รัฐบาลใหม่ที่มี เศรษฐา ทวีสิน นายกฯจากพรรคเพื่อไทยเป็นหัวเรือใหญ่ จัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรีลงตัวแล้ว
รอดำเนินการตามขั้นตอนต่างๆ ทั้งตรวจสอบประวัติ ทูลเกล้าฯ รอโปรดเกล้าฯแต่งตั้งรัฐมนตรี เข้าเฝ้าฯถวายสัตย์ฯ และแถลงนโยบายต่อสภา
คาดว่ากระบวนการทั้งหมดจะเสร็จสิ้นในเดือนกันยายน จากนั้นรัฐบาลก็มีอำนาจเต็มในการขับเคลื่อนประเทศ ท่ามกลางความท้าทายทั้งในและต่างประเทศที่ไม่ปกติหลายเรื่องราวรุมเร้าอยู่
อย่างไรก็ตาม การบริหารแผ่นดินของรัฐบาลชุดใหม่มิใช่เพียงดำเนินการตามธงนโยบายที่จะประกาศไว้ต่อรัฐสภา แต่ยังมีงานเก่าที่ค้างคาจากรัฐบาลเก่า และปัญหาหน้างานที่จะมีมาให้แก้ไขเป็นระยะ
แต่อีกงานหนึ่งที่รัฐบาลและพรรคเพื่อไทยต้องดำเนินการคู่ขนานไปด้วย คือการบริหารด้านการเมือง ที่จะต้องกำหนดจังหวะ และประคองดุลอำนาจจากฝ่ายต่างๆ ให้ดี
การเปลี่ยนผ่านรัฐบาลเดิมที่มีพรรคพลังประชารัฐเป็นแกนนำ มาสู่พรรคเพื่อไทยเป็นแกนหลัก
การเปลี่ยนผ่านเก้าอี้นายกฯจาก “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มาสู่ เศรษฐา ทวีสิน มีร่องรอยให้เห็นการผ่องถ่ายอำนาจเก่าสู่ใหม่ เป็นรัฐบาลสลายขั้วตามที่พรรคเพื่อไทยให้นิยามไว้
ย้อนไปเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม ที่รัฐสภาโหวตให้ “เศรษฐา” เป็นนายกฯ ด้วยคะแนน 482 เสียง มาจาก ส.ส. 330 เสียง และ ส.ว. 152 เสียง
เมื่อเอกซเรย์ 152 เสียงจาก ส.ว.พบว่าส่วนใหญ่มาจากสายของ “บิ๊กตู่” ที่เทให้กับ “เศรษฐา”ผ่านเส้น 374 เสียงไปอย่างฉลุย
ว่ากันว่า…คืนวันที่ 21 สิงหาคมก่อนวันโหวต “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พี่ใหญ่ 3 ป.และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ นัดหารือด่วนกับ “บิ๊กตู่” เพื่อขอให้ ส.ว.ปีกของ “บิ๊กตู่” ไม่โหวตให้ “เศรษฐา”
ขณะที่พรรคพลังประชารัฐเล่นเกม 2 หน้า หนึ่งให้ ส.ส.พลังประชารัฐโหวตหนุน “เศรษฐา” เป็นนายกฯ แต่อีกหน้าหนึ่งจะใช้เสียง ส.ว.โหวตคว่ำ ทำให้ “เศรษฐา” ไม่ผ่านความเห็นชอบเป็นนายกฯ
จากนั้นจะเปิดทางให้ “บิ๊กป้อม” ที่มีดีลกับพรรคภูมิใจไทย พรรคอันดับ 3 จะยอมหลีกทางและเป็นคนเสนอชื่อ “บิ๊กป้อม” ขึ้นเป็นนายกฯแทน
แต่ “บิ๊กตู่” เลือกที่จะหักและขัดใจกับ “บิ๊กป้อม”ไม่สนองตอบ เพราะประเมินได้ไม่ยากว่าหากยอมตามพี่ใหญ่ ประเทศจะเจอกับวิกฤตแน่ กติกาที่เบี้ยวบิดอยู่แล้วยิ่งหงิกงอเข้าไปใหญ่ สถานการณ์มีความเสี่ยงสูงที่จะบานปลายวุ่นวาย และนั่นไม่เพียงแต่ประเทศและประชาชนจะสูญเสีย ตัว “บิ๊กป้อม” เองหากได้เป็นนายกฯ ก็ไม่อาจบริหารงานได้อย่างเป็นสุขแน่ และบทสุดท้ายอาจเลวร้ายเกินกว่าจะคาดคิด
ดังนั้น เมื่อ “เศรษฐา” ได้รับการโปรดเกล้าฯเป็นนายกฯแล้ว รุ่งขึ้นอีกวันถือเป็นภาพและเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ของการเมืองไทย เมื่อ 2 นายกฯ คือ “เศรษฐา” นายกฯใหม่ และ “บิ๊กตู่” นายกฯรักษาการ พบปะกันเป็นการส่วนตัวที่ทำเนียบรัฐบาล ปิดห้องหารือนานกว่า 45 นาที พร้อมทัวร์บริเวณรอบทำเนียบรัฐบาล บรรยากาศเป็นไปอย่างชื่นมื่น
เป็นภาพที่ตอกย้ำถึงการเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลสลายขั้ว แม้จะเป็นภาพที่บาดตาบาดใจและขัดเคืองของคนบางกลุ่ม โดยเฉพาะสายฮาร์ดคอร์ของแต่ละฝ่าย แต่หลายคนก็ชื่นชมที่การเปลี่ยนผ่านรัฐบาลมีบรรยากาศที่ดี
ขณะเดียวกันรัฐบาลสลายขั้วนี้มีการเปลี่ยนดุลอำนาจทางการเมือง โดยผ่องถ่ายจากแกนหลักไปสู่มือรอง
พรรคเพื่อไทย…ที่หวนกลับมาสู่อำนาจการบริหารอีกครั้ง แม้ไม่ได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาดเหมือนก่อน แต่ก็เข้ามาแชร์อำนาจเป็นอีกขั้วใหญ่ทางการเมือง โดยมีเงาของ ทักษิณ ชินวัตร ที่เพิ่งบินกลับไทยมารับโทษ ให้เห็นอยู่และชัดขึ้นกว่าเดิม
ขณะที่กลุ่มอำนาจสายอนุรักษนิยมของ “บิ๊กป้อม” ก็ผ่องถ่ายไปยังพรรคพลังประชารัฐ โดยมีน้องชายคือ “บิ๊กป๊อด” พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ที่เคยมีบทบาทสำคัญและอยู่เบื้องหลังมาตลอด แต่ครานี้ต้องออกมาหน้าฉากในตำแหน่งรองนายกฯและ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯ
จากนี้บ้านป่ารอยต่อฯคงเงียบเหงาลง แต่จะไปคึกคักแถวโชคชัย 4 แทน
ส่วนฝั่ง “บิ๊กตู่” ก็ส่งผ่านทางพรรครวมไทยสร้างชาติ โดยมี พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติและเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นตัวแทน
พรรคภูมิใจไทย โดย อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค ก็มีเงาของครูใหญ่ที่ชื่อ เนวิน ชิดชอบ เป็นอีกขั้วอำนาจการเมืองที่ยังเดินเกมให้อยู่ในฝั่งบริหารได้ต่อไป
ส่วนขั้วอำนาจฝ่ายค้าน พรรคก้าวไกล โดย พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรค ก็มีเงาของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ให้เห็นเช่นกัน แต่ถือเป็นขั้วอำนาจทางการเมืองใหม่ที่มีพลังมากขึ้นเรื่อยๆ
ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ เป็นขั้วอำนาจที่อ่อนยวบ แทบหมดสภาพ จากความขัดแย้งในพรรคที่รุนแรงและยากจะประสานให้กลับมาเหมือนเดิม
ดังนั้น รัฐบาลใหม่ “เศรษฐา 1” ภารกิจเร่งด่วนคือลุยทำงานให้เห็นผลเป็นรูปธรรมที่จับต้องได้ในเร็ววัน เพื่อลดต้นทุนการจัดตั้งรัฐบาลสลายขั้ว และผ่อนแรงกดดันจากกลุ่มมวลชนต่างๆ ให้คลายลง
ขณะเดียวกันต้องรักษาจังหวะและดุลอำนาจของขั้วต่างๆ ในพรรคร่วมรัฐบาลไม่ให้ขบเหลี่ยม ปีนเกลียวกัน ที่จะทำให้รัฐบาลแตกร้าว ไร้เสถียรภาพ การขับเคลื่อนนโยบายมีปัญหา
รวมทั้งต้องเคลียร์ความขัดแย้งภายในพรรค จากความไม่พอใจของบางคน บางกลุ่ม ที่พลาดหวังกับเก้าอี้รัฐมนตรี ที่รอจังหวะเตะตัดขาพวกกันเองเพื่อหวังได้เสียบนั่งรัฐมนตรีแทน
นอกจากนี้ ยังต้องปิดช่องโหว่ โดยเฉพาะเรื่องฉาวๆ ทั้งหลายไม่ให้มี เพราะฝ่ายค้านอย่างพรรคก้าวไกลและพรรคประชาธิปัตย์บางส่วนพร้อมจะถล่มเจาะยางรัฐบาลได้ทุกเมื่อ
จากนี้ไป รัฐบาล “เศรษฐา 1” ต้องบริหารทั้งการบ้าน-การเมือง ให้ประเทศเดินหน้าไปได้ราบรื่นที่สุด ท่ามกลางความท้าทายต่างๆ ที่รออยู่ข้างหน้า

