ส่องรายงานภาวะสังคมไทย งานดี-หนี้บาน-ดริงก์พรวด
หมายเหตุ – นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงข้อมูลภาวะสังคมไทยไตรมาส 2 ปี 2566 เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม
ภ าวะสังคมไทยไตรมาส 2 ปี 2566 พบความเคลื่อนไหวสำคัญ ได้แก่ การจ้างงานปรับตัวดีขึ้น และการว่างงานที่ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง หนี้สินครัวเรือนในไตรมาส 1 ปี 2566 ยังขยายตัวเพิ่มขึ้น และคุณภาพสินเชื่อปรับตัวลดลงเล็กน้อย คดีอาญาโดยรวมและ
ผู้ประสบภัยจากอุบัติเหตุจราจรทางบกลดลง ขณะที่การเจ็บป่วยด้วยโรคเฝ้าระวังเพิ่มขึ้น ด้านคดีเกี่ยวกับชีวิต ร่างกาย และเพศ และคดีประทุษร้ายต่อทรัพย์เพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่ และการร้องเรียนของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น
โดยสถานการณ์ด้านแรงงานปรับตัวดีขึ้นจากการขยายตัวในสาขานอกภาคเกษตรกรรม วัดจากการจ้างงาน ผู้มีงานทำ 39.7 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า 1.7% จากการขยายตัวของการจ้างงานสาขานอกภาคเกษตรกรรมที่ 2.5% โดยสาขาโรงแรมและภัตตาคารยังขยายตัวได้ดีต่อเนื่องที่ 11.7% จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศและการเข้ามาอย่างต่อเนื่องของนักท่องเที่ยวต่างชาติ เช่นเดียวกับสาขาก่อสร้างที่มีการจ้างงานเพิ่มมากขึ้น 6.0% และสาขาการผลิต การค้าส่งและค้าปลีก และการขนส่งและเก็บสินค้า เพิ่มขึ้นเช่นกันที่ 0.3% 0.5% และ 1.1% ตามลำดับ
ขณะที่ภาคเกษตรกรรม การจ้างงานหดตัวลงเล็กน้อยจากปี 2565 ที่ 0.2% ส่วนหนึ่งเกิดจากปัญหาภัยแล้ง ส่วนชั่วโมงการทำงานปรับตัวดีขึ้น โดยชั่วโมงการทำงานภาพรวมและเอกชนเพิ่มขึ้นจากปีก่อนมาอยู่ที่ 42.7 และ 46.7 ตามลำดับ สำหรับค่าจ้างแรงงาน ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเช่นกัน โดยค่าจ้างเฉลี่ยในภาพรวมและภาคเอกชนอยู่ที่ 15,412 และ 14,032 บาทต่อคนต่อเดือน อัตราการว่างงานมีแนวโน้มดีขึ้น ลดลงจากปีก่อนมาอยู่ที่ 1.06% หรือมีผู้ว่างงาน จำนวน 4.3 แสนคน
สำหรับประเด็นที่ต้องติดตามในระยะถัดไป 1.การขาดแคลนแรงงานที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง หากพิจารณาตำแหน่งงานว่างและจำนวนแรงงานที่ได้งานในช่วงเดือนธันวาคม 2565-มิถุนายน 2566 พบว่า ผู้สมัครงาน 1 คน มีตำแหน่งงานรองรับถึง 5 ตำแหน่ง 2.การเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือการเกษียณอายุของแรงงานทักษะต่ำ โดยไตรมาส 2 ปี 2566 มีแรงงานทักษะต่ำในภาคเอกชนที่กำลังจะเกษียณอายุกว่า 1.3 ล้านคน ขณะที่แรงงานที่จะเข้ามาทดแทนมีแนวโน้มลดลง และ 3.ผลกระทบต่อการจ้างงานและรายได้ของเกษตรกรจากภัยแล้งที่มีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้น โดยปริมาณฝนสะสมในปัจจุบันมีค่าน้อยกว่าค่าปกติในทุกภูมิภาค ซึ่งการลดลงของปริมาณน้ำจะส่งผลกระทบต่อการทำการเกษตร
ส่วนหนี้สินครัวเรือนในไตรมาส 1 ปี 2566 มีมูลค่า 15.96 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.6% คงที่เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา ขณะที่สัดส่วนหนี้สินครัวเรือนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ (จีดีพี) อยู่ที่ 90.6% ชะลอตัวเล็กน้อยจากไตรมาสก่อน หากพิจารณาการก่อหนี้ครัวเรือนรายวัตถุประสงค์ พบว่าครัวเรือนมีการก่อหนี้เพื่ออสังหาริมทรัพย์และอุปโภคบริโภคส่วนบุคคลเพิ่มขึ้น ด้านความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือนภาพรวมลดลงเล็กน้อย โดยหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) หรือหนี้เสีย มีมูลค่า 1.44 แสนล้านบาท หรือมีสัดส่วนเอ็นพีแอลต่อสินเชื่อรวมอยู่ที่ 2.68% เพิ่มขึ้น 2.62% ของไตรมาสก่อน
อย่างไรก็ตาม มีประเด็นหนี้สินครัวเรือนที่ควรให้ความสำคัญ ได้แก่ 1.หนี้เสียและความเสี่ยงของการเป็นหนี้เสียของสินเชื่อยานยนต์ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยในไตรมาส 1 ปี 2566 หนี้เอ็นพีแอลของสินเชื่อยานยนต์ขยายตัวเพิ่มสูงถึง 30.3% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน รวมถึงหนี้จัดชั้นกล่าวถึงเป็นพิเศษต่อสินเชื่อรวมยังคงปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องเช่นกัน 2.การติดกับดักหนี้ของลูกหนี้สหกรณ์ออมทรัพย์ สะท้อนจากพฤติกรรมการกู้ยืมของลูกหนี้สหกรณ์ส่วนใหญ่เพื่อใช้สอยส่วนตัวและเพื่อชำระหนี้สินเดิม และ 3.การส่งเสริมให้คนไทยมีทัศนคติทางการเงินที่ถูกต้อง แม้ว่าคนไทยจะมีระดับความรู้ทางการเงินดีขึ้น แต่การสำรวจการติดตามระดับความรู้ และการเข้าถึงบริการทางการเงินของครัวเรือน ปี 2565 พบว่าทัศนคติทางการเงินที่ถูกต้องของคนไทยลดลงเมื่อเทียบกับปี 2563
ส่วนภาวะการเจ็บป่วยด้วยโรคเฝ้าระวังในไตรมาส 2 ปี 2566 เพิ่มขึ้น 62.3% จากการเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยด้วยโรคที่มากับฤดูฝน ได้แก่ โรคไข้หวัดใหญ่และโรคไข้เลือดออก ที่เริ่มมีการระบาดมาตั้งแต่ไตรมาส 1 ปี 2566 ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มวัยเด็ก เช่นเดียวกับสถานการณ์สุขภาพจิต พบว่ามีปัญหาสุขภาพจิตเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะของคนวัยทำงาน พบการเจ็บป่วยด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคอ้วน ภาวะเครียดและมีการฆ่าตัวตายเพิ่มขึ้น อีกทั้งมีความเสี่ยงจะเป็นโรคคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม
สำหรับการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่ในไตรมาส 2 ปี 2566 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 2.7% โดยเป็นการบริโภคบุหรี่ลดลง 0.1% ขณะที่แอลกอฮอล์เพิ่มขึ้น 4.6% เนื่องจากในช่วงกลางเดือนเมษายนที่ผ่านมาที่มีการจัดงานเทศกาลสงกรานต์ ทำให้มีการดื่มแอลกอฮอล์มากขึ้น ทั้งนี้ จำเป็นต้องเฝ้าระวังปัญหาความรุนแรงในครอบครัวที่มักมีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นปัจจัยกระตุ้นสำคัญ
ด้านความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน คดีอาญาโดยรวมลดลง โดยไตรมาส 2 ปี 2566 คดีอาญารวมมีการรับแจ้งทั้งสิ้น 88,719 คดี ลดลง 17.8% จากไตรมาสเดียวกันของปี 2565 แต่ต้องเฝ้าระวังคดีชีวิตร่างกายและเพศ และคดีประทุษร้ายต่อทรัพย์ที่เพิ่มสูงขึ้น ขณะที่ผู้ประสบภัยรวมจากอุบัติเหตุทางถนนลดลง 12.0% จำนวนผู้เสียชีวิตลดลง 0.3% จำนวนผู้บาดเจ็บลดลง 2.2%
ส่วนการร้องเรียนผ่าน สคบ.เพิ่มขึ้นสูง 42.5% จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ขณะที่การร้องเรียนผ่านสำนักงาน กสทช.ลดลง 40.5% สำหรับประเด็นที่ยังคงต้องติดตามและเฝ้าระวัง คือการซื้อขายที่อยู่อาศัยมือสองที่ให้ข้อมูลไม่ครบถ้วน โดยเฉพาะการซื้อทรัพย์ที่มาจากการขายทอดตลาด และการแอบอ้างนำหมายเลขบัตรประชาชนไปเปิดเบอร์โทรศัพท์โดยไม่รู้ตัว
นอกจากนี้ สภาพัฒน์ได้เสนอประเด็นทางสังคมที่น่าสนใจ คือการย้ายถิ่นของประชากรช่วงโควิด-19 : ความท้าทายของตลาดแรงงาน โดยจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในช่วงปี 2563-2565 ส่งผลให้ประชากรจำนวนหนึ่งเคลื่อนย้ายจากแหล่งงานไปยังพื้นที่อื่น เนื่องจากการปิดโรงงานและสถานประกอบการ จากข้อมูลการสำรวจการย้ายถิ่นของประชากรของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ระหว่างปี 2562-2565 พบว่า ในช่วงโควิดเกิดการเคลื่อนย้ายของประชากรมากขึ้น โดยในปี 2563-2564 มีการย้ายออกจากพื้นที่/จังหวัดขนาดใหญ่ที่เป็นตลาดงาน และมีการย้ายเข้า ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ ขณะที่ในปี 2565 เริ่มเห็นการเคลื่อนย้ายไปยังเมืองใหญ่มากขึ้น
สำหรับการย้ายถิ่นในช่วงโควิด กำหนดให้เป็นผู้ที่เคลื่อนย้ายมาอาศัยในพื้นที่ปัจจุบันมากกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 3 ปี ในปี 2565 พบว่าคนกลุ่มนี้มีจำนวนทั้งสิ้น 2.1 ล้านคน โดยครึ่งหนึ่งของประชากรต้องการจะอาศัยอยู่ในพื้นที่นี้ตลอดไป หรือเป็นประชากรย้ายถิ่นถาวรที่มีประมาณ 1.1 ล้านคน ขณะที่อีก 1.0 ล้านคน เป็นประชากรย้ายถิ่นชั่วคราว
นอกจากนี้ หากพิจารณาสถานะการทำงานของประชากรย้ายถิ่นในช่วงโควิดพบว่า 1.4 ล้านคน หรือคิดเป็นสัดส่วน 65.2% เป็นกำลังแรงงาน ในจำนวนนี้มีงานทำแล้วกว่า 1.3 ล้านคน โดย 58.1% อยู่ในภาคบริการ ซึ่งเกือบ 1 ใน 4 ไม่มีหลักประกันทางสังคม และส่วนใหญ่เป็นแรงงานอายุน้อยและมีทักษะสูง
จากสถานการณ์ข้างต้นสะท้อนให้เห็นว่า 1.การคาดหวังว่าจะให้แรงงานเคลื่อนย้ายช่วงโควิดกลับมาชดเชยการขาดแคลนแรงงานในปัจจุบันคงทำได้ยาก มีประชากรเพียง 1.9 แสนคน ที่ต้องการย้ายถิ่นภายใน 2 ปีข้างหน้า 2.แรงงานที่กลับภูมิลำเนาจะมีส่วนสำคัญในการช่วยพัฒนาท้องถิ่น 3.แรงงานที่เคลื่อนย้ายในช่วงโควิดส่วนใหญ่ไม่มีสวัสดิการรองรับ และ 4.การคืนถิ่นยังช่วยสร้างผลกระทบที่ดีเชิงสังคม อาทิ การช่วยให้เด็กอาศัยอยู่กับพ่อแม่มากขึ้น รวมทั้งผู้สูงอายุที่อาศัยในต่างจังหวัดมีผู้ดูแล แก้ปัญหาครอบครัวแหว่งกลาง และทำให้ครอบครัวมีความเข้มแข็งมากขึ้น
ดังนั้น แนวทางที่ต้องให้ความสำคัญต่อไปคือ 1.การแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงาน โดยภาคเอกชนต้องมีมาตรการจูงใจให้เกิดการเคลื่อนย้ายแรงงาน ภาครัฐอาจใช้โอกาสในช่วงการขาดแคลนแรงงานให้สถานประกอบการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีเพื่อทดแทนแรงงานที่หายไป 2.การดึงศักยภาพของแรงงานคืนถิ่น โดยสนับสนุนการลงทุนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดการสร้างงานในพื้นที่มากขึ้น 3.การส่งเสริมให้แรงงานทุกคนได้รับความคุ้มครองทางสังคม เกือบ 1 ใน 4 ยังเป็นกลุ่มที่ประกอบอาชีพอิสระ และ 4.การขยายบทบาทการสร้างความเข้มแข็งในท้องถิ่น ประชากรย้ายกลับไปท้องถิ่นเป็นโอกาสที่จะช่วยเพิ่มความเข้มแข็งของชุมชนให้ดีขึ้น โดยต้องดึงศักยภาพของคนกลุ่มนี้ให้มีบทบาทในการช่วยเหลือชุมชน ด้วยการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้เกิดการร่วมกันในการพัฒนาพื้นที่ชุมชนของตนเอง
และอีกประเด็นทางสังคมที่น่าสนใจคือ จัดการซากรถยนต์อย่างไรเมื่อรถอีวีมาแทนที่จากความนิยมใช้รถยนต์ไฟฟ้า หรืออีวีของคนไทยมีเพิ่มขึ้น จะเห็นได้ว่าในช่วงเดือนมกราคม-พฤษภาคม 2566 มีการจดทะเบียนรถอีวี รวม 3.24 หมื่นคัน คิดเป็น 10% ของรถยนต์ที่จดทะเบียนทั้งหมด และคาดการณ์ว่าสัดส่วนรถอีวีของไทยจะเพิ่มขึ้นเป็น 34% ภายในปี 2573
อย่างไรก็ดี การเพิ่มขึ้นของรถอีวีจะส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อม แต่การเพิ่มขึ้นยังหมายถึงรถยนต์สันดาปจะถูกแทนที่และเลิกใช้งานเป็นจำนวนมากด้วย ทั้งนี้ ในปี 2565 มีรถยนต์ถูกเลิกใช้งานจำนวนกว่า 2.7 แสนคัน ขณะเดียวกันรถยนต์ที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบันยังมีอายุมากกว่า 20 ปี กว่า 5 ล้านคัน ทำให้ในอนาคตจะมีรถที่เลิกใช้งานเพิ่มขึ้น ดังนั้น จำเป็นต้องมีระบบการจัดการที่เหมาะสม โดย 75% ของส่วนประกอบรถยนต์สามารถนำเข้าสู่กระบวนการผลิตใหม่ และบางส่วนสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ ขณะที่ส่วนประกอบอีกร้อยละ 25 เป็นของเสียและเป็นอันตราย
ในขณะที่การจัดการซากรถยนต์ส่วนใหญ่ของไทยเป็นการจัดการที่ยังไม่ได้มาตรฐาน ดังนั้น ไทยจึงจำเป็นต้องมีกฎระเบียบ หรือข้อบังคับในการจัดการซากรถยนต์บนหลักการของการจัดการสิ่งแวดล้อม และการบำบัดของเสียอันตรายที่เกิดจากซากรถยนต์ ตลอดจนการมีบทลงโทษในกรณีการจัดการที่สร้างผลกระทบรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อม
สภาพัฒน์ยังได้เสนอบทความเรื่อง หนี้สินคนไทย : ภาพสะท้อนจากข้อมูลเครดิตบูโร ว่าสถานการณ์หนี้สินครัวเรือนจากข้อมูลเครดิตบูโรในไตรมาส 1 ปี 2566 มีมูลค่าหนี้สินครัวเรือนอยู่ที่ 12.9 ล้านล้านบาท และมีบัญชีสินเชื่อในระบบประมาณ 83.1 ล้านบัญชี โดยเมื่อพิจารณาพฤติกรรมการก่อหนี้และการชำระหนี้จำแนกตามกลุ่มอายุ พบว่า กลุ่มวัยทำงานอายุต่ำกว่า 50 ปี มีการก่อหนี้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงโควิด-19 โดยส่วนใหญ่เป็นหนี้เพื่อซื้อที่อยู่อาศัยซึ่งมีการกู้เพิ่มขึ้นมาก ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากมาตรการส่งเสริมการขายของผู้ประกอบการ และการผ่อนคลายมาตรการ LTV ของ ธปท.ที่ช่วยกระตุ้นการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัย ขณะที่พฤติกรรมการชำระหนี้ พบว่ากลุ่มอายุน้อยกว่า 30 ปี มีปัญหาหนี้เสียที่เพิ่มขึ้นหลังช่วงโควิด-19 โดยมีมูลค่า NPL ในปี 2565 สูงกว่าปี 2562 ทั้งที่ภาครัฐจะมีมาตรการช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความเปราะบางของลูกหนี้กลุ่มนี้ที่รายได้อาจยังไม่ฟื้นตัว
นอกจากนี้ กลุ่มอายุน้อยกว่า 30 ปี ยังเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะถูกยึดรถ เนื่องจากมีสัดส่วน SML ต่อสินเชื่อรวมสูงที่สุดเมื่อเทียบกับอายุอื่น รวมทั้งกลุ่มอายุน้อยกว่า 40 ปี ยังมีหนี้เสียในสินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่องในระดับสูงอีกด้วย
จากข้อมูลเครดิตบูโรพบว่า 1.ยังมีหนี้จำนวนมากที่ไม่เข้าสู่ระบบข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (NCB) ทำให้เจ้าหนี้ไม่สามารถตรวจสอบสถานะหนี้สินและรายได้สุทธิหลังหักภาระหนี้ของลูกหนี้ได้ อาจนำไปสู่การกู้ยืมเกินศักยภาพในการชำระคืนของลูกหนี้ 2.การแก้ไขปัญหาหนี้เสียต้องให้ความสำคัญกับหนี้เสียที่เกิดจากผู้ให้สินเชื่อที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์มากขึ้น โดยสัดส่วนหนี้เสียต่อสินเชื่อรวมของ NCB ในปี 2565 สูงถึงร้อยละ 7.6 แต่หากพิจารณาหนี้เสียที่เกิดจากเฉพาะธนาคารพาณิชย์ พบว่ามีสัดส่วนดังกล่าวเพียงร้อยละ 2.6 ซึ่งน้อยกว่าเกือบ 3 เท่า สะท้อนให้เห็นว่าลูกหนี้ที่มีปัญหาเป็นลูกหนี้ที่เกิดจากผู้ให้สินเชื่ออื่นๆ ที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ 3.กลุ่มลูกหนี้ที่ต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษ คือกลุ่มวัยแรงงานตอนต้น และกลุ่มผู้สูงอายุ โดยกลุ่มวัยแรงงานตอนต้น หรือกลุ่มเจนวาย มีพฤติกรรมใช้จ่ายไปกับทัศนคติว่าของมันต้องมี
ขณะที่กลุ่มผู้สูงอายุ พบว่ามีหนี้เสียมีการขยายตัวสูงกว่ากลุ่มอื่น ส่วนหนึ่งเกิดจากการมีทักษะทางการเงินต่ำ 4.หนี้ครัวเรือนอื่นๆ ที่ไม่สามารถจำแนกประเภทได้ อาจเป็นหนี้ที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ โดยปี 2565 หนี้อื่นๆ มีสัดส่วนต่อมูลค่าหนี้ทั้งหมดกว่าร้อยละ 18.8 อีกทั้งยังมีสัดส่วน NPL ต่อสินเชื่อรวมสูงเป็นอันดับสอง และมีลูกหนี้ที่เป็น NPL รวมเกือบ 2 ล้านราย
ดังนั้น การแก้ปัญหาอาจควรมีแนวทาง ดังนี้ 1.ขยายความครอบคลุมของสมาชิกเครดิตบูโร โดยมีมาตรการจูงใจให้ผู้ให้สินเชื่อทุกกลุ่มเข้าเป็นสมาชิก NCB อาทิ งดเว้นเก็บค่าธรรมเนียมแรกเข้า และกำหนดให้ผู้ให้สินเชื่อต้องใช้ข้อมูลของ NCB ประกอบด้วยทุกครั้ง 2.ต้องมีการกำกับดูแลให้ผู้ให้บริการสินเชื่อดำเนินการตามเกณฑ์การให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเข้มงวด โดย ธปท.มีการจัดทำเกณฑ์ดังกล่าว 3.หน่วยงานรัฐในฐานะคนกลางต้องส่งเสริมให้เกิดการปรับโครงสร้างหนี้ที่สอดคล้องกับศักยภาพของลูกหนี้อย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญกับการสร้างความสมดุลระหว่างรายได้และภาระหนี้ หรือระยะเวลาที่สามารถผ่อนชำระหนี้ต่อไปได้ 4.ส่งเสริมการปลูกฝัง Financial literacy และวินัยทางการเงินต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องในทุกช่วงวัย และ 5.ดำเนินนโยบายที่ไม่กระตุ้นให้เกิดการก่อหนี้ หรือกระทบต่อการชำระหนี้ของประชาชน

