หลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง “เศรษฐา ทวีสิน” เป็นนายกฯ มีผู้นำ-รัฐมนตรี-เอกอัครราชทูตประเทศต่างๆ ทยอยส่งสารแสดงความยินดี รวมทั้งประเทศมหาอำนาจต่างขั้วกัน อย่างสหรัฐ จีน และรัสเซีย
โดยเฉพาะจีน นอกจาก “หลี่ เฉียง” นายกฯจีน จะส่งสารแสดงความยินดีกับ “เศรษฐา” แล้ว “หาน จื้อเฉียง” เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย พร้อมอัครราชทูต “อู๋ จื้ออู่” และคณะเข้าพบ “เศรษฐา” เพื่อแสดงความยินดีโดยตรงที่พรรคเพื่อไทย พร้อมเชิญนายกฯคนที่ 30 ของไทยไปเยือนจีนอย่างเป็นทางการ และร่วมหารือกับประธานาธิบดี “สี จิ้นผิง” เพื่อกระชับความสัมพันธ์และหารือความร่วมมือด้านต่างๆ
ส่วนผู้นำประเทศอาเซียนก็แสดงความยินดีครบตามธรรมเนียม แต่ที่พิเศษหน่อยคือ “ลี เซียนลุง” นายกฯสิงคโปร์ โทรสายตรงแสดงความยินดี
“เศรษฐา” ทวีตภาพและข้อความผ่านทวิตเตอร์ว่า “ผมขอขอบคุณนายกฯ ลี @leehsienloong ที่โทรมาแสดงความยินดี พร้อมย้ำมิตรภาพเก่าแก่ระหว่างไทยและสิงคโปร์ บนพื้นฐานของความร่วมมือที่รอบด้าน โดยผมได้ย้ำที่จะทำงานร่วมกับสิงคโปร์อย่างใกล้ชิดเพื่อเพิ่มความร่วมมือในทุกๆ ด้าน โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และพร้อมที่จะเดินทางเยือนในโอกาสต่อไปครับ”
นโยบายการต่างประเทศของไทย นับเป็นวาระสำคัญของนายกฯไทยในเวทีต่างๆ ทั้งระดับทวิภาคี อนุภูมิภาค ภูมิภาคและระดับโลก
พรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ให้ความสำคัญกับเรื่องการต่างประเทศอย่างมาก โดยขอกำกับดูแลกระทรวงการต่างประเทศเอง มี “ปานปรีย์ พหิทธานุกร” ว่าที่รองนายกฯควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และ “จักรพงษ์ แสงมณี” เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
สำหรับนโยบายด้านการต่างประเทศของพรรคเพื่อไทย
“เปิดประตูการค้า เสริมโอกาสการต่างประเทศ” …เรียกคืนเสถียรภาพทางการทูตให้ประเทศไทยมีสิทธิมีเสียงในเวทีการเมืองโลก รัฐบาลจะเดินสายสร้างสัมพันธ์ทั่วโลก เพื่อเปิดประตูโอกาสให้ประเทศไทยมีโอกาสได้เพิ่มพื้นที่ในตลาดโลก รวมถึงดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ และการท่องเที่ยวให้เติบโตขึ้นอย่างน้อย 2 เท่า
“หนังสือเดินทางไทย เดินทางได้ทั่วโลก” …คนไทยในฐานะพลเมืองโลกต้องมีโอกาสเดินทางแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมจากทั่วโลก ด้วยหนังสือเดินทางของประเทศไทย รัฐบาลต้องสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศให้เข้มแข็งและหลากหลายมากขึ้น เสริมอิทธิพลหนังสือเดินทางไทย พาคนไทยเดินทางไปได้ทั่วโลกโดยไม่ต้องขอวีซ่า
ส่วนเวทีการประชุมระดับผู้นำประเทศ มีหลายวาระในเร็วๆ นี้
อย่างเช่นการประชุมอาเซียนซัมมิท ระหว่างวันที่ 3-7 กันยายนนี้ ที่ประเทศอินโดนีเซีย แต่น่าเสียดายที่ “เศรษฐา” ไม่อาจเข้าร่วมประชุมได้ทัน เพราะกระบวนการในประเทศยังไม่เรียบร้อยสมบูรณ์
การประชุมอาเซียนซัมมิทนี้ มีหลายเรื่องที่สำคัญ อาทิ การจัดทำกรอบความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียน (DEFA) ตั้งเป้าจะเริ่มเจรจาปลายปีนี้ และให้แล้วเสร็จภายใน 2 ปี คาดว่า DEFA จะช่วยเพิ่มมูลค่าการค้าด้านดิจิทัลในภูมิภาคอาเซียน สูงถึง 400-600 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2573
นอกจากนี้ยังมีการจัดทำยุทธศาสตร์ความเป็นกลางทางคาร์บอน จะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มในเศรษฐกิจสีเขียวและสนับสนุนการเติบโตที่ยั่งยืนของภูมิภาค มีเรื่องการเร่งรัดดำเนินการตามแผนงานของเสาเศรษฐกิจ เช่น จัดตั้งหน่วยงานสนับสนุนความตกลง RCEP การใช้เอกสารรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าภายใต้ความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน หรือ e-Form D ในระบบศุลกากรอิเล็กทรอนิกส์ ณ จุดเดียวของอาเซียนอย่างเต็มรูปแบบทั้ง 10 ประเทศ ภายในปี 2566
อีกทั้ง เตรียมจัดทำวิสัยทัศน์อาเซียนฉบับใหม่ที่จะใช้ภายหลังปี 2568 (Post-2025 Vision) โดยมีเป้าหมายจะยกระดับการรวมตัวของอาเซียนไปสู่การเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียวที่เชื่อมโยงกันอย่างไร้รอยต่อ
ส่วนเวทีระดับโลกอย่างการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 78 ที่จะเปิดให้ผู้นำประเทศต่างๆ อภิปรายทั่วไป ระหว่างวันที่ 18-23 กันยายนนี้ “เศรษฐา” จะบินไปร่วมการประชุมเวทีนี้ด้วย
ถือเป็นการประชุมแบบพบหน้ากันอย่างเต็มรูปแบบ หลังประชุมแบบออนไลน์มา 3 ปี เนื่องจากการระบาดของโควิด-19
การประชุมครั้งนี้ มีการหารือในเวทีคู่ขนานหลายเรื่องที่สำคัญ อาทิ การประชุมด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG Summit) การประชุมระดับสูงด้านสุขภาพ (High-Level Meetings on Health) เวทีเป้าหมายการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Ambition Summit)
คิวต่อไป เป็นการประชุมสมัชชาประเทศภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ COP 28 ที่เมืองดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ระหว่างวันที่ 30 พฤศจิกายน-12 ธันวาคม 2566 ซึ่ง “เศรษฐา” อาจนำทีมไปร่วมประชุมเองด้วย
เวที COP 28 จะมีการพิจารณากันหลายเรื่อง อาทิ การทำโปรแกรมลดผลกระทบเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจกให้บรรลุเป้าหมายตามความตกลงปารีส หารือเกี่ยวกับเป้าหมายและตัวชี้วัดด้านการปรับตัวฯที่เหมาะสม การเชื่อมโยงกับอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ
เป็นบางส่วนในเวทีระดับภูมิภาคและระดับโลก ที่ไทยต้องเข้าไปมีบทบาทไม่มากก็น้อย เพื่อรักษาสิทธิและประโยชน์ของประเทศไทยในเวทีต่างๆ
เรื่องการต่างประเทศนั้นมีหลายหลากมิติที่ทับซ้อนกันวุ่นวาย ทั้งความมั่นคง การค้า การลงทุน สิ่งแวดล้อม และอื่นๆ อีกมากมาย ที่ถูกผูกโยงกัน หากไทยไม่ร่วมอยู่ในเวทีต่างๆ จะเสียโอกาสกับประเทศอย่างมาก
ดังนั้น รัฐบาลใหม่ ที่มี “เศรษฐา” เป็นหัวเรือใหญ่และทีมงานด้านการต่างประเทศ ต้องวางยุทธศาสตร์การดำเนินนโยบายการต่างประเทศให้ดี เพราะหลายเรื่องเป็นประเด็นที่อ่อนไหวมาก หากเดินไปได้ดีก็จะเกิดประโยชน์กับประเทศ แต่ในทางกลับกันหากเดินพลาด ความเสียหายจะเกิดกับประเทศมากมายเช่นกัน
เป็นภารกิจสำคัญของนายกฯที่ชื่อ “เศรษฐา”จะทำให้ประเทศไทยโกอินเตอร์อย่างสง่างาม มีศักดิ์ศรี และก่อเกิดประโยชน์ทั้งต่อประเทศไทย ประเทศเพื่อนบ้าน และโลกทั้งใบ

