“ปึ้ง” ห่วงการใช้งบปี 59 จำนวน 5.6 หมื่นล้าน ชี้ ไม่มีหน่วยตรวจสอบ เหมือนตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ
เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรองนายกฯ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า การที่รัฐบาลจะจัดทำงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ 2559 วงเงินไม่เกิน 56,000 ล้านบาท หรืองบกลางปีโดยใช้เหตุผลว่าเพื่อนำไปใช้ในนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลและปรับโครงสร้างระบบเศรษฐกิจที่ให้ความสำคัญกับการกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาคและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศนั้น โดยจะใช้วิธีการพิจารณาโดยสนช. 3 วาระรวดในวันที่ 18 กุมภาพันธ์นี้ ก็รู้สึกเป็นห่วงว่าการใช้เงินอย่างสุรุ่ยสุร่ายไม่ตรงเป้าหมายและผิดวัตถุประสงค์ความต้องการที่แท้จริงจนเกิดความเสียหายแก่งบประมาณแผ่นดิน เกิดการแสวงหาผลประโยชน์และรั่วไหล เพราะผู้ดำเนินนโยบายขาดความรู้ความเข้าใจในพื้นที่ในส่วนภูมิภาคในการจัดสรรงบประมาณลงไป อีกทั้งยังไม่มีฝ่ายตรวจสอบในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่จะเฝ้าติดตามการใช้จ่ายงบประมาณเหมือนที่นักการเมืองหรือส.ส.ในสภาฯจะคอยทำหน้าที่ติดตามการใช้จ่ายเงินของรัฐบาลเช่นที่ผ่านๆมา นอกจากนี้การใช้จ่ายเงินของรัฐบาลชุดนี้ก็เพิ่มมากขึ้นในปีงบประมาณ 2559 และการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลก็เชื่อได้ว่าน่าจะต่ำกว่าคาดการณ์ที่จะจัดเก็บได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้โดยกระทรวงการคลังเช่นเดียวกับการจัดเก็บที่เกิดขึ้นในปีงบประมาณ 2558 ที่ผ่านมาสดๆร้อนๆ ก็ทำให้หนี้สาธารณะของประเทศเพิ่มขึ้น รายได้รัฐไม่พอรายจ่ายและที่สำคัญที่สุดก็คือเม็ดเงินที่นำลงไปเป็นค่าใช้จ่ายของรัฐบาลชุดนี้ที่ผ่านๆมากลับไม่ได้ก่อให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจให้ดีขึ้นเลยแม้แต่น้อยเหมือนอย่างที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ได้คาดการณ์และประกาศเอาไว้ แต่มันกลับดูเสมือนหนึ่งว่าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดนี้กำลังตำน้ำพริกละลายแม่น้ำเล่นอยู่ หรือเอาเงินไปถมในทะเลซึ่งถมเท่าไรก็ไม่รู้จักเต็ม
“ก็เกรงว่าความเสียหายจะงอกเงยเพิ่มขึ้นอีกเพราะขนาดการคาดการณ์ตัวเลขจีดีพี ของรัฐบาลชุดนี้ในปี 2558 ก็ยังพลาดเป้าหมายที่ตั้งไว้และยิ่งในช่วงนี้การคาดการณ์การเจริญเติบโตของไทยเราก็จัดอยู่ในอันดับที่ต่ำกว่าหรือน้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มอาเฃียนด้วยกัน และที่น่าเป็นห่วงมากก็คือสนช. ซึ่งเป็นพวกเดียวกันกับรัฐบาลชุดนี้ก็จะอนุมัติหรือเห็นชอบผ่านงบประมาณเพิ่มเติม 56,000 ล้านบาท ก้อนนี้ไปแบบไม่ลืมหูลืมตา 3 วาระรวด ไม่มีการวิเคราะห์ศึกษาแผนงานต่างๆดูให้ดีให้ละเอียดรอบคอบก่อนที่จะเห็นชอบโหวตยกมือให้ผ่านสภานิติบัญญัติในการใช้งบประมาณที่จะกระจายลงไปในภูมิภาคเพื่อปรับโครงสร้างระบบเศรษฐกิจนี้ ซึ่งก็จะไม่ก่อให้เกิดผลประโยชน์ใดๆแก่ประเทศชาติกลับคืนมาอีกก็เป็นได้ เพราะสนช.เองก็ไม่ได้ลงสัมผัสพื้นที่ในต่างจังหวัดได้จริงเหมือนส.ส.ในพื้นที่ที่จะเข้าใจปัญหาและความต้องการในพื้นที่ได้ดีกว่า ก็อยากจะถามว่าถ้าเกิดความเสียหายแก่งบประมาณและไม่เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจขึ้นใครจะเป็นผู้รับผิดชอบชดใช้ความเสียหายที่จะเกิดขึ้น แต่ถ้าหากรัฐบาลนี้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายก็ขออนุโมทนาสาธุด้วยครับ” นายสุรพงษ์ กล่าว

