รัฐบาลใหม่ใกล้คลอด ผู้นำฝ่ายค้านส่อแท้ง

30.08.23 | 12:30 น.

อีกไม่กี่วันคงได้เห็นคณะรัฐมนตรี (ครม.) คณะที่ 63 ที่มีเศรษฐา ทวีสินนายกฯคนที่ 30 เป็นผู้นำรัฐบาล เตรียมลุยงาน เร่งแก้ปัญหาต่างๆ

คงมีควันหลงตามมาหลังเห็นหน้าตารัฐมนตรีแต่ละคน ทั้งเก่าและใหม่ ที่สปอตไลต์การเมืองส่อง คงถูกฝ่ายค้านและนักสืบไซเบอร์ ทยอยขุดประวัติด้านลบ โดยเฉพาะเรื่องฉาวโฉ่ออกมาแฉให้รับรู้กัน 

บรรดารัฐมนตรีใหม่ต้องเตรียมรับมือชี้แจงให้ดี เพราะบางเรื่องราว เจ้าตัวอาจลืมด้วยซ้ำว่าเคยทำอะไรเอาไว้

การเป็นรัฐมนตรียุคนี้ต้องเหนื่อยหนักกว่าเดิม เพราะจะถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้น ไม่เพียงแค่ฝ่ายค้าน แต่ยังมีฝ่ายแค้นและเครือข่ายจ้องจับผิด ทั้งโลกจริงและโลกเสมือน

นั่นเป็นในส่วนของฝ่ายบริหาร ที่ใกล้จะมีผู้นำรัฐบาลชุดใหม่ เข้ามาขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ให้พิสูจน์ฝีมือกัน

Advertisement

แต่ฝ่ายนิติบัญญัติ แม้จะมีประธานสภาผู้แทนราษฎรแล้ว แต่เก้าอี้ผู้นำฝ่ายค้านส่อแววว่าจะวุ่นไม่น้อย

ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญ มาตรา 106 ระบุว่าภายหลังที่คณะรัฐมนตรีเข้าบริหารราชการแผ่นดินแล้ว พระมหากษัตริย์จะทรงแต่งตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้เป็นหัวหน้าพรรคการเมืองในสภาผู้แทนราษฎรที่มีจำนวนสมาชิกมากที่สุด และสมาชิกมิได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ประธานสภาผู้แทนราษฎร หรือรองประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

สำหรับตำแหน่ง ผู้นำฝ่ายค้านมีบทบาทสำคัญหลายเรื่อง อาทิ เป็นหนึ่งในกรรมการสรรหา

ผู้ดำรงตำแหน่งองค์กรอิสระ อย่างเช่น ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ผู้ตรวจการแผ่นดิน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริตแห่งชาติ (...) 

อีกทั้งยังเป็นกรรมการจริยธรรมสภาผู้แทนราษฎร กรรมการสถาบันพระปกเกล้า กรรมการบริหารประจำในสหภาพสมาชิกรัฐสภาเอเชียแปฟิซิก ในสหภาพรัฐสภาและในสมัชชารัฐสภาอาเซียน 

นอกจากนี้ ผู้นำฝ่ายค้านสามารถยื่นขอเปิดอภิปรายโดยไม่ลงมติ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 155 “ในกรณีที่มีปัญหาสำคัญเกี่ยวกับความมั่นคงปลอดภัยหรือเศรษฐกิจของประเทศ สมควรที่จะปรึกษาหารือร่วมกันระหว่างรัฐสภาและคณะรัฐมนตรี ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรจะแจ้งไปยังประธานรัฐสภาขอให้มีการเปิดอภิปรายทั่วไปในที่ประชุมรัฐสภาก็ได้ ในกรณีนี้ ประธานรัฐสภาต้องดำเนินการให้มีการประชุมภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับการแจ้ง แต่รัฐสภาจะลงมติในปัญหาที่อภิปรายมิได้

ทั้งนี้ ในฝ่ายค้าน พรรคก้าวไกลมี ส..มากที่สุด ดังนั้นพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ในฐานะหัวหน้าพรรค เข้าเกณฑ์ที่จะเป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

แต่หากพิธา เป็นผู้นำฝ่ายค้านหมออ๋องปดิพัทธ์ สันติภาดา ก็ต้องลาออกจากรองประธานสภา คนที่หนึ่ง เพราะจะไปขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 106

แต่พิธา ประกาศแล้วว่าจะไม่เป็นผู้นำฝ่ายค้าน โดยให้สัมภาษณ์ว่าไม่รับตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้าน ขอรับตำแหน่งนายกฯในการเลือกตั้งสมัยหน้าเพียงอย่างเดียว ไม่ต้องกังวล หมออ๋องไม่ต้องลาออก เพราะผมเป็นว่าที่นายกฯคนต่อไปครับ ไม่ได้เป็นผู้นำฝ่ายค้าน 

ทั้งนี้ พรรคก้าวไกลเห็นว่าตำแหน่งรองประธานผู้แทนราษฎรของหมออ๋อง น่าจะผลักดัน ขับเคลื่อนวาระต่างๆ ของพรรคได้มากกว่าการรับตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้าน จึงเลือกที่จะไม่เอาเก้าอี้ผู้นำฝ่ายค้าน

เมื่อหัวหน้าพรรคก้าวไกลไม่รับเป็นผู้นำฝ่ายค้าน พรรคในฝ่ายค้านที่มี ส..รองลงมาก็คือพรรคประชาธิปัตย์ ที่มี 25 คน

แต่พรรคประชาธิปัตย์ยังไม่มีหัวหน้าพรรคตัวจริง และเกิดความขัดแย้งภายในพรรคอย่างรุนแรง การประชุมใหญ่วิสามัญของพรรคเพื่อเลือกหัวหน้าพรรค และกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ต้องล่มไป 2 ครั้ง และ

ยังไม่มีทีท่าว่าจะเคลียร์กันได้จบในเร็วๆ นี้

การจะให้จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ขึ้นเป็นผู้นำฝ่ายค้านก็ไม่น่าจะได้ เพราะเป็นเพียงรักษาการหัวหน้าพรรค

อีกทั้งภายในพรรคก็มี ส.. 16 คน ถูกเสนอให้สอบวินัยเนื่องจากขัดมติพรรค ในการโหวตหนุนเศรษฐาเป็นนายกฯ หากมีการเอาผิด อาจถึงขั้นถูกขับออกจากพรรค

เมื่อหัวหน้าพรรคก้าวไกลไม่รับเก้าอี้ผู้นำฝ่ายค้าน พรรคประชาธิปัตย์ก็ยังวุ่นวายไม่มีหัวหน้าพรรคตัวจริงเสียงจริง 

ดังนั้น ผู้นำฝ่ายค้านอาจต้องไหลที่พรรคฝ่ายค้านอันดับ 3 นั่นคือพรรคไทยสร้างไทยที่มี ส.. 6 คน

แต่พรรคไทยสร้างไทยก็ไม่เข้าเกณฑ์อีก เนื่องจากหัวหน้าพรรคคือคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ได้ลาออกจาก ส..ไปแล้ว จึงไม่สามารถเป็นผู้นำฝ่ายค้านได้ เพราะรัฐธรรมนูญ มาตรา 106 ระบุชัดต้องเป็น ส..และหัวหน้าพรรค

ดังนั้น ดูแววแล้วสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 26 นี้อาจจะไม่มีผู้นำฝ่ายค้าน ถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 2517 ที่เริ่มกำหนดให้มีผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร