สถานีคิดเลขที่ 12 : เปลี่ยนผ่าน ปชต.

29.08.23 | 12:30 น.

สถานีคิดเลขที่ 12 : เปลี่ยนผ่าน ปชต.

แม้จะมีรัฐบาลชุดสลายขั้วเกิดขึ้น แต่ดูเหมือนการเผชิญหน้าระหว่างฝ่ายอนุรักษ์กับเสรีนิยมยังคงดำรงอยู่

แม้ผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม จะจบลงด้วยฝ่ายเสรีนิยมเทคะแนนให้พรรคก้าวไกล พรรคเพื่อไทย และพรรคฝ่ายค้านเดิม จนได้ ส.ส.รวมกัน 311 เสียง แต่การจัดตั้งรัฐบาลฝ่ายอนุรักษนิยมก็เข้าไปกำหนดนั่นนี่ตามกลไกของรัฐธรรมนูญ

ถือเป็นปรากฏการณ์ “รอยแยก” ระหว่างประชาชนกับฝ่ายอนุรักษ์ที่เห็นชัด

อีกปรากฏการณ์หนึ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น นั่นคือ การรณรงค์ทำประชามติ “เขียนรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ”

Advertisement

เหตุการณ์นี้ปะทุเป็นข่าว เมื่อกลุ่มเคลื่อนไหวจัดแคมเปญ “เขียนใหม่ทั้งฉบับ เลือกตั้ง 100%” #conforall

กิจกรรมนี้ขับเคลื่อนโดยองค์กรและหน่วยงานต่างๆ ออกรณรงค์ให้ประชาชนเข้าชื่อ 50,000 ชื่อ เสนอคำถามทำประชามติต่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ เพื่อผลักดันให้เขียนรัฐธรรมนูญใหม่

ปรากฏว่า วันที่ 22 สิงหาคม กลุ่มเคลื่อนไหวได้รับแจ้งจาก กกต.ว่าการรวมชื่อ หรือเข้าชื่อแบบออนไลน์ไม่สามารถทำได้

เท่ากับว่ารายชื่อที่ลงทางออนไลน์ 40,000 ชื่อ กลายเป็นการลงนามที่ไร้ความหมาย

ขณะที่แคมเปญดังกล่าวกำหนดปิดภายในวันที่ 25 สิงหาคม

หลังจากนั้นกลุ่มองค์กรที่เคลื่อนไหวได้ตั้งโต๊ะ และรณรงค์เชิญชวนอีกครั้งให้ประชาชนร่วมลงชื่อ

จากวันนั้นถึงวันที่ 25 สิงหาคม มีการตั้งโต๊ะตามสถานที่ต่างๆ เช่น หอศิลปวัฒนธรรมแห่งประเทศไทย คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ร้านอาหาร คาเฟ่ และอื่นๆ

วันที่ 24 สิงหาคม มีผู้มาลงชื่อรวมประมาณ 3.7 หมื่นคน

เวลา 17.11 น. วันที่ 25 สิงหาคม นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการ iLaw เปิดเผยว่า มีผู้ร่วมลงชื่อในโครงการเกิน 50,000 ชื่อแล้ว และมีผู้ประสงค์ลงชื่อเพิ่มขึ้นไม่ขาดสาย

ความเคลื่อนไหวของกลุ่มองค์กรและการสนับสนุนจากประชาชนอย่างรวดเร็ว ตอกย้ำว่าประชาชนต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลง

ผลการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมานั้นได้ชี้ให้เห็นอย่างชัดแจ้งแล้ว แต่ก็มีการฝืนความต้องการประชาชน กลายเป็นรอยแยกระหว่างประชาชนกับกลุ่มฝืน

การรณรงค์ครั้งนี้ก็เช่นกัน จับสัญญาณจากสมาชิกวุฒิสภาก่อนโหวตรับรองนายเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกฯ

เหตุผลหนึ่งที่เริ่มตั้งคำถามและไม่อยากให้เกิดขึ้นคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ขณะที่ประชาชนอย่างน้อยก็ 200,000 ชื่อ จากที่ใช้เวลารณรงค์เพียงไม่กี่วันก็แสดงเจตจำนงอีกครั้ง

เป็นเจตจำนงที่จะต้องผ่านขั้นตอนตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้อีกแล้ว

ตอนตั้งนายกฯก็ใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ทำให้เจตจำนงประชาชนบิดเบี้ยว

จึงเป็นไปได้อย่างสูงที่การผลักดันเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะเกิดการเผชิญหน้า

โดยเฉพาะการเผชิญหน้ากับสมาชิกวุฒิสภาที่มองเห็นว่ารัฐธรรมนูญปี 2560 คือฐานที่มั่นของฝ่ายอนุรักษ์

การเผชิญหน้ากันเช่นนี้หวังพึ่งรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาคลี่คลาย

เหมือนอย่างที่อาจารย์สุรชาติ บำรุงสุข จากรัฐศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวบนเวที “Talks for Thailand รัฐ ลวง ลึก” ที่เครือมติชนเพิ่งจัดไป

อาจารย์สุรชาติมองการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยว่า เริ่มเห็นบทบาทของการเลือกตั้ง

ผลการตั้งรัฐบาลอาจจะออกมาไม่ถูกใจ ตั้งได้หรือไม่ได้

ผลที่ออกมาจะถูกใจหรือไม่ ไม่รู้ แต่เงื่อนไขใหญ่ คือ การเปลี่ยนผ่านทั่วโลกจบลงที่การประนีประนอม

รอยร้าวที่เกิดขึ้นจะสมานแผลฉกรรจ์ลงได้ด้วยความประนีประนอม

และผู้ที่ต้องทำหน้าที่นี้ หนีไม่พ้นรัฐบาล

นฤตย์ เสกธีระ
[email protected]