นักวิชาการแนะ ‘รัฐบาลใหม่’ เสิร์ฟนโยบายจานร้อน

31.08.23 | 09:45 น.

นักวิชาการแนะ ‘รัฐบาลใหม่’ เสิร์ฟนโยบายจานร้อน 

หมายเหตุนักวิชาการให้ความเห็นถึงนโยบายเร่งด่วนทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และอื่นๆ ที่รัฐบาลใหม่ นำโดยนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ควรเร่งดำเนินการ

รศ.ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช
อาจารย์ประจำโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

เรื่องเร่งด่วนที่รัฐบาลต้องแก้ไข เรื่องแรก คงเป็นเศรษฐกิจ การแก้ปัญหาปากท้อง และต่อยอดโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ

เรื่องที่สอง คือการต่างประเทศ ควรเน้นเศรษฐกิจชายแดนกับเพื่อนบ้านและกลุ่มภูมิภาคต่างๆ ที่จะทำให้ไทยมีบทบาทเด่นในขึ้นในอาเซียน

Advertisement

นโยบายด้านเศรฐกิจ อย่างดิจิทัลวอลเล็ต ต้องดูการจัดสรรเงิน การเข้าแอ๊กเคาต์ต่างๆ ให้ประชาชน แต่เรื่องโครงสร้างพื้นฐาน ต้องดูว่าจะต่อยอดจากที่ผ่านมาได้แค่ไหน อย่างไร นอกจากนี้ยังมีเรื่องเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ นวัตกรรมที่สัมพันธ์กับท้องถิ่น การกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนให้มีผลิตภัณฑ์ต่างๆ

อีกเรื่องที่สำคัญคือการท่องเที่ยว เพราะจะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นได้เร็ว ถ้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่อไปอีก เช่น สนามบินนานาชาติได้รับการขยายต่อ หรือกรณีสร้างสนามบินจังหวัดน่าน ก็จะพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสองฝั่งโขง เชื่อมกับหลวงพระบางได้

นอกจากนี้ ยังมีเศรษฐกิจภูเขา ปัญหาไฟป่า ปัญหาหมอกควันที่มาจากเมียนมา ต้องเร่งแก้ภัยคุกคามด้านสิ่งแวดล้อมที่มาจากไฟป่า จะจัดการอย่างไร

ส่วนด้านการต่างประเทศ เรื่องแรกที่ต้องทำ คือคุณเศรษฐาต้องแสดงวิสัยทัศน์และร่วมเวทีระดับนานาชาติบ่อยๆ เป็นระยะ จึงจะกู้ภาพลักษณ์ประเทศได้ คิดว่าคุณเศรษฐาน่าจะทำหน้าที่ตรงนี้ได้ดี การทูตสไตล์ของเพื่อไทย คงไม่ได้เป็นการทูตสไตล์แข็งแรง มีความประนีประนอมกับเพื่อนบ้าน ยืนอยู่บนพื้นฐานที่ส่งเสียงกดดันบ้างในบางประเด็น แต่ไม่แทรกแซงกิจการภายใน อาจทำให้ผู้นำประเทศเพื่อนบ้านสบายใจมากขึ้น โดยเน้นเศรษฐกิจชายแดนแทน

สำหรับสัมพันธภาพระหว่างจีนกับสหรัฐ คิดว่าน่าจะกลางๆ เพราะคุณเศรษฐาก็ได้รับการศึกษามาจากระบบอเมริกัน แต่ขณะเดียวกัน ที่มาของตระกูลทวีสิน ก็เป็นนักธุรกิจที่มาจากจีนฮกเกี้ยน ผมคิดว่าสายสัมพันธ์กับจีน และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับจีน ผ่านการลงทุนต่างๆ ยังจะมีความสัมพันธ์อยู่

ต้องดูว่าเพื่อไทยจะโชว์ผลงาน และรักษาฐานแฟนคลับที่เชียร์ ให้เห็นถึงผลงานด้านเศรษฐกิจได้หรือไม่

ดร.วีระ หวังสัจจะโชค
อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

เรื่องแรก นโยบายเกี่ยวกับปากท้อง เกี่ยวกับค่าน้ำมัน ก๊าซหุงต้ม และค่าไฟ จำเป็นต้องลดลงมาในมติ ครม.ครั้งแรก ให้เห็นชัดเจนว่ามีสิ่งดีๆ เกิดขึ้นจากการข้ามขั้วดังกล่าว ต้องเอาสิ่งที่เป็นตัวเลขชัดเจน ซึ่งหนีไม่พ้นเรื่องน้ำมัน ก๊าซหุงต้ม และค่าไฟ นี่คือเรื่องแรกเลยที่รัฐบาลต้องทำ

เรื่องที่ 2 นโยบายเรือธงของพรรคเพื่อไทย คือเงินดิจิทัล 10,000 บาท เพื่อกระตุ้นการบริโภคและการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ ต้องมีแผนที่ชัดเจนว่าเงิน 10,000 บาทนี้ ไม่ใช่เป็นแค่การแจกเงิน แต่จะนำไปสู่การกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากในชุมชนจริงๆ

2 เรื่องแรกเห็นว่าพรรคเพื่อไทยทำได้ เพราะเป็นพรรคนักบริหารมืออาชีพ มีความสามารถในการจัดการนโยบาย

ส่วนนโยบายเชิงสังคมและการศึกษา ตามโผ ครม.ตอนนี้กระจัดกระจาย ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวง อว. และกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ที่ให้พรรคอื่นกำกับดูแล คือพรรคภูมิใจไทยและพรรคชาติไทยพัฒนา ทั้งๆ ที่กระทรวงเหล่านี้จะวางรากฐานประเทศ ในการผลิตนักเรียน นักศึกษา ผลิตแรงงานใหม่ๆ เข้าไปตอบโจทย์การพัฒนาเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้นรัฐบาลต้องมีวิธีการกำกับดูแลกระทรวงดังกล่าวให้ไปด้วยกันได้กับแผนใหญ่ของพรรคเพื่อไทย

ส่วนด้านความมั่นคงภายใน พรรคเพื่อไทยไม่สามารถกุมกลไกหลักที่จะมาดูแลจังหวัดต่างๆ ได้ เพราะเอากระทรวงมหาดไทยไปให้กับพรรคภูมิใจไทย เสถียรภาพของรัฐบาลอาจจะสั่นคลอนได้

ขณะที่นโยบายเกษตร คือหัวใจของพรรคเพื่อไทย เพราะโหวตเตอร์พรรคเพื่อไทยอยู่ในพื้นที่นอกเมือง แต่กระทรวงเกษตรฯสามารถหาฐานเสียงจากโหวตเตอร์ กลับไปอยู่ในมือคนอื่น ก็ต้องตั้งคำถามว่าทำไมถึงปล่อยให้กระทรวงนี้ไปอยู่กับพรรคอื่น

จเด็จ เชาวน์วิไล
ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล

พรรคร่วมรัฐบาลดูแลประเด็นสังคมกระจัดกระจาย จะทำอย่างไรจัดให้ประเด็นสังคมอยู่ในกลุ่มก้อนเดียวกัน พรรคเพื่อไทยต้องพูดคุยเรื่องประเด็นทางสังคมกับพรรคร่วมรัฐบาลให้ชัดเจน เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ รองนายกฯที่ดูแลด้านสังคม ควรเล็งเห็นว่าประเด็นสังคมใดที่เป็นปัญหาสำคัญ ต้องร่วมมือกันหลายกระทรวง ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงแรงงาน กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ไปจนถึงกระทรวงยุติธรรม เนื่องจากปัญหาทางสังคมมีความเชื่อมโยงกัน ต้องปรึกษาหารือกันระหว่างกระทรวง

ควรตั้ง ครม.ด้านสังคมให้มีความชัดเจน ดูแลร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องผู้หญิง เด็ก ผู้สูงอายุ คนพิการ หรือผู้ยากไร้ ทั้งหมดนี้รองนายกฯที่เป็นผู้ดูแลต้องเชื่อมโยงกับกระทรวงอื่นๆ และหาทิศทางร่วมมือกันแก้ไขปัญหา

นอกจากนี้ ต้องวางไทม์ไลน์ในการทำงานร่วมกัน 100 วันต่อจากนี้จะเกิดอะไรขึ้น จะเร่งแก้ไขปัญหาเรื่องใดก่อนหลัง เช่น ความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็ก จะทำอย่างไรจะหยุดยั้งปัญหาเหล่านี้ หรือให้เกิดน้อยลง หรือปัญหาผู้สูงอายุ จะทำอย่างไรให้ผู้สูงอายุอยู่แบบไม่ยากจน ไม่ใช่เพียงไทม์ไลน์ 100 วันเท่านั้น ทุกชั่วโมงต้องเห็น และรายงานอย่างต่อเนื่องเสมอ

ส่วนความคาดหวังต่อรัฐบาลใหม่ต่อประเด็นทางสังคมนั้น คือการกระจายรายได้ โดยเฉพาะกลุ่มแรงงาน กลุ่มเปราะบาง ต้องแก้ไขเรื่องความเหลื่อมล้ำให้ชัดเจน การแจกเงินไม่ยั่งยืน ควรมีมาตรการอื่นๆ รองรับด้วย เช่น จะขึ้นค่าแรงอย่างไรให้เป็นธรรมกับทุกภาคส่วน

อยากเห็นกลไกทางกฎหมายอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงกฎหมายที่ยังคาอยู่ อย่างสมรสเท่าเทียม กฎหมายเกี่ยวกับคนชรา คนพิการ และอื่นๆ ทุกวันนี้ประชาชนยากจนมากขึ้น แม้กระทั่งกลุ่มผู้หญิงที่ไม่มีงานทำและต้องดูแลครอบครัวเพียงคนเดียวก็เยอะแยะไปหมด

สุดท้าย คือ “การเปลี่ยนค่านิยม” เปลี่ยนแนวคิดที่กดทับคนเปราะบาง เช่น อำนาจนิยมชายเป็นใหญ่ หรือมองว่าเด็กต้องอยู่ในอาณัติของผู้ปกครองเสมอ หรือสั่งสอนด้วยการตี ผู้สูงอายุกลายเป็นกลุ่มคนที่ไม่มีคุณค่า กลุ่มคนพิการก็กลายเป็นกลุ่มคนอีกชนชั้นหนึ่ง แม้แต่กลุ่ม LGBTQ+ ก็ถูกแบ่งแยกเช่นเดียวกัน นี่คือค่านิยมที่กำลังกดทับสังคมอยู่ จะทำอย่างไรที่จะเปลี่ยนแปลงค่านิยมเหล่านี้

ถ้าหากต้องการเป็น ครม.ยุคใหม่ ควรสร้างพื้นที่ให้ประชาชนแสดงความคิดเห็นอย่างจริงจัง เช่น ช่วงนี้เปิดให้ผู้สูงอายุเข้ามาแสดงความคิดเห็น ช่วงต่อมาเป็นกลุ่มคนพิการ คนไร้บ้าน คนยากจน ไปจนถึงเยาวชน ควรมีแผนปฏิบัติการที่ชัดเจน ไม่ใช่ให้ประชาชนเข้ามาประท้วง มายื่นหนังสือร้องเรียน เพราะทุกวันนี้ประชาชนเข้าถึงรัฐบาลยากมาก เพราะฉะนั้นควรเปลี่ยนได้แล้ว