อสังหา หวัง ‘เศรษฐา’ ออกมาตรการกระตุ้นตลาด แก้ปัญหา ‘ภาษีที่ดิน’
เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม นายอธิป พีชานนท์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร กล่าวถึงโผครม.เศรษฐา1 ว่า การที่นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี จะควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและมีนายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ปลัดกระทรวงการคลังจะเกษียณเดือนกันยายนนี้เป็นรัฐมนตรีช่วยนั้น เพื่อต้องการคนที่รู้งานภายในกระทรวง มาเดินหน้านโยบายเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเรื่องงบประมาณต่างๆ อย่างไรก็ตามนายกรัฐมนตรีเองหากต้องนั่ง 2 ตำแหน่ง ต้องจัดสรรเวลาให้ดี เพราะต้องมีภารกิจอีกมากและเรื่องสำคัญต้องเข้าไปดูและร่วมประชุม
“เราก็คาดหวังการมีนายกรัฐมนตรีมาจากนักธุรกิจ จะเข้าใจภาคธุรกิจ และการที่จะทำงานเชื่อมโยงระหว่างภาครัฐและเอกชน ต้องทำยังไงถึงจะสมูท ลดปัญหาอุปสรรคในอดีตออกไป เปลี่ยนทัศนคติภาครัฐ จากเป็นผู้กำกับก็เป็นผู้สนับสนุน เพราะที่ผ่านมารัฐไม่ค่อยให้ความสำคัญมากนัก ทั้งนี้การมีรัฐบาลใหม่ ไม่ได้ทำให้เศรษฐกิจไทยดีขึ้นทันที แต่มีความมั่นใจขึ้น เพราะยังมีปัจจัยภายนอกส่งผลกระทบ ภาวะเศรษฐกิจโลกผันผวน ส่งออกติดลบ ราคาพลังงานโลกที่กระทบต้นทุนภาคธุรกิจ ราคาสินค้าและกำลังซื้อ คงต้องดูบาท นโยบายกระตุ้นจากรัฐบาล อาจจะเห็นผลเดือนตุลาคม-พฤศจิกายนนี้” นายอธิปกล่าว
นายอธิปกล่าวว่า เรื่องเร่งด่วนที่รัฐบาลต้องทำ คือ มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เห็นผลเร็ว(ควิกวิน) เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อในประเทศ พยุงเศรษฐกิจในระยะสั้น โค้งสุดท้ายของปี 2566 ส่วนระยะกลางและระยะยาวถึงเป็นการปรับโครงสร้างของกฎหมาย เพื่อลดอุปสรรคให้นักลงทุนและภาคธุรกิจที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศหรือออกไปลงทุนต่างประเทศ เพราะประเทศไทยมีกฎระเบียบจำนวนมาก ต้องปรับให้น่าดึงดูดต่อการลงทุนมากขึ้น ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ)ก็เป็นหนึ่งในกลไกดึงนักลงทุน ต้องปรับให้มีการส่งเสริมการลงทุนให้เข้มข้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น มาตรการภาษีที่ซับซ้อน เป็นต้น
นอกจากนี้รัฐบาลต้องสานต่อนโยบายการเจรจาเอฟทีเอ รวมถึงแก้ปมปัญหาธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี) มีอยู่ประมาณ 3 ล้านราย ยังมีภาระหนี้สินที่เกิดจากโควิด ให้ฟื้นตัวหารายได้ใหม่ เช่น ส่งเสริมการส่งออก หาตลาดใหม่ ให้เกิดการจ้างงาน เมื่อคนมีรายได้ จะเกิดกำลังซื้อใหม่ เศรษฐกิจจะดีขึ้น
“การแจกเงินดีจิทัล 10,000 บาท ถ้าทำได้ก็ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นได้ แต่ต้องแก้ไจทย์ให้ได้ว่าจะนำเงินมาจากไหนและจะทำยังไง เพราะถ้าทำทีเดียวใช้เงินถึง 5 แสนล้านบาท และไม่มีอยู่ในงบประมาณประจำปี อาจจะค่อยๆทำ ส่วนวิธีการรัฐอาจจะจ่ายให้ครึ่งหนึ่ง ประชาชนจ่ายครึ่งหนึ่ง หรือนำไปจ่ายเป็นค่าไฟ ค่าน้ำ ค่าน้ำมัน โดยรัฐไปหักจากเงินอนาคตที่เป็นรายได้จากหน่วยงานรัฐวิสาหกิจเหล่านี้ เช่น ปตท. การไฟฟ้านครหลวง ที่ต้องจ่ายคืนคลังภายหลังก็ได้” นายอธิปกล่าว
นายอธิปกล่าวว่า ทั้งนี้เนื่องจากเป็นรัฐบาลผสม เพื่อให้การเดินหน้าเศรษฐกิจไปในทิศทางเดียวกัน การผลักดันนโยบายต่างๆ ต้องมีการหารือกับแต่ละพรรค โดยกางแผน กางงบประมาณที่ต้องใช้และทำเป็นข้อตกลงและมาสเตอร์แพลนออกมา ถ้าทำได้แบบนี้จะทำให้การเดินหน้านโยบายราบรื่น ไม่ใช่ต่างคนต่างทำนโยบายของตัวเอง เพราะต้องยอมรับว่าบางนโยบายก็ต้องใช้เวลา เช่น การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาท เพราะไม่สามารถประกาศขึ้นได้ทันที ต้องอยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย มีคณะกรรมการไตรภาคีแตต่ละจังหวัดพิจารณาและแต่ละจังหวัดขึ้นไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับปัจจัยแวดล้อม เช่น ค่าครองชีพ เงินเฟ้อ เป็นต้น และการเร่งขึ้นค่าแรงจะเป็นผลร้ายต่อแรงงานเสี่ยงจะตกงาน เพราะเมื่อค่าแรงแพงขึ้นมากนายจ้างก็รับภาระไม่ไหว หากรัฐบาลทยอยขึ้นตามเหตุและผลเชื่อว่าภาคธุรกิจคงรับได้
สำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์นั้น ทาง 3 สมาคมคงจะมีข้อเสนอที่จะให้รัฐบาลช่วยพิจารณา อยู่ระหว่างรวบรวมและรอดูนโยบายจากรัฐบาลใหม่ด้วย ซึ่งมาตรการที่รัฐจำเป็นต้องทำต่อเนื่อง คือ ลดค่าโอนและจดจำนองเหลือ 0.01% เพื่อลดภาระผู้ซื้อบ้าน เพราะปัจจุบันตลาดอสังหาฯยังมีปัจจัยกระทบต่อกำลังซื้อในตลาด เช่น การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย มาตรการ LTV ที่ทำให้กู้ขอสินเชื่อได้ยาก เพราะแบงก์คุมเข้ม ทำให้ยอดปฎิเสธสินเชื่อเพิ่มขึ้น ซึ่งอยากให้รัฐบาลผ่อนปรนตรงนี้ เพื่อกระตุ้นตลาด
นอกจากนี้อยากให้รัฐบาลขยายเวลาลดอัตราการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างออกไปอีกหรือเก็บแบบเป็นขั้นบันไดในช่วงปี 2567-2568 รอให้เศรษฐกิจฟื้นตัวเต็มที่ ขณะเดียวกันจะเสนอให้กระทรวงการคลังทบทวนกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างใหม่ทั้งฉบับ โดยยกเลิกข้อยกเว้นต่างๆ และเก็บในอัตราเดียวสำหรับที่ดินทุกประเภท เช่น เก็บล้านละ 200 บาท ในอัตราที่ยอมรับได้เหมือนกับภาษีมูลค่าเพิ่ม(VAT) เพราะแต่ละพื้นที่ถูกกำหนดโดยราคาประเมินของกรมธนารักษ์อยู่แล้ว
“ถ้ากำหนดแบบนี้จะทำให้ไม่มีการปลูกกล้วยในที่ดินใจกลางเมืองเพื่อเลี่ยงภาษีอย่างแน่นอน เพราะทุกคนเสียเหมือนกันหมด ไม่ต้องมีการตีความและหน่วยงานท้องถิ่นที่จัดเก็บภาษีจะทำงานได้ง่ายขึ้น ทั้งนี้ไม่เห็นด้วยหากจะมีการถอยกลับไปภาษีโรงเรือนและที่ดิน เพียงแต่เราทำให้มีประสิทธิภาพและเก็บในอัตราที่เหมาะสมน่าจะเป็นที่ยอมรับ เพราะภาษีที่ดินมีการใช้ทั่วโลก”นายอธิปกล่าว
นายวสันต์ เคียงศิริ นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรรกล่าวว่า การจัดตั้งรัฐบาลได้ทันในเดือนสิงหาคม-กันยายน จะส่งผลดีต่อภาพรวมเศรษฐกิจของไทยที่ชะลอตัวในไตรมาส3 กลับมาคึกคักมากขึ้นในไตรมาส4ของปี 2566 เพราะเมื่อการเมืองชัดเจน นโยบายชัดเจน จะทำให้นักลงทุนและประชาชน มีความเชื่อมั่น กลัาตัดสินใจในการลงทุนและใช้เงินจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น รวมถึงตลาดอสังหาริมทรัพย์ด้วยที่จะคักคักขึ้นในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้
“โดยรวมทั้งตัวนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่มีโผออกมาตามสื่อ ไม่น่าจะทำให้ภาพดูแย่ลง คิดว่าทุกคนที่เข้ามาก็มีความสามารถ คงต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุด เพราะทุกสายตาจับจ้องและมีการตรวจสอบที่เข้มข้น โดยเฉพาะกระทรวงด้านเศรษฐกิจ ทั้งคลัง พาณิชย์ อุตสาหกรรม ซึ่งเป็นคนใหม่ที่เข้ามา น่าจะมีนโยบายหรือไอเดียใหม่ๆออกมา แม้จะไม่ได้เป็นพรรคเดียวกันทั้งหมด แต่ต้องลุ้นโผครั้งสุดท้ายที่และหากมีมืออาชีพมาร่วมทีมเศรษฐกิจด้วยน่าจะดียิ่งขึ้น สิ่งที่รัฐบาลใหม่ต้องเร่งแก้คือปัญหาเศรษฐกิจและปากท้องของประชาชน จึงทำให้นายเศรษฐานายกรัฐมนตรี ต้องคุมกระทรวงการคลังด้วยตัวเอง เพื่อลุนโยบายเศรษฐกิจเดินหน้าและเห็นผลเร็ว”นายวสันต์กล่าว
นายวสันต์กล่าวว่า ส่วนการผลักดันนโยบายนั้น เนื่องจากเป็นรัฐบาลผสม คงต้องมีการคัดกรองนโยบายของแต่ละพรรคว่านโยบายไหนทำได้หรือไม่ได้ โดยต้องมีการพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบให้เป็นผลดีมากกว่าผลเสีย ไม่จำเป็นต้องเดินหน้านโยบายตามที่หาเสียงไว้ก็ได้ อย่างเช่นแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท แรกๆอาจจะดูว่าดีช่วยกระตุนเศรษฐกิจเกิดเงินหมุนเวียนในระบบ แต่เมื่อลงไปดูละเอียดมากขึ้นแล้วอาจมีปัญหา ส่วนเรื่องการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาท ถ้าเป็นขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไปอย่างที่พรรคเพื่อไทยประกาศไว้ภายในปี 2570 คงไม่มีผลกระทบมาก ประกอบกับมีคณะกรรมการไตรภาคีพิจารณาอยู่แล้ว
ขณะนี้ทางสมาคมรอดูนโยบายด้านเศรษฐกิจที่ชัดเจนจากรัฐบาล ทั้งนี้เชื่อว่านายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ที่มาจากธุรกิจอสังหาฯ คงทราบเป็นอย่างดีว่าอสังหาฯเป็นอีกธุรกิจที่ทำให้จีดีพีของประเทศขยายตัว และหากมีนโยบายใช้อสังหาฯขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ น่าจะมีมาตรการออกมาเพื่อกระตุ้นตลาด ขณะที่สมาคมอาจมีข้อเสนอเพิ่มเติม
“เราไม่อยากไปกดดันรัฐบาลมาก แต่เชื่อว่านายกรัฐมนตรีที่มาจากอสังหาฯ น่าจะรู้ปัญหาที่กดกำลังซื้อในตลาดได้เป็นอย่างดี ไม่ว่ามาตรการ LTV ซึ่งสมาคมอยากให้รัฐบาลผ่อนผันเกณฑ์ถึงปลายปี 2567 ขยายเวลาลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างออกไปอีกหรือเก็บเป็นขั้นบันไดจนกว่าเศรษฐกิจฟื้นตัว เพราะยังมีอีกหลายธุรกิจยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ เช่น โรงแรม”นายวสันต์กล่าว
ส่วนการปลดล็อกให้ต่างชาติซื้อบ้านแนวราบได้เพื่อให้ต่างชาติมาอยู่ในประเทศได้ระยะยาวนั้น อยากให้รัฐบาลผลักดัน หากยังกังวลว่ามีคนไม่เห็นด้วย เริ่มทีละสเต็ปได้แบบค่อยเป็นค่อยไป โดยกำหนดพื้นที่นำร่องหรือทำเป็นแซนด์บ็อกซ์ รวมถึงขยายโควต้าให้ต่างชาติซื้อคอนโดมิเนียมได้เกิน 49% ทำเป็นเฉพาะพื้นที่ที่ต่างชาตินิยมอยู่อาศัย เช่น เมืองท่องเที่ยว เป็นต้น นอกจากนี้ สมาคมอยากให้พิจารณาขยายระยะเวลาการเช่าเป็น 50 ปี ซึ่งปัจจุบันมี พ.ร.บ.การเช่าอสังหาริมทรัพย์เพื่อพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรมอยู่แล้ว แค่เพิ่มที่อยู่อาศัยเข้าไปจะทำให้สามารถดำเนินการได้เร็วขึ้นกว่าการแก้กฎหมายใหม่

