย่างเต็มที่

ประเมินภาพรวมคดีข้าวหลังจากที่ได้ขึ้นศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไปหลายนัด

ถ้าเราประเมินก็ต้องบอกว่าทำอย่างเต็มที่ แต่ก็อยู่ที่ดุลพินิจขององค์คณะ เราก็ทำอย่างเต็มที่ในการที่จะพิสูจน์ต่อศาล พยายามอธิบายทุกประเด็นที่ถูกกล่าวหา ซึ่งถือว่าเป็นเคสแรกของฝ่ายบริหารที่โดนคดีแบบนี้ และต้องเรียนว่า

คดีนี้เป็นคดีที่กล่าวหาว่ากระทำความผิดตามกฎหมายอาญามาตรา 157 เกี่ยวกับการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ แต่คนพยายามเอาไปโยงว่าเป็นคดีทุจริต ซึ่งไม่ใช่

คดีอื่นๆ มีคดีไหนที่ต้องสร้างความชัดเจนอีกบ้าง

มีมากจนจะจำไม่ได้แล้ว หลักๆ ก็มีคดีอาญา และคดีที่ควรเข้าสู่ศาลแพ่ง แต่รัฐบาลกลับใช้คำสั่งทางปกครอง ตรงนี้ถือว่าเป็นคดีใหญ่พอสมควรที่เราร้องขอความเป็นธรรม เพราะในเมื่อคดียังไม่สิ้นสุด รัฐก็ต้องรอให้คดีสิ้นสุดก่อนจึงจะสามารถใช้กฎหมายนี้มาบังคับได้ แต่ขณะนี้คดียังดำเนินไป แต่ถูกตัดสินใจไปแล้วว่าดิฉันผิด และเลือกใช้คำสั่งทางการปกครอง เท่ากับว่ารัฐได้ตัดสินใจเองโดยที่ไม่รอกระบวนการยุติธรรม เรื่องนี้ก็ถือว่าหนักและส่งผลกระทบต่อจิตใจพอสมควร และยังส่งผลกระทบไปถึงครอบครัวด้วย อีกกลุ่มหนึ่งคือคดีที่อยู่ในมือ ปปช.อีก 13 คดี ตอนนี้อะไรมาก็ได้หมดแล้ว เพราะไม่มีทางอื่นแล้ว เราต้องสู้ตามกระบวนการยุติธรรม หวังว่าระยะเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ และขอบคุณทุกกำลังใจที่ทำให้เรามีแรงต่อสู้

ให้กำลังใจตัวเองอย่างไร

คิดบวกอย่างเดียว แม้จะคิดบวกได้ยากมาก แต่ก็ต้องคิดว่า เราเองรู้อยู่แก่ใจว่าทำอะไร และก็ต้องทำอย่างเต็มที่ แม้ว่าวันนี้ไม่มีใครเห็น ไม่มีใครรู้ แต่เราหวังว่าสักวันหนึ่งคนจะรับรู้ในสิ่งที่เราเจอบ้าง ไม่ว่าจะช้าหรือเร็ว แต่ครั้งหนึ่งดิฉันได้ยืนหยัดที่จะสู้และพิสูจน์ เมื่อวันข้างหน้าตัวเรามองย้อนกลับมา เราจะได้ไม่เสียใจ แม้ผลจะเป็นอย่างไรก็ตาม