ปิดฉาก 9 ปี ‘3ป.’ ลงหลังเสือนิ่มๆ

1.09.23 | 12:45 น.

ผ่านมากว่า 9 ปีแล้ว สำหรับตำนาน 3 ป. ที่มีพี่ใหญ่ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พี่รอง “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา และน้องเล็ก “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้ามากุมอำนาจบริหารประเทศ

เริ่มจากวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นำโดย “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.ในขณะนั้น ก่อรัฐประหารยึดอำนาจ และนั่งเป็นนายกฯ

เมื่อมีการร่างรัฐธรรมนูญ 2560 เสร็จ มีการเลือกตั้งเมื่อปี 2562 ก็มีการตั้งพรรคพลังประชารัฐขึ้นมาเพื่อสืบทอดอำนาจ โดย “บิ๊กตู่” นั่งเป็นนายกฯอีกครั้งจนครบ 4 ปี

กระทั่งก่อนการเลือกตั้งใหม่ ทั้ง “บิ๊กป้อม” และ “บิ๊กตู่” แยกกันเดิน โดย “บิ๊กป้อม” นั่งเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐเอง ส่วน “บิ๊กตู่” ไปเป็นประธานยุทธศาสตร์พรรครวมไทยสร้างชาติ ซึ่งทั้งคู่ได้รับการเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกฯของพรรคตัวเอง

สำหรับ “บิ๊กป๊อก” ได้ประกาศวางมือทางการเมืองไปตั้งแต่ปลายปี 2565 โดยตอบกับสื่อมวลชนถึงอนาคตทางการเมืองว่า “ประเมินตัวเอง ว่าเราเหมาะสมที่จะไปทำหรือไม่ ด้วยอายุต้องพิจารณาว่าเหมาะสม
หรือไม่ เพราะอายุเยอะแล้ว และมีคนที่มีความสามารถ มีความตั้งใจที่อายุน้อยมีเยอะ ซึ่งก็มีคนทำอยู่แล้ว ตั้งใจว่าเราน่าจะพิจารณาตัวเองว่า ไม่น่าเหมาะ …ผมไม่ไปอยู่แล้วการเมือง”

Advertisement

กระทั่งผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2566 ออกมา พรรคพลังประชารัฐและพรรครวมไทยสร้างชาติแพ้หลุดลุ่ย ได้ ส.ส.เป็นอันดับ 4 และ 5 โดยพรรคพลังประชารัฐได้ ส.ส. 40 คน พรรครวมไทยสร้างชาติได้ ส.ส. 36 คน

หนทางที่ “บิ๊กตู่” หวังจะนั่งนายกฯอีกครั้งตีบตัน และเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2566 “บิ๊กตู่” ก็ประกาศวางมือทางการเมือง ลาออกจากสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ โดยระบุว่า “ขอขอบคุณเป็นอย่างยิ่ง
ที่พี่น้องประชาชนได้ให้การสนับสนุนพรรค รทสช.และผม ในการ เลือกตั้ง ส.ส.ที่ผ่านมา จนทำให้ได้ ส.ส. 36 คน

“ผมในฐานะนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลได้ทำให้กับประเทศชาติและประชาชนตลอด 9 ปีเศษที่ผ่านมา หวังเป็นอย่างยิ่งว่ารัฐบาลต่อไปจะดำเนินการพัฒนาต่อไป จากนี้ไป ผมขอประกาศวางมือทางการเมือง ด้วยการลาออกจากสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ”

ขณะที่ “บิ๊กป้อม” ยังมีกองเชียร์ให้สู้ต่อ หวังเกมพลิก ได้ลุ้นนั่งนายกฯสักครา

เบื้องแรกพรรคก้าวไกลที่มี ส.ส.มากสุดเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล จับเซ็นเอ็มโอยู 8 พรรค รวมถึงพรรคเพื่อไทยด้วย และเสนอชื่อ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกฯ แต่ไม่สำเร็จ

กระทั่งพรรคเพื่อไทยฉีกเอ็มโอยูมาจับขั้วใหม่ตั้งรัฐบาลแทน โดยมีทั้งพรรคพลังประชารัฐและพรรครวมไทยสร้างชาติมาร่วมด้วย และเสนอชื่อ เศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกฯผ่านฉลุย โดยมี ส.ว.สาย “บิ๊กตู่” ช่วยโหวตหนุนช่วย

ท่ามกลางกระแสข่าวว่า “บิ๊กตู่” ยอมหักกับพี่ใหญ่ ไม่ให้ ส.ว.โหวตคว่ำ “เศรษฐา” ทำให้ความหวังของพี่ใหญ่ต้องดับมอดลง

หลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ “เศรษฐา” เป็นนายกฯ ก็มีภาพประวัติศาสตร์เมื่อเข้าไปหารือเป็นการส่วนตัวกับ “บิ๊กตู่” ที่ทำเนียบรัฐบาล บรรยากาศเป็นไปอย่างชื่นมื่น

กระทั่งอีกไม่กี่วันนี้ รัฐบาล “เศรษฐา 1” ใกล้คลอด ก็ถึงเวลาที่ “บิ๊กตู่” ต้องอำลาทำเนียบรัฐบาลแล้ว

ฤกษ์ดี 09.09 น. วันที่ 31 สิงหาคม “บิ๊กตู่” นั่งรถเบนซ์ส่วนตัว ทะเบียน ญค 1881 กรุงเทพมหานคร เดินทางเข้าทำเนียบ โดยมีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ไปกราบไหว้เพื่อลาศาลพระภูมิเจ้าที่ ศาลตาศาลยาย และพระพรหมที่ยอดตึกไทยคู่ฟ้า

จากนั้น “บิ๊กตู่” ร่วมรับประทานอาหารกลางวันกับสื่อมวลชนประจำทำเนียบรัฐบาล

มีบรรดาข้าราชการและเจ้าหน้าที่ทำเนียบรัฐบาลนำดอกกุหลาบแดงมามอบให้ “บิ๊กตู่” ขณะที่นักการเมืองใกล้ชิดรวมทั้ง ส.ว.บางส่วนทยอยมาอำลา “บิ๊กตู่” ที่ตึกไทยคู่ฟ้าอย่างต่อเนื่อง

ก่อนที่ “บิ๊กตู่” เดินทางออกจากทำเนียบรัฐบาลด้วยรถยนต์ส่วนตัว

สำหรับ “บิ๊กป้อม” ก็ได้ฤกษ์ดีวันเดียวกัน ประกาศลาออกจาก ส.ส.บัญชีรายชื่อ แต่ขอยังนั่งเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐต่อ

“บิ๊กป้อม” ที่ไปประชุมคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทย ก็อารมณ์ดียิ้มแย้มแจ่มใส บอกกับผู้สื่อข่าวว่า “ห้ามถามการเมืองนะ ไม่เล่นการเมืองแล้ว เป็นหัวหน้าพรรคอย่างเดียว ไม่ได้เล่นการเมือง”

นักข่าวถามว่า จะเป็นหัวหน้าพรรคอย่างเดียวแล้วในตำแหน่ง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พล.อ.ประวิตรกล่าวทันทีว่า “เดี๋ยวก็จะลาออก คนอื่น ก็ทำไป”

เมื่อสื่อหยอกว่า หลังจากนี้จะมีเวลาทำผัดซีอิ๊วที่บ้านป่ารอยต่อฯ หรือไม่ “บิ๊กป้อม” บอกทันที “บ้านป่ารอยต่อฯปิดแล้ว” พร้อมยิ้มและเดินไป

ขณะที่ เศรษฐา ทวีสิน นายกฯ พูดถึง “บิ๊กป้อม” ว่า “ท่านก็เป็นบุคคลที่ทำประโยชน์เพื่อประเทศชาติมานาน ส่วนตัวเคยคุยโทรศัพท์กับ พล.อ.ประวิตรแค่นิดเดียว ยังไม่เคยเจอตัว เมื่อเข้าทำเนียบแล้วก็อยากจะเชิญ พล.อ.ประวิตรมารับประทานอาหาร”

เป็นการปิดฉากพี่น้อง 3 ป. ที่ลงจากหลังเสือได้อย่างนุ่มนวล แม้ตัวเองไม่ได้อยู่ในศูนย์กลางอำนาจบริหารแล้ว แต่ยังมีพรรคพลังประชารัฐและพรรครวมไทยสร้างชาติร่วมรัฐบาลใหม่อยู่ด้วย พอจะช่วยป้องกันได้บ้างเพื่อไม่ให้เสือหันมากัดทีหลัง