หน้าแรก การเมือง แนะ รบ.ใหม่ลุ...

แนะ รบ.ใหม่ลุยทันที สร้างผลงาน-เห็นผลชัดเจน

27.08.23 | 08:30 น.
แนะ รบ.ใหม่ลุยทันที สร้างผลงาน-เห็นผลชัดเจน หมายเหตุ - ความเห็นนักวิชาการต่อรัฐบาล

หมายเหตุ – ความเห็นนักวิชาการต่อรัฐบาล “เศรษฐา 1” กับการท้าทายแก้ปัญหาประเทศ มีคำแนะนำและข้อเสนอแนะอย่างไร

ผศ.ดร.วีระ หวังสัจจะโชค
คณะสังคมศาสตร์ ม.นเรศวร

อันดับแรกในการขึ้นมาของนายกฯเศรษฐา ทวีสิน ต้องยอมรับว่ามาท่ามกลางการตั้งคำถามเรื่องความชอบธรรม เพราะว่าเป็นรัฐบาลข้ามขั้ว ฉะนั้นภายใต้รัฐบาลนี้ทำให้ตัวคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไม่สามารถดำเนินงานในลักษณะที่มีช่วงฮันนีมูนได้เลย ดังนั้นในการประชุม ครม.ครั้งแรก ต้องมีมาตรการช่วยเหลือแบบเห็นผลชัดเจนในมติ ครม.ครั้งแรก และจะออกมาเฉพาะตัวหลักการไม่ได้ ต้องเห็นได้ชัดเจนเลยว่า ราคาน้ำมัน ค่าไฟ ค่าแก๊สหุงต้มลดลงหรือไม่ จึงจะช่วยสร้างความชอบธรรมของรัฐบาลในการเปิดตัวสัปดาห์แรก

เพราะไม่เช่นนั้น ถ้าปล่อยให้เนิ่นนานไป ทางคุณเศรษฐาก็ทราบดีว่ารัฐบาลจะยิ่งเสียความชอบธรรมมากขึ้นเรื่อยๆ จะมารอเงินดิจิทัล 10,000 บาทในช่วงปีใหม่ จะดูช้าเกินไปเลยด้วยซ้ำ ต้องมียาแรงให้ อย่างน้อยเข้าใจได้ว่าการข้ามขั้วดังกล่าวที่ถึงขนาดถูกสื่อให้เห็นภาพว่าหันไปจับมือกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จากที่เราเห็นในการไปเดินทำเนียบด้วยกัน ตรงนี้ทำให้ภาพของคุณเศรษฐาจำเป็นต้องนำเสนอในเบื้องต้น แม้จะอยู่ในลักษณะของการขึ้นมามีอำนาจจากการข้ามขั้วก็ตาม อย่างน้อยทำให้เกิดการแก้ปัญหาปากท้องได้จริง

Advertisement

ดังนั้น เรื่องเร่งด่วนในระยะสั้นในการประชุม ครม.นัดแรกจะต้องมีมติบางอย่างที่เห็นชัดเจนว่าแก้ไขปัญหาปากท้องจริง แน่นอนว่าหลายคนก็อาจจะวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่ใช่การแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง แต่รัฐบาลที่จับมือแบบนี้ หากรอแก้ปัญหาโครงสร้างที่เห็นภาพยาวๆ ไม่ทัน เพราะถ้าแก้ไขตรงนั้นไม่ได้แล้ว ทำให้เห็นภาพโดยรวดเร็วไม่ได้ แน่นอนว่าแรงต้านจะมากขึ้นทั้งจากภายใน ครม. ฝ่ายค้าน และมวลชนข้างนอกด้วย

ตรงนี้นำไปสู่ความยากลำบากของรัฐบาลเศรษฐาการจะมีมาตรการที่รวดเร็วและตัดสินใจได้ทันด่วน อย่างเช่น ราคาแก๊สหุงต้ม ค่าไฟนั้น ต้องมีกระทรวงที่อยู่ภายใต้พรรคการเมืองเดียวกัน ปัญหาคือเมื่อเป็นรัฐบาลข้ามขั้ว ทิศทางจะกระจาย ต่างคนต่างทำ และหลายครั้งนายกฯเศรษฐาอาจจะประสบปัญหาไม่สามารถควบคุมบางกระทรวงของพรรคอื่นได้ ทำให้ในระยะสั้นจะนำไปสู่ปัญหาแน่ๆ

แต่ปัญหาคือ ถ้าหากระยะสั้นยังไม่สามารถมีมาตรการเร่งด่วน 1 2 3 4 ออกมาได้ ในระยะยาวจะเป็นปัญหามากกว่า กลายเป็นความเปราะบางที่เกิดขึ้นในรัฐบาล หลายคนอาจคิดว่า รัฐบาลเศรษฐาสามารถอยู่ได้นานแบบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ เพราะว่าเป็น ครม.ชุดเดียวกัน แต่ต้องไม่ลืมว่า รัฐบาลเศรษฐาไม่มีรัฐธรรมนูญที่ถูกเขียนมาเพื่อเขา ยังมีองค์กรอิสระ มียุทธศาสตร์ชาติคอยขัดขวางเสมอ เพราะฉะนั้นในเชิงการทำงาน ไม่ง่ายเลยที่จะมีนโยบายทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

ระยะสั้นเรื่องแรก คือปากท้อง และต้องเป็นครั้งแรกในมติ ครม.ด้วย ที่เซ็นเห็นตัวเลขชัดเจนว่ากินได้จริงๆ อย่างน้อยก็ราคาค่าน้ำ แก๊ส ส่วนนโยบายอื่นๆ ที่เป็นในเชิงหลักการ อย่างยกเลิกเกณฑ์ทหาร ขึ้นค่าแรง ป.ตรี แน่นอนว่ามีการผัดผ่อนกันไปถึงปี 2570 อยู่แล้ว แต่ต้องอยู่ให้ครบวาระ 4 ปี ซึ่งจริงๆ แล้วอยู่ได้ แม้ว่าจะมีประชาชนมาชุมนุมประท้วงก็ตาม แต่ถ้ารัฐบาลไม่เข้มแข็งจากภายใน ก็พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงเสมอ

ผมยกตัวอย่างง่ายๆ หากเกิดกรณีมติ ครม.ครั้งแรก คุณเศรษฐาไปมัดมือบางพรรคการเมืองในกระทรวงพลังงาน แล้วเขาไม่พอใจ สมมุติว่าฝ่ายค้านเสนออภิปรายไม่ไว้วางใจทันที หรือสมมุติว่ามีพรรคหนึ่งถอยออกมา รัฐบาลชุดนี้จะเหลือเพียง 260 เสียงเท่านั้น จะกลายเป็นรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำทันที กลายเป็นมีนายกฯคือคุณเศรษฐา แต่การกำกับทิศทางจริงๆ คุณเศรษฐาเหมือนถูกมัดมือมัดเท้าจนแทบจะขยับเขยื้อนไม่ได้ ผมมองเห็นภาพนี้ตั้งแต่ช่วงตั้ง ครม.แล้ว มันไม่จบตอนเคาะตำแหน่งอยู่แล้ว แต่จะสั่นสะเทือนไปถึงการทำงานด้วย และทุกครั้งที่เกิดการอภิปรายมักจะมีการปรับ ครม. มีแรงกระเพื่อมแบบนี้อยู่เสมอ

เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ต้องย้อนกลับไปวันที่พรรคเพื่อไทยฉีกเอ็มโอยู 8 พรรคร่วมรัฐบาลเดิม แล้วแถลงขึ้นมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ในแถลงการณ์นั้นข้อแรกคือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ และข้อดังกล่าวนี้อยู่บนพื้นฐานที่ว่า ต้องแก้ไขในลักษณะของการแก้ทั้งฉบับด้วย เป็นนโยบายของพรรคเพื่อไทยอยู่แล้ว ไม่มีปัญหา ปัญหาคือพรรคร่วมจะเอาด้วยหรือไม่ ข้อแม้ต่างๆ นานาของแต่ละพรรคร่วมก็จะมา ไม่ใช่ห้ามแก้แค่หมวด 1 หมวด 2 บางคนถึงขนาดห้ามแก้เรื่องขยาย อำนาจ กระจายอำนาจ ว่าจะกระทบต่อความเป็นรัฐเดี่ยว กลายเป็นว่ารัฐธรรมนูญแทบจะแตะกันไม่ได้เลย ถ้าจะแก้ไขก็ต้องได้เสียง ส.ว.อย่างน้อย 1 ใน 3 อีก อันเนื่องมาจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ตั้งเป้าให้แก้ไขยากอยู่แล้ว ตรงนี้ก็จะเป็นความยากลำบาก ที่พรรคเพื่อไทยจำเป็นต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ผมกังวลว่าการแก้ดังกล่าวจะมาในลักษณะของการเสนอเพื่อแค่พอให้ทำได้ แต่สุดท้ายแล้วไม่ผ่านตั้งแต่วาระแรกเลย ซึ่งตรงนี้ก็จะลำบาก

ในส่วนของการเคลื่อนไหวภาคประชาชน กลุ่มที่ร่วมกันลงชื่อกันอยู่นี้ ต่อให้เสนอเข้าไปในสภาก็ไม่มีทางผ่าน ถ้าจะผ่านก็ต้องผ่านในร่างของรัฐบาล ที่อาจจะส่งร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาประกบกับร่างของประชาชน ดังนั้น สิ่งที่ภาคประชาชนทำได้คือการส่งร่างเข้าสู่สภา เพื่อส่งเสียงให้รู้ว่าต้องการแบบนี้ แม้ว่าสุดท้ายอาจจะโหวตไม่ผ่านก็ไม่เป็นไร ให้ร่างของ ครม.เอาหลักการบางเรื่องจากร่างที่ภาคประชาชนเสนอ 1 2 3 4 ไปปรับใช้

ทั้งหมดทั้งมวลปัญหาไม่ได้อยู่ที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ แต่เริ่มตั้งแต่การแก้มาตราที่เกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้ว ก็ต้องแก้มาตรานี้ก่อน แค่มาตราเดียวก็ยากมากแล้ว ฉะนั้นลืมไปได้เลย เรื่องแก้ไของค์กรอิสระ ยุทธศาสตร์ชาติ มันผูกอยู่ในรัฐธรรมนูญ ถ้าจะให้สรุปง่ายๆ เรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ พรรคเพื่อไทยจำเป็นจะต้องทำ แต่จากสถานการณ์ในปัจจุบัน ฝ่ายครองอำนาจ แม้แต่ ครม.ยังทำอะไรเองไม่ค่อยจะได้ ฉะนั้น เรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ สุดท้ายแล้วถ้าจะมีการแก้จริงๆ ก็อาจจะไม่ได้แก้แบบเปลี่ยนโครงสร้างประเทศให้มีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น จะยังคงมีองค์กรอิสระ ยุทธศาสตร์ชาติอยู่แบบนี้

สำหรับคุณเศรษฐา ในเชิงตัวบุคคล ทุกคนไม่สงสัยอยู่แล้ว เป็นคนเก่ง มีความสามารถ และมีบารมีเกี่ยวกับการปกครองในระดับหนึ่ง รวมถึงมีเครือข่ายทั้งนักธุรกิจและในทางการเมือง แต่ปัญหาคือความสามารถในภาคเอกชน การเป็นซีอีโอนั้น มีลักษณะที่เรียกว่า Chain of Command ชัดเจนว่า อยู่ภายใต้บอร์ดบริหารชุดเดียวจบและสามารถเคาะได้ว่าจะเอาอะไร แต่พอมาอยู่ในการเมือง อำนาจไม่ได้อยู่ในจุดเดียวแบบนั้น แต่มันต้องแชร์ไปตามพรรคการเมืองต่างๆ ในที่นี้ยังไม่รวมไปถึงอำนาจที่อยู่นอกพรรคการเมือง และนอกการเลือกตั้งด้วย

การที่ต้องแชร์อำนาจดังกล่าว ทำให้คุณเศรษฐาที่ใจอยากจะทำอะไรก็ตาม มันไม่ได้อย่างใจคิดหรอก ถ้าจะบอกได้ก็คือการตั้งเป้าบางอย่างที่อยู่ในระดับพึงพอใจ อาจจะไม่ได้บรรลุทุกอย่าง แต่ตั้งเป้าให้อยู่ในจุดที่ถ้าได้ 1 ใน 3 ข้อนี้ก็เพียงพอแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงินดิจิทัล หรือการเกณฑ์ทหารเสรี รวมไปถึงการขึ้นเงินเดือน ป.ตรี ซึ่งเป็นนโยบายที่คุณเศรษฐาพูดมาตลอด ได้แค่บางเรื่องก็เพียงพอแล้ว คงไม่สามารถทำทุกเรื่องแบบที่ต้องการได้ เพราะในทางการเมืองมีการแชร์อำนาจกัน ต่างจากธุรกิจนิดหน่อย

อย่างไรก็ดี เรื่องเงินดิจิทัลถ้าไม่มี พรรคเพื่อไทยไม่รู้จะเอาอะไรไปหาเสียงในวันข้างหน้า เพราะนี่คือนโยบายเรือธง พรรคการเมืองมีนโยบายเยอะไปหมด แต่เวลาหาเสียงมันต้องมีเรือธง 1-2 นโยบาย แล้วถ้าเรือธง 10,000 บาท ทำไม่ได้ จบเลย เพราะคุณเศรษฐาเป็นคนประกาศนโยบายนี้เองด้วย

ชัยธวัช เสาวพนธ์
นักวิชาการอิสระ จ.เชียงใหม่

น ายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐบาลชุดใหม่ต้องเร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจเพื่อปากท้องประชาชน อันดับแรก โดยเฉพาะการท่องเที่ยวเป็นรายได้หลักประเทศ ล่าสุดนายเศรษฐา และคณะ ลงพื้นที่พบปะผู้ประกอบการท่องเที่ยว จ.ภูเก็ต โดยนายเศรษฐามีนโยบายสร้างสนามบินแห่งที่ 2ที่ภูเก็ตและเชียงใหม่ เพื่อเพิ่มนักท่องเที่ยวและรายได้ พร้อมเปิดสถานบริการเมืองท่องเที่ยว 24 ชั่วโมง สะท้อนแนวนโยบายรัฐบาลที่ต้องการฟื้นฟูเศรษฐกิจและท่องเที่ยวไปพร้อมกัน ถือว่าทำการบ้านมาดี

ส่วนเรื่องที่ท้าทายรัฐบาลใหม่ คือ การสร้างผลงานให้เป็นที่ยอมรับ โดยเฉพาะการกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนและการแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท การปรับเงินเดือนปริญญาตรี 25,000 บาท ค่าจ้างวันละ 600 บาท ภายในปี 2570 อยากให้รัฐบาลทยอยปรับเงินเดือนและค่าจ้างแบบค่อยเป็นค่อยไป พร้อมดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ เข้ามาลงทุนในประเทศมากขึ้น

นอกจากนี้ ต้องสร้างความเป็นเอกภาพทางการเมือง และเสถียรภาพรัฐบาลเป็นไปในทิศทางเดียวกัน เนื่องจากมีพรรคร่วมรัฐบาล 11 พรรค จำนวน 314 เสียง ถือเป็นรัฐบาลเฉพาะกิจ ตามรัฐธรรมนูญปี 2560 ส่วนการประชุม ครม.ครั้งแรก ต้องมีวาระแก้รัฐธรรมนูญ เสนอกฎหมายทำประชามติให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณา พร้อมตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ก่อนทำประชามติตามลำดับ อาจใช้เวลา 3-4 ปี ก่อนรัฐบาลครบวาระ

อย่างไรก็ตาม นายเศรษฐาและ ครม.ใหม่ควรศึกษานโยบายพรรคก้าวไกลเพื่อต่อยอดและขยายผลนโยบายสุราพื้นบ้าน สมรสเท่าเทียม รัฐสวัสดิการ เพื่อตอบโจทย์ประชาชน อย่ามองว่าเป็นนโยบายฝ่ายค้าน ให้มองเป็นการสร้างโอกาสและทางเลือกประกอบอาชีพ กระจายรายได้สู่ชุมชนมากขึ้น

รัฐบาลใหม่ต้องสร้างผลงานอย่างต่อเนื่อง ถ้าอยากอยู่นานต้องสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ ยอมรับทั้งในประเทศและนานาชาติ เพื่อลดกระแสความนิยมพรรคก้าวไกล ให้มากที่สุดก่อนการเลือกตั้งครั้งหน้าด้วย

รัฐบาลยังต้องขับเคลื่อนนโยบายการศึกษา เรียนรู้ตลอดชีวิต และสาธารณสุขถ้วนหน้า เพื่อต่อยอดนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค หรือบัตรทอง และวิสาหกิจชุมชน หรือโอท็อป เพราะ 3 เรื่องถือเป็นผลงานพรรคเพื่อไทยที่ประชาชนยอมรับ ไม่ใช่การแจกเงินเพียงอย่างเดียว เพราะพิสูจน์แล้วว่าเงินซื้อใจประชาชนไม่ได้ แก้ปัญหาปากท้องเป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วน

ผศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว
คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา

ก ารจัดโผ ครม.เศรษฐา 1 ในส่วนพรรคเพื่อไทยจะไปคุมกระทรวงเศรษฐกิจ คิดว่าไม่มีทางเลือก เนื่องจากเป็นรัฐบาลผสม พรรคร่วมมีอำนาจการต่อรองกันทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นพรรครวมไทยสร้างชาติแม้จะมีเสียงน้อยในสภา แต่ความสำเร็จการจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้ได้รับการหนุนหลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และทีม ส.ว.สาย พล.อ.ประยุทธ์ ที่ร่วมกันหักหลัง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ

กรณีนายเศรษฐา ทวีสิน จะคุมกระทรวงการคลังด้วยตามโผ ผมมองว่ากระทรวงนี้เป็นภาพลักษณ์ รัฐบาลจะให้ใครไม่ได้เลย เป็นการควบคุมทิศทางนโยบายการคลังของประเทศที่จะไปสัมพันธ์กับกระทรวงเศรษฐกิจอื่นๆ ส่วนนายภูมิธรรม เวชยชัย ได้คุมกระทรวงพาณิชย์ เป็นผลมาจากการต่อรองเนื่องจากเป็นคนสายตรงนายทักษิณ ชินวัตร สมควรจะได้ตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการ มีการต่อรองกันอย่างเข้มข้นกับพรรคภูมิใจไทย ท้ายที่สุดต้องยอมให้พรรคภูมิใจไทยไปดูแลกระทรวงมหาดไทย

ส่วนนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ คุมกระทรวงคมนาคม ผมมองอะไรไม่ค่อยออก เห็นว่าจะมาดูแลในเรื่องของผลประโยชน์ให้กับพรรคมากกว่า เพราะเป็นกลุ่มทุนธุรกิจการเมืองกลุ่มหนึ่ง หากให้กระทรวงคมนาคมไปกับพรรคภูมิใจไทย ที่ยังมีปัญหาในเรื่องรถไฟฟ้า อย่างไรก็ตามยังอยู่ในกลุ่มทุนหลักของพรรคเพื่อไทยด้วย จึงไม่แปลกที่พรรคเพื่อไทยวางตัวรัฐมนตรีที่เป็นคนของพรรค เชื่อมโยงไปสู่กลุ่มทุนที่อยู่เบื้องหลังของพรรคเพื่อไทยอีกทีหนึ่ง
กรณีนายประเสริฐ จันทรรวงทอง คุมกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ทั้งที่มีตำแหน่งเป็นเลขาธิการพรรคเพื่อไทย น่าจะได้กระทรวงเด่นกว่านี้ แต่เป็นภาวะความจำยอม ขณะที่นายจุลพันธ์ อม
รวิวัฒน์ ตามโผตอนแรกดูแลกระทรวงการต่างประเทศ คนนี้น่าสนใจ มีความเชี่ยวชาญทางด้านเศรษฐกิจและยังดูแลทางด้านการเงินการคลังในด้านต่างประเทศด้วย

ส่วนล่าสุด นายเศรษฐามุ่งไปทางด้านการท่องเที่ยว ผมคิดว่ามีความจำเป็นจะต้องฟื้นฟูภาพลักษณ์ ขณะเดียวกันเศรษฐกิจด้านอื่นๆ เกิดการชะลอตัว โดยเฉพาะการส่งออก รวมทั้งอสังหาริมทรัพย์ก็ชะลอตัวอีก ผลพวงจากการถดถอยจากภาวะเศรษฐกิจโลก ไม่แปลกเมื่อนายเศรษฐาเดินทางไปภูเก็ตและพังงาทันที คิดว่ารัฐบาลชุดนี้จะวางการท่องเที่ยวเป็นนโยบายหลักในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่เพียงแต่หานักท่องเที่ยวเข้ามาเท่านั้น แต่จะวางทั้งระบบไม่ว่าจะเป็นเส้นทางคมนาคม สนามบิน รถไฟ

ส่วนปัญหาที่ท้าทายรัฐบาลเศรษฐา 1 เรื่องนี้สำคัญมากคือ การต่อต้านจากฝั่งตรงข้ามที่มองว่าพรรคเพื่อไทยตระบัดสัตย์ ตั้งรัฐบาลข้ามขั้ว นี่คือต้นทุนที่จะต้องจ่ายจำนวนมาก รวมทั้งปัญหาการจัดตั้งรัฐบาล หักหลัง พล.อ.ประวิตร จะเกิดแรงเสียดทานกันในรัฐบาล โดยเฉพาะปฏิกิริยาจากพรรคพลังประชารัฐอาจจะไปร่วมมือกับคนที่จะได้รัฐมนตรี แต่ไม่สามารถเป็นได้ อาทิ ส.ส.เฮ้ง กลุ่มเหล่านี้จะเป็นตัวกดดันในรัฐบาลนี้ เพื่อต่อรองผลประโยชน์และกดดันนายเศรษฐา ที่อาจจะอยู่ในภาวะดูเหมือนว่ามีนายกรัฐมนตรีน้อยกำกับอีกที ทั้ง พล.อ.ประยุทธ์และทักษิณ อย่างไรก็ตามเชื่อว่าเสถียรภาพของรัฐบาลเข้มแข็งแน่ แต่ปัญหาภายในจะทำให้รัฐบาลบริหารงานยาก

ถ้าให้มองว่าการเมืองจะมีความขัดแย้งรุนแรงหรือไม่นั้น ช่วงนี้คงไม่รุนแรง จะต้องดูความเคลื่อนไหวของ พล.อ.ประวิตรว่าจะถอยไหมส่วนม็อบหรือแรงกดดันข้างนอกไม่มีพลังที่จะโค่นรัฐบาลนี้ได้ง่ายๆ การกู้ความนิยมของพรรคเพื่อไทย อันดับแรกต้องกู้เศรษฐกิจ ช่วงต้นปีหน้านโยบายแจกเงินดิจิทัล 1 หมื่นจะออกแน่นอน รวมทั้งปรับค่าจ้างแรงงาน พักหนี้สินเกษตรกร เงินเดือนของนักศึกษาที่จบใหม่ 2.5 หมื่นบาทผมจับตามองมาก เป็นการแย่งชิงฐานมวลชนจากพรรคก้าวไกล เนื่องจากคนรุ่นใหม่จำนวนมากสนับสนุนพรรคก้าวไกล

หากพรรคเพื่อไทยทำเรื่องนี้ได้เป็นรูปธรรมได้ จะทำให้คนจำนวนมากโดยเฉพาะเด็กรุ่นใหม่จะเข้าใจพรรคเพื่อไทยมากขึ้น จะดึงฐานคะแนนนิยมกลับมา รวมทั้งนโยบายเกี่ยวกับรากหญ้าเพื่อหวังคะแนนนิยมเช่นกัน โดยเฉพาะการทำเรื่องการท่องเที่ยวเพื่อให้ผู้ประกอบการขนาดเล็ก กลาง และใหญ่ให้มีรายได้ดีขึ้น

ส่วนข้อเสนอแนะรัฐบาลชุดใหม่ มองว่าจะต้องสร้างthink tank หรือคณะทำงานระดับมันสมองในการทำงาน พรรคเพื่อไทยต้องการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจจะต้องมีทีมที่ปรึกษาหลายระดับ เปิดพื้นที่การมีส่วนร่วมให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับนโยบายต่างๆ ได้เข้าร่วมขับเคลื่อนนโยบาย และพยายามให้ข้อมูลกับประชาชนเพื่อให้เห็นถึงความก้าวหน้าของรัฐบาลเป็นระยะๆ บางนโยบายไม่สามารถสำเร็จได้ภายในข้ามคืน จึงควรบอกกล่าวกับประชาชนเกี่ยวกับความคืบหน้าของโครงการต่างๆ