ผ่านไปกว่า 3 เดือนประเทศไทยได้ฤกษ์มีนายกฯคนใหม่ชื่อ “เศรษฐา ทวีสิน” จากพรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม หลังรัฐสภาโหวตให้ความเห็นชอบด้วยคะแนน 482 เสียง เกิน 374 เสียงไปมากโข
ถัดมาเย็นวันที่ 23 สิงหาคม “เศรษฐา” รับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง เป็นนายกฯคนที่ 30 ของไทย พร้อมแถลงหลังรับตำแหน่งอย่างเป็นทางการว่าจะมุ่งมั่นปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลัง ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน สนองพระราชปณิธานตามพระปฐมบรมราชโองการ และตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ
“ผมขอยืนยันว่าผมจะทุ่มเททำงานตามมาตรฐานจริยธรรมด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ยึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ ผมมั่นใจว่า 4 ปีต่อจากนี้ จะเป็น 4 ปีแห่งการเปลี่ยนแปลง
“ผมขอให้คำมั่นว่า รัฐบาลภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทย จะทำงานอย่างหนักเพื่อบำบัดความทุกข์ สร้างความสุข นำพาความเจริญให้กับประชาชนคนไทยและคนทุกกลุ่ม อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม ทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศแห่งความหวังของคนรุ่นใหม่ เป็นดินแดนแห่งความสุขของคนทุกวัย เป็นประเทศที่มีเกียรติและศักดิ์ศรีในเวทีนานาชาติอีกครั้งหนึ่ง”
จากนั้น นายกฯ ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลจะพิจารณาเลือกสรรผู้ที่สมควรดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีอื่นอีกไม่เกิน 35 คน ประกอบเป็นคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อบริหารราชการแผ่นดินตามหลักความรับผิดชอบร่วมกัน
เมื่อได้รายชื่อรัฐมนตรีครบแล้ว นายกฯต้องนำรายชื่อขึ้นกราบบังคมทูลเกล้าฯ เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรี โดยมีนายกฯเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ ซึ่งปัจจุบันไทยมีกระทรวงหรือเทียบเท่า 20 หน่วยงาน
รัฐบาล “เศรษฐา 1” เริ่มตั้งไข่แล้ว โผ ครม.ที่ฝุ่นตลบไปพักใหญ่เริ่มจาง พอจะเห็นหน้าค่าตาบ้างว่าไผเป็นไผ อยู่ที่ไหนกันบ้าง
พรรคเพื่อไทย… “เศรษฐา ทวีสิน” นายกฯควบ รมว.คลัง “ภูมิธรรม เวชยชัย” รองนายกฯ ควบ รมว.พาณิชย์ “ปานปรีย์ พหิทธานุกร” รองนายกฯควบ รมว.ต่างประเทศ “ชูศักดิ์ ศิรินิล” รองนายกฯดูแลด้านกฎหมาย และ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” รองนายกฯ
“ชลน่าน ศรีแก้ว” รมว.สาธารณสุข “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” รมว.คมนาคม “ประเสริฐ จันทรรวงทอง” รมว.ดิจิทัลฯ “สุทิน คลังแสง” รมว.วัฒนธรรม “สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล” รมว.ท่องเที่ยวฯ “พวงเพ็ชร ชุนละเอียด” รมต.สำนักนายกฯ “สุรพงษ์ ปิยะโชติ” รมช.คมนาคม “มนพร เจริญศรี” รมช.คมนาคม และ “จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์” รมช.คลัง
พรรคภูมิใจไทย… “อนุทิน ชาญวีรกูล” รองนายกฯควบ รมว.มหาดไทย “พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ” รมว.ศึกษาฯ “พิพัฒน์ รัชกิจประการ” รมว.แรงงาน “ทรงศักดิ์ ทองศรี” รมว.อุดมศึกษาฯ “ชาดา ไทยเศรษฐ์” รมช.มหาดไทย “สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล” รมช.ศึกษาฯ “นภินทร ศรีสรรพางค์” รมช.เกษตรฯ และ “ศุภมาส อิศรภักดี” รมช.พาณิชย์
พรรครวมไทยสร้างชาติ… “พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค” รมว.พลังงาน “ม.ล.ชโยทิต กฤดากร” รมว.อุตสาหกรรม “สุพล จุลใส” รมช.มหาดไทย และ “อนุชา นาคาศัย” รมช.เกษตรฯ
พรรคพลังประชารัฐ… “พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ” รองนายกฯควบ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯ “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” รมว.เกษตรฯ “สันติ พร้อมพัฒน์” รมช.สาธารณสุข และ “ไผ่ ลิกค์” รมช.พาณิชย์
พรรคชาติไทยพัฒนา… “วราวุธ ศิลปอาชา” รมว.การพัฒนาสังคมฯ
พรรคประชาชาติ… “พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง” รมว.ยุติธรรม โควต้าคนนอก… “พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์” อดีตเลขาฯ สมช.นั่ง รมว.กลาโหม และ “กฤษฎา จีนะวิจารณะ” ปลัดคลัง ที่จะเกษียณเร็วๆ นี้ เป็น รมช.คลัง
หน้าตา “ครม.เศรษฐา 1” คงจะประมาณนี้ อาจไม่โดนใจกับบางกลุ่ม แต่ต้องเข้าใจและทำใจว่า การเลือกสรรบุคคลที่จะมาเป็นรัฐมนตรีนั้น มีข้อจำกัดมากพอสมควร ไม่อาจคัดประเภทเก่ง–เจ๋ง–ดี ได้ทั้งหมด
ด้วยเพราะการเป็นพรรคการเมือง เกณฑ์การคัดเลือก นอกจากเป็นผู้บริหารพรรคอันดับต้นๆ แล้ว ยังมีเรื่องโควต้าว่ากลุ่มไหนมีพลังมากกว่ากัน โดยเฉพาะพลังทุน การรวมกลุ่ม ส.ส.ได้มากแค่ไหน หรือเป็น ส.ส.มานาน หรือเคยเป็นรัฐมนตรี ส่วนคนหน้าใหม่โปรไฟล์ดี มีฝีมือ มักอยู่ในเกณฑ์ท้ายๆ ต้องไปต่อแถวรอ
“เศรษฐา” ก็รับรู้ดีถึงข้อจำกัดในการสรรหารัฐมนตรีที่จะมาร่วม ครม. แต่ขอดูโปรไฟล์แต่ละคน รวมถึงงานที่จะให้รับผิดชอบ ไม่ใช่แค่ระดับกระทรวง แต่จะลงลึกไปถึงระดับกรมว่ารัฐมนตรีคนไหนเหมาะที่จะดูแลงานด้านใด เพื่อที่จะให้งานเดินหน้าไปได้ด้วยดี
ด้วยความที่เป็นรัฐบาลผสมหลายพรรค นายกฯต้องประสานการทำงานกับรัฐมนตรีของทุกพรรคให้เป็นเนื้อเดียวกันให้ได้ เพื่อให้การทำงานราบรื่น มีเอกภาพ สร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคส่วนต่างๆ โดยเฉพาะเอกชนและนักลงทุนต่างชาติ
หากรัฐมนตรีแต่ละพรรคทำตัวเป็นรัฐอิสระ แยกเป็นเอกเทศ ต่างคนต่างทำกันไปคนละทิศละทาง สะเปะสะปะ ก็ยากที่ผลงานจะออกมาได้ดี
ยิ่งหากได้รัฐมนตรีที่ผิดฝาผิดตัว ไม่ตรงสเปกกับงาน ฝีมือไม่ถึง นายกฯในฐานะผู้นำรัฐบาลจะต้องเหนื่อยหนัก ในการผลักดันขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ
ด้วยเป็นรัฐบาลที่มีต้นทุนแพงมากกับการสลายขั้ว และเป็นที่คาดหวังสูงจากประชาชน จึงเป็นความท้าทายอย่างยิ่งในการบริหารประเทศในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้
หน้าตา ครม.เป็นปัจจัยหนึ่งที่สะท้อนถึงอายุรัฐบาลว่าจะอยู่ยาวแค่ไหน หากหน้าตาดีก็มีชัยไปกว่าครึ่งเพราะได้รับความเชื่อมั่น แต่ถ้าแค่พอไปวัดไปวาได้ ก็ต้องอาศัยฝีมือ หากโชว์ดีก็ได้ไปต่อ
ที่สำคัญต้องเร่งแสดงผลงานให้ประชาชนสัมผัสได้โดยเร็ว และเห็นเป็นที่ประจักษ์โดยพลัน ไม่อย่างนั้นไข่ที่ตั้งไว้ อาจจะล้มเร็วกว่าที่ควร

