หน้าแรก การเมือง ชาญวิทย์ นิยา...

ชาญวิทย์ นิยาม นิธิ ‘อิมเพรสชั่นนิสม์ทางตัวอักษร’ อ่านคำนำเล่มดังกลางเวที ชี้ ‘ทำผมตาสว่าง’

3.09.23 | 19:08 น.

ชาญวิทย์ นิยาม นิธิ ‘อิมเพรสชั่นนิสม์ทางตัวอักษร’ อ่านคำนำเล่มดังกลางเวที ชี้ ‘ทำผมตาสว่าง’

เมื่อวันที่ 3 กันยายน ที่มติชนอคาเดมี เขตจตุจักร กรุงเทพฯ สำนักพิมพ์มติชนร่วมกับศูนย์ข้อมูลมติชน (MIC) จัดงาน “มติชนเปิดโกดังหนังสือการเมือง” ครั้งแรก โดยวันนี้เป็นวันสุดท้าย ภายในงานคับคั่งด้วยหนังสือการเมืองเล่มสำคัญที่หายาก พร้อมด้วยผลงานของศาสตราจารย์ ดร. นิธิ เอียวศรีวงศ์ รวมถึงกิจกรรมเสวนา และนำชมนิทรรศการผลงาน อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ นอกจากนี้ยังมีโปรโมชั่นพิเศษและของพรีเมียมอีกมากมาย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศในวันนี้ มีบุคคลต่างๆเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก ทั้งนักคิด นักเขียน นักวิชาการ และนักการเมือง อาทิ ศาสตราจารย์ กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ดร.คริส เบเคอร์, ศ.ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร นักวิชาการชื่อดัง, อ.วิโรจน์ ตั้งวาณิชย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมจีน, นายนริศ จรัสจรรยาวงศ์ นักวิชาการอิสระ ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์คณะราษฎร, นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ส.ส. กทม. พรรคก้าวไกล, นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ ส.ส.ฉะเชิงเทรา พรรคก้าวไกล, นายชยพล สท้อนดี ส.ส.กทม. พรรคก้าวไกล, นางวทันยา บุนนาค อดีตผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ เป็นต้น

เวลา 13.00 น. มีกิจกรรมเสวนา Charnvit’s Talk: นิธิในทรงจำ วิทยากรโดย ศาสตราจารย์ พิเศษ ดร. ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดี ม.ธรรมศาสตร์ ดำเนินรายการโดย ผศ.อัครพงษ์ ค่ำคูณ

ศาสตราจารย์ พิเศษ ดร. ชาญวิทย์ กล่าวว่า ตนเริ่มรู้จักศาสตราจารย์ ดร.นิธิ ในทศวรรษที่ 1960 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่วารสารสังคมศาสตร์ปริทัศน์ ซึ่งอาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ เป็น บก. เข้าใจว่าบทความแรกที่ตนเห็น มีเนื้อหาเกี่ยวกับสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ขณะนั้น ตนยังไม่ได้สนใจประวัติศาสตร์เท่าใดนัก เนื่องจากกำลังศึกษาด้านรัฐศาสตร์ การทูต แต่ตอนนั้นอ่านแล้วสะดุด ต่อมา ศาสตราจารย์ ดร.นิธิ มีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนตัวเชื่อว่าหากจะศึกษานักวิชาการท่านนี้ น่าจะต้องนำไทม์ไลน์ ว่าแต่ละยุค เช่น 1960, 1970 และ1980 ท่านเขียนอะไร ส่วนตัวคิดว่า ในช่วง ค.ศ.1980 เป็นจุดเปลี่ยน

Advertisement

สำหรับผลงานที่ตนตกใจมากกับคำนำ และนำมาอ้างถึงบ่อยครั้ง คือ ‘การเมืองไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี’ ระบุ พ.ศ. 2529 คือในทศวรรษที่ 1980 ซึ่งเป็นผลงานที่ทำให้ตน ‘ตาสว่าง’ และเป็นหนังสือที่โด่งดังมาก
จากนั้น ผศ.อัครพงษ์ ผู้ดำเนินรายการ อ่านคำนำดังกล่าวบนเวที ความตอนหนึ่งว่า

‘ในฐานะที่มีสำนึกของเจ๊กเช่นนี้ ข้าพเจ้ารู้สึกศรัทธาและชื่นชมพระเจ้ากรุงธนบุรีไม่ได้ งานศึกษาชิ้นนี้จึงเริ่มต้นด้วยความศรัทธาและชื่นชมที่มีอยู่ในสำนึกดังกล่าว เวลาที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าหลักฐาน และครุ่นคิดเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ในรัฐสมัยของพระองค์เป็นเวลานานกว่า 5 ปี ทำให้ทัศนคติข้าพเจ้าต่อพระเจ้ากรุงธนบุรีเปลี่ยนแปลงไป ไม่ใช่ในทางตรงกันข้ามแต่เป็นในทางที่ลึกซึงขึ้น จนมองเห็นความอ่อนแอความเข้มแข็งของพระองค์มีความสามารถที่จะชื่นชมพระองค์ ในฐานนะมนุษย์ผู้ยิ่งใหญ่ ไม่ใช่ทวยเทพที่จุติมาดับยุคเข็ญแก่มวลมนุษย์….’

ศาสตราจารย์ พิเศษ ดร. ชาญวิทย์ กล่าวว่า สิ่งที่ตนได้รับ ‘ความบันดาลใจ’ จากศาสตราจารย์ ดร.นิธิ คือ ถ้าเราบอกว่าตัวเอง ‘เป็นไทย ไท้ย ไทย’ ย่อมไปไหนไม่รอด เพราะนั่นคือการไม่ยอมรับความแตกต่างหลากหลาย นี่คือสิ่งที่นักวิชาการท่านนี้เปิดฉากให้เราเรียนรู้จากพระราชประวัติของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ซึ่งทรงมีเชื้อสายจีน

“แน่นอน อาจารย์นิธิเป็นนักประวัติศาสตร์ เป็นโมเดลของนักประวัติศาสตร์ เชี่ยวชาญในแง่ของไทยศึกษา ผมคิดว่าอาจารย์เป็นขบถ เป็นครูบาอาจารย์ เป็นปัญญาชน เป็นอะไรต่ออะไรเยอะแยะ เราบอกว่าอาจารย์เป็นนู่นเป็นนี่ ผมมานั่งคิดว่า จะนิยามอาจารย์นิธิว่าอะไรดี เหลือบไปเห็นรูปที่มีคนให้มา เป็นภาพแม่น้ำเทมส์ ข้างหลังเป็นตึกรัฐสภาอังกฤษ อาจารย์นิธิไม่ใช่คนวาดรูป แต่ใช้ตัวอักษรที่ทำให้เราเห็นสิ่งที่นอกเหนือจากตาเห็น จึงขอนิยามว่าอาจารย์นิธิเป็นอิมเพรสชั่นนิสม์ทางตัวอักษร” ศาสตราจารย์ พิเศษ ดร. ชาญวิทย์ กล่าว

ศาสตราจารย์ พิเศษ ดร. ชาญวิทย์ กล่าวว่า ในทศวรรษที่ 1980 มีความตื่นตัวมากในด้านวิชาการ มีเหตุการณ์สำคัญ คือ 2 ศตวรรษรัตนโกสินทร์ ใน พ.ศ.2525 กรุงรัตนโกสินทร์ครบ 200 ปี ขณะนั้น ม.ธรรมศาสตร์ในนามของสถาบันไทยคดีศึกษา จัดสัมมนา 1 ปีเต็ม มีสัมมนาทางวิชาการทุกเดือน

“วันเปิด คีย์โน้ต คือ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช หอประชุมที่ตึกเอนกประสงค์แทบระเบิด คนเยอะมาก มีการเสนอรายงานเยอะแยะ อาจารย์นิธิ เป็นหนึ่งในคนที่เสนอ ตอนนั้นบทความทั้งหลายของท่านที่เราอาจรู้จัก เช่น เรื่องนางนพมาศ การเมืองในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ อาจารย์นิธิเป็นนักประวัติศาสตร์ที่นำหน้าที่สุด
ผมคิดว่าช่วงพีคของความเป็นนักวิชาการ คือ 1980 ตอนหลังกลายมาเป็นคอลัมนิสต์ กลายเป็น ไรท์ติง อิมเพรสชั่นิสม์ ผมฝันอยากเห็นคนจับไทม์ไลน์ของอาจารย์นิธิมาวิเคราะห์อาจเห็นอะไรเยอะ ผมเคยทำหนหนึ่งเมื่ออาจารย์เบน แอนเดอร์สัน เสียชีวิต ท่านทิ้งอะไรมากมายไว้ในคอมพิวเตอร์ ผมไปเจอข้อเขียนที่บอกว่าทศวรรษ 1950 1960 1970 ท่านเขียนอะไร แปลอะไร วิจารณ์อะไร การทำไทม์ไลน์ผลงานจะทำให้เห็นว่า ชีวิตของคน เดินไปอย่างไร เปลี่ยนแปลงอย่างไร มาถึงจุดสุดท้ายอย่างไร” ศาสตราจารย์ พิเศษ ดร. ชาญวิทย์ กล่าว

ผศ.อัครพงษ์ เสริมว่า ศาสตราจารย์ ดร.นิธิ เป็นผู้ออกมาให้ความหมายใหม่กับงานมาตรฐานของสังคมไทย คือ ประวัติศาสตร์สกุลกรมพระยาดำรงราชานุภาพ นอกจากนี้ ยังกลับไปค้นพงศาวดารแล้วเปิดเผยสู่สังคมวงกว้าง เมื่อ พ.ศ.2529 ว่า พระเจ้าตากไม่ได้โดนท่อนจันทน์ แต่โดนบั่นพระเศียร ต่อมา ในพ.ศ.2531 เป็นต้นมา เริ่มเขียนบทความลงในนสพ.มติชน

จากนั้น ศาสตราจารย์ พิเศษ ดร. ชาญวิทย์ กล่าวถึงมุมมองความสัมพันธ์ส่วนตัว ว่า ตนกับศาสตราจารย์ ดร.นิธิ มีข้อต่อที่สำคัญคือ ศาสตราจารย์เบน แอนเดอร์สัน

“ตอนอาจารย์นิธิไปเรียนปริญญาเอก ด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มิชิแกน รัฐทางตอนเหนือของสหรัฐฯ เป็นเวลาหลายปี เมื่อวานได้คุยกับลูกชายอาจารย์นิธิ ซึ่งเล่าว่าได้ไปอยู่กับคุณพ่อด้วย ราว 6-7 ปี อาจารย์นิธิเป็นคนประหลาด ทำวิทยานิพนธ์เรื่องอินโดนีเซีย ต้องค้นคว้าจากหนังสือภาษาอินโดนีเซีย อ่านภาษาอินโดนีเซียได้สบายมาก สิงอยู่ในห้องสมุดของมหาวิทยาลัยคอร์แนล ซึ่งมีหนังสือจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เยอะมาก ตอนนั้นอาจารย์นิธิเลยไปอยู่กับอาจารย์เบน แอนเดอร์สัน จึงสนิทสนมกัน ความเป็นไอริชของอาจารย์เบน ผมมมองว่าคือเจ๊กอังกฤษ ในขณะที่อาจารย์นิธิ เป็นเจ๊กสยาม เจ๊กอังกฤษกับเจ๊กสยามคงคุยกันอร่อยเป็นบ้าเลย มีเรื่องเบื้องหลังตลกๆ เยอะ ทั้งคู่นับถือซึ่งกันและกันอย่างมาก” ศาสตราจารย์ พิเศษ ดร. ชาญวิทย์ กล่าว

ศาสตราจารย์ พิเศษ ดร. ชาญวิทย์ กล่าวว่า ความได้เปรียบของศาสตราจารย์ ดร.นิธิ คืออาศัยอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่

“คนอยู่เชียงใหม่กับกรุงเทพมหานครฯ นั้นไม่เหมือนกัน อาจารย์นิธิได้ขึ้นเขาลงห้วย เข้าไปสัมผัสกลุ่มชาติพันธุ์ ชาวไร่ชาวนา ส่วนกรุงเทพนั้น เราไล่ชาวไร่ชาวนาออกไปหมด ไม่มีคนจริงๆ ให้เราศึกษา ถ้าไม่ชนชั้นกลางระดับกลาง ก็ชนชั้นกลางระดับสูง หรือล่าง คือ เรามีข้อจำกัดมากๆ นี่คือความประเสริฐโชคดีของคนที่อยู่ ม.เชียงใหม่ ม.ขอนแก่น ปัตตานี สงขลา ที่ได้เจอคนจริงๆ เราเจอคนปลอมๆเยอะ (หัวเราะ)” ศาสตราจารย์ พิเศษ ดร. ชาญวิทย์ กล่าว