‘เศรษฐา’ ลุยแม่กลองวันนี้ ถกประมงแก้ปมไอยูยู สธ.นำร่องกระจายอำนาจให้ อปท.ซื้อวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ เริ่มงบปี’67

1.09.23 | 06:00 น.

‘เศรษฐา’ ลุยแม่กลองวันนี้ ถกประมงแก้ปมไอยูยู สธ.นำร่องกระจายอำนาจให้ อปท.ซื้อวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ เริ่มงบปี’67

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสมนึก พรหมเขียว ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม เชิญภาคประมงและส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุมเตรียมความพร้อมต้อนรับนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี กำหนดลงพื้นที่พบปะผู้ประกอบการประมง จ.สมุทรสงคราม เพื่อพูดคุยประเด็นผลกระทบจากประกาศของ IUU และแนวทางการแก้ปัญหาความเดือดร้อนของชาวประมงในวันที่ 1 กันยายน

นายมงคล สุขเจริญคณา ประธานสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย และนายกสมาคมประมงสมุทรสงคราม กล่าวว่า นายเศรษฐาให้ความสำคัญกับชาวประมง 22 จังหวัด เนื่องจากช่วงการหาเสียง เมื่อวันที่ 12 เมษายน นายเศรษฐาขณะนั้นเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ได้พบปะรับฟังปัญหาความเดือดร้อนของชาวประมงหลายจังหวัดรับปากจะช่วยเหลือชาวประมงหากได้จัดตั้งรัฐบาล ขณะนี้ยังประสบปัญหาเดิมๆ ตั้งแต่ 8 ปีที่แล้วมาจนปัจจุบัน ปัญหาเร่งด่วน คือ การแก้ พ.ร.ก.ประมง พ.ศ.2558 มีโทษรุนแรงเกินไป โดยเฉพาะกรณีเรือประมงทําผิดโดยไม่เจตนา อย่างการแจ้งเอกสารผิดพลาด ควรตักเตือนก่อนไม่ใช่ถูกปรับเป็นเงินจำนวนมากเรียกร้องรัฐบาลใหม่แก้ไขเร่งด่วน อีกทั้งอยากให้ช่วยเหลือนำเรือออกนอกระบบ รัฐบาลชุดที่แล้วบอกไว้ตั้งแต่ 8 ปีที่แล้ว แต่ไม่ทำอะไรเลย

“ที่ผ่านมาชาวประมงต้องจอดเรือทั่วประเทศ กว่า 2,500 ลำ เสียค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเรือและจ้างแรงงานเฝ้าเรือเดือนละกว่า 30,000 บาท รวม 8 ปี ชาวประมงหมดเงินไปมาก บางคนต้องกู้ยืมมาจะไปทำอาชีพอื่นก็ไม่ได้ เพราะไม่มีทุน ขอให้รัฐบาลชุดใหม่ใช้งบกลางหรืองบปะการังเทียมสักก้อนมาซื้อเรือประมงคืนทุนให้ชาวประมง นอกจากนำเรือออกนอกระบบได้แล้ว ยังนำเรือไปจมเป็นปะการังเทียม เพิ่มแหล่งอนุบาลทรัพยากรสัตว์น้ำ หรืออาจต่อยอดทำพิพิธภัณฑ์เรือสร้างแหล่งท่องเที่ยวใต้ทะเลได้อีก ปัจจุบันเรือประมงทั่วประเทศเหลืออยู่ประมาณ 9,000 ลำ ลดลงจากเดิมมาก” นายมงคลกล่าว

ส่วนที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการ สธ. เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติ ครั้งที่ 2/2566 ซึ่งถือเป็นการประชุมนัดสุดท้ายของนายอนุทินในฐานะรัฐมนตรีว่าการ สธ.

Advertisement

นายอนุทินเปิดเผยว่า ที่ประชุมมีมติ 1.ให้มีการตั้งคณะอนุกรรมการพิจารณาสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค 2.เห็นชอบแนวทางการดำเนินงานจัดซื้อจัดหาวัคซีนโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) โดยวิธีการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ ตามระเบียบกรมบัญชีกลาง และมอบหมายสถาบันวัคซีนแห่งชาติ และกรมควบคุมโรคเป็นผู้ประสานการดำเนินงาน อย่างไรก็ตาม ในรายละเอียดยังต้องมีการหารือต่อไป และ 3.เร่งรัดการจัดหาและฉีดวัคซีน HPV ป้องกันมะเร็งปากมดลูกในนักเรียนหญิงระดับประถมศึกษาปีที่ 5 ซึ่งก่อนหน้านี้พบว่าขาดแคลนชั่วคราว ทางสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จึงได้เร่งจัดหามาให้บริการ

“สำหรับข้อถามว่า หาก อปท.ไหนมีศักยภาพเพียงพอสำหรับดูแลประชาชนจะให้โควต้าจัดซื้อวัคซีนทั้ง 100% เลยหรือไม่นั้น เรื่องนี้เดี๋ยวค่อยว่ากัน เพราะเป็นเรื่องของอนาคต ตอนนี้เป็นเรื่องของการกระจายเข้าลักษณะนโยบายกระจายอำนาจด้วย มีการโอนถ่ายการบริการไปยังท้องถิ่น สถาบันวัคซีนฯ ก็ดำเนินการตามนโยบาย โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนเป็นหลัก” นายอนุทินกล่าว

ด้าน นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ในส่วนของวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่นั้น ปกติภาครัฐมีการจัดหามาฉีดให้กับกลุ่มเสี่ยงเป็นประจำทุกปี โดยสัดส่วนของ สปสช. เป็นชนิด 3 สายพันธุ์ ประมาณ 4 ล้านโดส งบประมาณ 400 ล้านบาท และสัดส่วนของกรมควบคุมโรค ซึ่งเป็นชนิดป้องกัน 4 สายพันธุ์ งบประมาณ 10 ล้านบาท แต่ในจำนวนที่มีการจัดหานี้ ยังไม่เพียงพอกับกลุ่มเสี่ยงอื่นๆ ที่ควรได้รับวัคซีน ทั้งผู้สูงอายุที่มีประมาณ 12 ล้านคน เด็ก 6 เดือน-3 ขวบ และกลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรังต่างๆ อีก ดังนั้น วัคซีนที่มีจึงถือว่ายังไม่ครอบคลุม

“หากมี อปท.เข้ามาช่วยดำเนินการตรงนี้ จะช่วยให้มีวัคซีนที่ครอบคลุมประชาชนกลุ่มต่างๆ มากขึ้น เพราะบางพื้นที่อาจจะมีกลุ่มเสี่ยงที่นอกเหนือจากกลุ่มเสี่ยงที่ สธ.ได้กำหนดไว้ เช่น ค่ายทหาร เรือนจำ เป็นต้น ส่วนข้อกังวลเรื่องศักยภาพของ อปท.บางพื้นที่ไม่เท่ากันนั้น ก็อาจจะมีวิธีบริหารจัดการต่อไป แต่เบื้องต้น เราก็มีวัคซีนพื้นฐานให้กับกลุ่มเสี่ยงอยู่ ทั้งนี้ การให้ อปท.จัดหาวัคซีนไข้หวัดใหญ่ได้นั้น จะเริ่มดำเนินการในปีงบประมาณ 2567 นำร่องในจังหวัดใกล้เคียงกรุงเทพมหานครก่อน” นพ.ธเรศกล่าว