คณะรัฐมนตรีภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 “เศรษฐา ทวีสิน” กำลังจะเริ่มต้นทำงาน เป็นรัฐบาลในนิยาม “สลายขั้ว” อันหมายถึงการจัดตั้งร่วมกันของ “พรรคการเมือง” เคยเป็นคู่ขัดแย้งในอดีต
คำว่า “สลายขั้ว” อาจจะฟังดูใหม่ แต่โดยสาระแล้วไม่ต่างจาก “ก้าวข้ามความขัดแย้ง” ที่ช่วงหาเสียงเลือกตั้ง “พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” เคยยกขึ้นมาชี้ให้เห็นความจำเป็นจะต้องสร้างขึ้นและนำมาใช้เพื่อนำพาประเทศสู่การพัฒนาไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง โดย พล.อ.ประวิตรเชื่อมั่นว่าตัวเองมีคุณสมบัติที่จะทำได้ดีกว่าใคร
“ก้าวข้ามความขัดแย้ง” ที่ พล.อ.ประวิตรนำเสนอนั้น ไม่ใช่เพียงการเดินไปคนละแนวทางของ “พรรคการเมืองต่างขั้ว” แต่การชี้ให้เห็นปัญหาของคน 2 กลุ่มที่แย่งชิงอำนาจ ด้วยการหาทางทำลายล้างกันไม่รู้จบสิ้น และเพราะ “ไม่มีฝ่ายไหนชนะเด็ดขาด หรือพ่ายแพ้ราบคาบ” ทำให้ชีวิตของผู้คนในประเทศไทยต้องอยู่ในสงครามแย่งชิงอำนาจภายในของกลุ่มอำนาจ 2 ฝ่ายนี้ไม่รู้จบ
ฝ่ายหนึ่งเป็น “ขบวนการผูกขาดการสืบทอดอำนาจ” ที่พัฒนาเครื่องมือควบคุมอำนาจรัฐไว้ให้เกิดความได้เปรียบกับตัวเองทุกวิธี เป็นการผนึกกำลังกันของ “ผู้ทรงอำนาจในแวดวงราชการ นายทุนผูกขาด และผู้มีบารมีในท้องถิ่น” ใช้การรัฐประหาร และการสร้างกติกา สถาปนากลไกที่ได้เปรียบมาเป็นเครื่องมือชิงอำนาจ
อีกฝ่ายหนึ่งอาศัยการสร้างศรัทธาจากประชาชน เป็นความชอบธรรมในการเข้าสู่อำนาจ
เพราะทั้ง 2 ฝ่ายนี้ต่อสู้กันอย่างไม่รู้เลิกรา ฝ่ายหนึ่งชนะในเกมเลือกตั้ง แต่พ่ายแพ้ในเกมอำนาจ
ผลัดกันสร้างรัฐบาลที่ไร้เสถียรภาพซึ่งลดทอนศักยภาพการบริหารประเทศตลอดมา
“พล.อ.ประวิตร” เสนอว่าหากจะนำการพัฒนาที่ก่อความรุ่งเรืองให้ประเทศได้ ต้องหาทางประนีประนอม หรือหลอมรวม 2 ขั้วความขัดแย้งนี้ให้มาทำงานร่วมกัน โดยมีผลประโยชน์ของประเทศชาติ และชีวิตที่อยู่ดีกินดีของประชาชนเป็นเป้าหมายร่วมกัน
“พล.อ.ประวิตร” ไม่ประสบความสำเร็จในฐานะผู้อาสานำ
แต่ “พรรคเพื่อไทย” สำเร็จในนาม “รัฐบาลสลายขั้ว”
“พรรคเพื่อไทย” ที่ยืนอยู่ในฐานะตัวแทนของ “ฝ่ายที่มาจากอำนาจประชาชน” เสนอความคิด “รัฐบาลจากความเป็นจริง” ในการหลอมรวมกับ “พรรครวมไทยสร้างชาติ และพลังประชารัฐ” ซึ่งเป็นตัวแทน “ฝ่ายสืบทอดอำนาจผูกขาด”
เป็นแกนนำ “รัฐบาลสลายขั้วอำนาจ ก้าวข้ามความขัดแย้ง” ยอมรับ “ความเป็นจริงของโครงสร้างอำนาจประเทศ” และ “จัดการไปตามความเป็นจริงนั้น”
ซึ่งจะว่าไปแล้ว วิถีทางนี้เป็นหนทางมีเหตุมีผลอยู่ไม่น้อย เนื่องจากในประวัติศาสตร์การเมืองในหลายสิบปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในช่วง 20 ปีหลังจะพบว่าเป็นไปไม่ได้เลยที่จะบริหารประเทศโดยไม่มีความขัดแย้งรุนแรงมาเป็นอุปสรรค จะพาความเป็นไปของประเทศหนีจากการเมืองแบบจ้องทำลายล้างกันและกัน
รัฐบาลภายใต้การนำของ “เศรษฐา ทวีสิน” เข้ามาทำให้เรื่องที่เป็นไปไม่ได้นี้ “เป็นไปได้” ด้วยการเริ่มต้นจากความเป็นจริง และพัฒนาความเป็นจริงนั้นให้ก้าวหน้าสู่ความฝัน นั่นคือ “ความเจริญรุ่งเรืองของประเทศชาติ การอยู่ดีมีสุขของประชาชน”
เป็น “ความเป็นจริงในฝัน”
อย่างไรก็ตาม “ความหวัง ความฝัน” นี้จะสำเร็จได้ “พรรคเพื่อไทย” คือปัจจัยสำคัญ
“ความเป็นจริงของประเทศ” ที่หนักหน่วงด้วย “ความเหลื่อมล้ำ” เน่าเฟะด้วย “ความไม่เท่าเทียม” น่าอึดอัดด้วยกติกาและกลไกที่สร้าง “ความไม่เอารัดเอาเปรียบ” อันเกิดด้วย “ขบวนการผูกขาดอำนาจ”
“พรรคเพื่อไทย” ที่กำเนิดและเติบโตมาด้วย “อำนาจประชาชน” จะต้องยืนหยัดอยู่กับความฝันของประชาชนที่ฝากศรัทธาไว้ให้ เพื่อเข้าไปเปลี่ยนแปลง “ความเป็นจริงที่หนักหนา-ความเน่าเฟะ-ความอึดอัด” ให้คลี่คลายไปตามความหวังความฝันของประชาชนให้ได้
ไม่ใช่ปล่อยให้ความเลวร้ายจาก“ขบวนการผูกขาดอำนาจ” กลืนพรรคการเมืองที่ประชาชนฝากศรัทธาไว้ จนกลายเป็นพรรคที่รับใช้ “ความเป็นจริงที่สร้างระบอบการปกครองประเทศให้เน่าเฟะ”
“ความเป็นจริงในฝัน” จึงเป็นภารกิจที่ท้าทาย “พรรคเพื่อไทย” อย่างยิ่ง
ด้วยเวลาจะพิสูจน์ให้เห็นคำตอบว่า “สลายขั้วเพื่ออะไร?”

