หมายเหตุ – นักวิชาการประเมินการจัดสรรบุคคลเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีของพรรคการเมืองในรัฐบาล “เศรษฐา 1”ตอบโจทย์การบริหารประเทศในระยะต่อไปหรือไม่ อย่างไร
รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์
นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง
โผคณะรัฐมนตรี (ครม.) ของรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี คนที่ 30 ที่มีพรรคร่วมรัฐบาลถึง 11 พรรคการเมือง เท่าที่ดูเบื้องต้นจากกระแสข่าวที่จะดำรงตำแหน่งในกระทรวงต่างๆ สามารถตอบโจทย์ได้ในแง่ของความสัมพันธ์ระหว่างพรรคการเมืองที่จับขั้วรัฐบาลและตอบโจทย์ได้สำหรับประชาชน แต่ในทางปฏิบัติจะสามารถทำตามสิ่งที่ประชาชนคาดหวังได้หรือไม่ และสามารถแก้ปัญหาระยะกลางและระยะยาวได้อย่างไร ซึ่งโดยรวมให้ความสมบูรณ์ของ ครม.อยู่ที่ 60-70%
ในแง่ที่บอกว่าใช้ได้ โดยลำดับแรกมีนายเศรษฐา นายกรัฐมนตรีควบตำแหน่งกระทรวงการคลัง และมีนายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ปลัดกระทรวงการคลัง มาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วย ถือว่าเป็นการวางตัวที่เหมาะสม เพราะตัวนายกรัฐมนตรีจะขาลอยไม่ได้ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งต้องมีกระทรวง ต้องเข้าควบคุม และต้องดูแลเรื่องเศรษฐกิจ กระทรวงการคลังถือเป็นกระทรวงสำคัญมาก เพราะกำหนดชะตากรรมของรัฐบาล และเป็นตัวกำหนดการบริหารงานว่าจะประสบความสำเร็จหรือไม่
กระทรวงการคลังเปรียบเหมือนกระเป๋าเงิน หรืองบประมาณ ต้องมีการแจกจ่ายและมีประเด็นที่มีความน่ากลัว เพราะแต่ละพรรคการเมืองมีการเสนอนโยบายประชานิยมที่ทั้งลด แลก แจก แถม และมีส่วนที่เกี่ยวข้องกับนโยบายทางด้านโครงสร้าง ดังนั้น จะต้องมีการคุมกระทรวงการคลังเพื่อให้งบประมาณมีเพียงพอตอบสนองการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น และเพียงพอในการนำงบมาพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งการดำเนินงานต้องครอบคลุมในลักษณะที่ต้องไม่ให้งบบานปลายจนกระทั่งกลายเป็นปัญหาเสถียรภาพทางการเงิน หรือการไปก่อหนี้ของรัฐบาลจนเกิดปัญหาระยะยาว
ในส่วนของตัวนายเศรษฐา ในแง่ของนักธุรกิจได้ประสบความสำเร็จด้านการบริหารจัดการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในภาคส่วนของเอกชน แต่ในแง่การเมืองอาจเป็นมิติใหม่ แต่ขณะนี้การร่วมขั้วรัฐบาลใหม่มีการผสมถึง 11 พรรคการเมือง ดังนั้น การที่นายเศรษฐาเข้านั่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ถือเป็นหัวใจสำคัญในการบริหาร แต่ในทางการเมืองโดยเฉพาะเรื่องงบจะมีเงื่อนไขและกฎระเบียบ มีความจำเป็นต้องพึ่งพาคนชำนาญในเรื่องนี้ การที่ได้อดีตปลัดกระทรวงการคลังเข้ามาช่วยเหลือถือเป็นการวางตัวที่ถูกต้องแล้ว
สำหรับการวางตัว พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นคนที่มีความใกล้ชิดกับขั้วรัฐบาลเดิม ทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เป็นการวางบุคคลที่สามารถเชื่อมสายสัมพันธ์และการสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นใน ครม.ใหม่ครั้งนี้
ด้านที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงทางเศรษฐกิจและมีพรรคเพื่อไทยควบคุม เช่น กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเป็นกระทรวงหัวใจสำคัญในแง่ของการตลาดที่ต้องมีการค้ากับต่างประเทศ อย่างการดำเนินการเรื่องการค้าเสรี (เอฟทีเอ) และการขยายบทบาทของประเทศไทย ขณะที่ตัวแปรสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการต่างประเทศ ซึ่งตามโผล่าสุดจะเป็น นายปานปรีย์ พหิทธานุกร อดีตรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ซึ่งเคยเป็นผู้แทนการค้าไทย และอดีตที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจและการต่างประเทศ ในรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ จึงถือเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถด้านต่างประเทศและจบการศึกษาในต่างประเทศ สามารถสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษ จะสามารถเข้ามาผลักดันประเทศไทยในเวทีโลกได้ หากใน ครม.ชุดใหม่สามารถมีแนวคิดริเริ่มนโยบายต่างประเทศ จะเป็นจุดเริ่มต้นทำให้ประเทศไทยมีบทบาทในระดับโลกได้ในอนาคต
โดยรวมกระทรวงที่เป็นประการสำคัญๆ ที่กล่าวมาข้างต้นอยู่ในลักษณะที่ใช้ได้ โดยหลักแล้วพรรคเพื่อไทยได้ควบคุมในกระทรวงหลักๆ และมีการเกลี่ยที่นั่งให้พรรคร่วมรัฐบาลได้เหมาะสม การจัดสรรที่นั่งต่างๆ ทำให้เกิดดุลยภาพที่ดีภายในขั้วรัฐบาล อีกทั้งยังเป็นการปูพื้นฐานที่เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการบริหาร ครม.ภายในขั้วรัฐบาลได้และสามารถดำเนินงานต่ออย่างราบรื่น
ขณะที่นายเศรษฐาภายหลังการรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี สิ่งที่สำคัญที่สุดในการกระตุ้นเศรษฐกิจคือภาคการท่องเที่ยวที่เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของไทย โดยช่วงระยะสั้นต้องกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะจากตัวเลขที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ระบุว่าไตรมาส 2/2566 เศรษฐกิจขยายตัวที่ 1.8% ขณะที่ครึ่งปีแรกขยายตัว 2.2% ซึ่งหลุดจากคาดการณ์ที่ 3% เพราะฉะนั้นจำเป็นต้องรีบกระตุ้นเศรษฐกิจให้ปี 2566 ขยายตัวได้ถึง 3% ซึ่งสิ่งที่รัฐบาลใหม่นี้ทำได้และทำได้ถูกต้องคือการฟื้นฟูภาคการท่องเที่ยว จะเข้ามาสนับสนุนเศรษฐกิจได้ตรงประเด็นมากที่สุด ซึ่งการลงพื้นที่ใน จ.ภูเก็ต ถือเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญที่สุดของประเทศไทย และเป็นพื้นที่สำคัญ เป็นส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้เร็วเพราะเป็นจุดแข็ง
ขณะที่สิ่งต้องทำตามมาคือ ภาคการส่งออก แม้จะมีปัญหาเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจจีนอ่อนแอลง แต่ถ้าไทยมีการร่วมมือกันกับกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการท่องเที่ยว หรืออาจจะเพิ่มการส่งออกไปที่ประเทศเกิดใหม่ เช่น ประเทศในฝั่งตะวันออกกลาง เช่น แอฟริกา ละตินอเมริกา หรือเอเชียกลาง รวมถึงตลาดเก่า แต่ต้องเจาะกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจน และสุดท้ายต้องเร่งเรื่องการเบิกจ่าย เพราะการเบิกจ่ายงบประมาณปัจจุบันยังเหลืออยู่ประมาณ 1 แสนกว่าล้านบาท ซึ่งก็เป็นภารกิจของรัฐบาลใหม่ และต้องเตรียมงบปี 2567 ให้สามารถเบิกจ่าย และใช้ได้ทันในเดือนเมษายน 2567
ผศ.ดร.เอกพลณัฐ ณัฐพัทธนันท์
อาจารย์ภาควิชาสังคมศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
เมื่ออกล่าวถึงคณะรัฐมนตรีที่จะมาทำงานในชุดนี้คงให้ 6 เต็ม 10 คะแนน เพราะดูจากโผที่ออกมาน่าจะเป็นสิ่งที่ให้พรรคร่วมรัฐบาลได้สิ่งที่ตัวเองต้องการเท่านั้น พรรคเพื่อไทยที่เป็นตัวตั้งตัวตีในการจัดตั้งรัฐบาลดูจะไม่สามารถจัดการนโยบายอะไรได้มากนัก เมื่อพิจารณาจากนโยบายต่างๆ ที่พรรคเพื่อไทยวางเอาไว้ เพราะต้องแบ่งเก้าอี้รัฐมนตรีให้กับกระทรวงต่างๆ ให้พรรคที่อยู่ในโควต้าร่วมรัฐบาลเกือบทั้งหมดทุกพรรค
หากมองว่าเป้าหมายแค่จัดตั้งรัฐบาลก็พยายามที่จะไกล่เกลี่ยผลประโยชน์กันให้ลงตัวที่สุด แต่ในเรื่องของแผนการดำเนินงานที่พรรคเพื่อไทยได้วางเอาไว้เมื่อคราวหาเสียงเลือกตั้ง เทียบกับสิ่งที่ได้มากับตอนจัดตั้งรัฐบาลยังถือห่างไกลหาก หากประเมินในมุมนี้ก็อาจจะให้ไม่ถึง 5 คะแนน เพราะสัดส่วนคณะรัฐมนตรีที่พรรคเพื่อไทยได้ ถือว่าน้อยเกินไปในการควบคุมกระทรวงสำคัญๆ ที่มีผลต่อการพัฒนาประเทศตามแผนที่วางไว้
ในรายชื่อรัฐมนตรีที่ออกมาสะท้อนถึงการเมืองแบบเก่า เป็นการเมืองที่ต้องพึ่งพาเสียงพรรคร่วมรัฐบาลค่อนข้างมาก จึงต้องยอมให้โควต้าในสิ่งที่พรรคร่วมต้องการ เนื่องจากโครงสร้างทางการเมืองปัจจุบันเป็นสิ่งที่ย้อนกลับไปในยุคก่อนรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่ต้องมีจำนวนพรรคร่วมรัฐบาลจำนวนหลายพรรค ทำให้เสียงในบางพรรคที่มีจำนวน ส.ส.น้อยกลับมีอำนาจในการต่อรองสูงเหมือนกันกับพรรคที่มีเสียงมาก และเป็นตัวตั้งตัวตีในการจัดตั้ง เพราะฉะนั้นผลประโยชน์ที่ผ่านมาเห็นได้ว่าตัวอำนาจต่อรองของพรรคร่วมสูงกว่าพรรคแกนนำรัฐบาล และยิ่งต้องไปดึงเสียงของ ส.ว.มาช่วยโหวตซึ่งก็เป็นเสียงของพรรครวมไทยสร้างชาติ จึงทำให้พรรคเหล่านี้มีอำนาจต่อรองมากกว่าจำนวนที่นั่งที่พรรคเหล่านั้นมี จึงทำให้ได้เห็นโควต้าอย่างที่เป็นอยู่ รวมถึงพรรคภูมิใจไทยก็ได้กระทรวงสำคัญๆ ไปมาก
ถามว่าคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดเก่าได้กระทรวงชุดเดิมหรือไม่ ในเบื้องต้นคงต้องพยายามหมุนไปกระทรวงอื่นที่ไม่ใช่กระทรวงเดิม เพราะเป็นเงื่อนไขหนึ่งของพรรคก้าวไกลที่เป็นฝ่ายค้านในปัจจุบัน ที่ระบุว่าไม่ต้องการให้รัฐมนตรีคนเดิมมาดูแลกระทรวงเดิม เพราะว่าล้มเหลวทั้งหมดตั้งแต่ในรัฐบาลที่แล้วในการจัดการแก้ไขปัญหาต่างๆ ซึ่งในตอนนี้หากต้องการผ่อนคลายกระแสที่ถูกโจมตีในคณะรัฐมนตรี คงไม่กล้าที่เอารัฐมนตรีคนเดิม เพราะก็มีเหตุผลเพียงพอในการต่อรองกับตัวพรรคต่างๆ ที่มาร่วมรัฐบาลกันว่ามันมาจากผลงานต่างๆ ในรัฐบาลที่แล้วที่มันค่อนข้างแย่ เพราะฉะนั้นหากเอาคนเดิมมาอยู่กระทรวงเดิมอาจจะถูกกดดันเยอะกว่าเดิม
ในตอนนี้ชัดเจนที่สุดก็เป็นเรื่องของการต่างตอบแทน ดูประวัติรัฐมนตรีแต่ละคน ทั้งรัฐมนตรีว่าการและรัฐมนตรีช่วย แทบจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับความสามารถด้านทักษะเลย ชัดเจนว่าเป็นเรื่องของการต่อรองผลประโยชน์ ในหลายๆ คนคาดหวังว่าพรรคเพื่อไทยมีชื่อเสียงในแง่ของการทำนโยบายทำเศรษฐกิจที่ดีทำให้คนอยู่ดีกินดีในอดีต ทำให้คนคาดหวังว่าจะมาทำได้ในรัฐบาลนี้ แต่พอมาดูโผในตอนนี้กลับไม่เห็นชื่อที่จะเป็นตัวตั้งตัวตีในนโยบายวางแผนเศรษฐกิจที่สำคัญปรากฏออกมา ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากังวลมาก และทำให้เห็นว่าเป็นการต่อรองผลประโยชน์ล้วนๆ แทบไม่ได้ดูตำแหน่งของคนว่าสอดคล้องกับความสามารถกับเขาหรือเปล่า
หากทำงานร่วมกันแล้วในตอนนี้คงไม่มีปัญหาการทำงานร่วมกันในแง่ที่เพิ่งจะจัดตั้ง
รัฐบาลใหม่ และโผออกมาไม่ต่างจากรัฐบาลเดิม ในเรื่องของการทำงานก็คงทำไปได้เรื่อยๆ เพราะแต่ละกระทรวงก็มีข้าราชการทำงานอยู่แล้ว หากว่าทำงานแบบเดิมๆ ก็คงสามารถทำงานต่อไปได้เรื่อยๆ เพราะว่าตัวของรัฐมนตรีไม่ได้มีทักษะอะไร พึ่งพาข้าราชการที่เป็นตัวทำงาน
ในการทำงานด้วยกันเบื้องต้นคงยังไม่มีปัญหา ก็จะเริ่มมีปัญหาในการเริ่มทำงานไปสักระยะ เกิน 6 เดือนขึ้นไปก็น่าจะเห็นการขยับเก้าอี้บ้าง

