สถานีคิดเลขที่ 12 : รักชาติแต่ไร้ตัวแทน
หลังวันที่ 1 กันยายน 2566 สังคมการเมืองไทยคลี่คลาย–ระหกระเหินไปสู่บทตอนใหม่ๆ อีกบทตอนหนึ่ง
มีบางอย่างเปลี่ยนแปลงไปอย่างน่าทึ่ง มีบางสิ่งหวนคืนกลับไปสู่จุดเดิมๆ อย่างน่าพิศวง
อาทิ การนับถอยหลังการกลับมามีตัวตน–บทบาทในสาธารณะอย่างเปิดเผยของอดีตนายกรัฐมนตรี “ทักษิณ ชินวัตร”
ความสัมพันธ์ ความขัดแย้ง ความเป็นมิตร ความเป็นศัตรู และอัตลักษณ์ทางการเมืองในสงคราม “เสื้อสี” ที่ดำเนินมาเกินหนึ่งทศวรรษ ก็จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
ส่วน “ลุงๆ” อดีตผู้นำกองทัพที่ลงมือทำรัฐประหาร 2557 ก็หมดบทบาททางการเมืองอย่างเป็นทางการ แล้วส่งมอบอำนาจในการนำประเทศให้แก่ “รัฐบาลเพื่อไทย–เศรษฐา” อย่างแทบจะไร้รอยตะเข็บ
อย่างไรก็ดี บทความชิ้นนี้อยากจะมุ่งความสนใจไปยังผู้คนจำนวนหนึ่ง
ในสังคมไทย ที่มีจำนวนอยู่ไม่น้อย มีกลุ่มก้อนเข้มแข็ง และกระตือรือร้นทางการเมืองมาเกือบๆ ยี่สิบปีโดยต่อเนื่อง
เราอาจเรียกหรือนิยามพวกเขาว่าเป็น “ประชาชนฝ่ายอนุรักษนิยมเข้มข้น”
ในเชิงอัตลักษณ์ทางการเมือง พวกเขาถูกแปะป้ายตีตรา หรือจงใจจะแสดงตนเองเป็น “คนเสื้อเหลือง” “สลิ่ม” “กปปส.” “คนเป่านกหวีด” มาสู่การเป็น “แฟนคลับลุงตู่”
ในเชิงรสนิยมทางการเมือง พวกเขาแสดงจุดยืนของตัวเองผ่านการกากบาทเลือกพรรคประชาธิปัตย์ ก่อนจะถ่ายโอนคะแนนมายังพรรคพลังประชารัฐ และรวมไทยสร้างชาติ ในคูหาเลือกตั้ง
ในเชิงอุดมการณ์–ความคิด คนเหล่านี้ “รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” อย่างจริงจังจริงใจ แม้ในช่วงผันผวนทางการเมือง และในระยะเปลี่ยนผ่านของยุคสมัย
ในเชิงประสบการณ์ทางการเมือง ผู้คนกลุ่มนี้มีอารมณ์รักจริง ศรัทธาจริง โกรธจริง เกลียดจริง เคยประสบพบเจอความสมหวังมาจริงๆ และผ่านพบความสูญเสียมาจริงๆ
ปัญหาหรือคำถามสำคัญ ณ เดือนกันยายน 2566 ก็คือ เมื่อ “พรรคลุงๆ” อย่างพรรคพลังประชารัฐและพรรครวมไทยสร้างชาติ หันไปจับมือตั้ง “รัฐบาลสลายขั้ว” กับพรรคเพื่อไทย อย่างราบรื่น–ไร้รอยต่อ
ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ก็กลายสภาพเป็นพรรคการเมืองที่ประชาชนกลุ่มนี้อาจจะฝากความคาดหวัง–พันธกิจใหญ่ๆ เอาไว้ไม่ได้
แล้วใคร/พรรคการเมืองใดจะมารับบทบาท–หน้าที่เป็น “ตัวแทน” ของประชาชนกลุ่มนี้ ในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข?
ท่ามกลางบริบทที่ “ลุงๆ” โดยเฉพาะ “ลุงตู่–พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” หาวิธีลงจากหลังเสือได้อย่างสวยงาม–ไม่เจ็บตัวไปเรียบร้อยแล้ว
ท่ามกลางบริบทที่ “คนเสื้อแดง” และ “พลเมืองหัวก้าวหน้า–ฝ่ายเสรีนิยม” ยังมีทางเลือกในทางการเมืองมากกว่าหนึ่งทาง
แต่ “ประชาชนฝ่ายขวา” อีกมากมาย คล้ายกำลังถูกทอดทิ้งให้เคว้งคว้าง ไม่สามารถยึดโยงกับผู้แทนราษฎรพรรคใดๆ หรือนักการเมืองหน้าไหนๆ ได้เลย
พวกเขากำลังกลายเป็นผู้ “รักชาติแต่ไร้ตัวแทน” ในสังคมการเมืองไทย

