สถานีคิดเลขที่ 12 : รอฟังนโยบาย รบ.

5.09.23 | 10:36 น.

หลังจากมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งนายกฯ และรัฐมนตรีแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการถวายสัตย์ฯ

กำหนดการที่รับทราบคือวันที่ 5 กันยายน

จากนั้นคณะรัฐบาลจะแถลงนโยบายต่อรัฐสภาก่อนการปฏิบัติหน้าที่

ขณะที่รัฐบาลชุดนี้นำโดย นายเศรษฐา ทวีสิน และเป็นรัฐบาลหลังการเลือกตั้งที่มีการหาเสียงกันดุเดือด

แถมการได้มาซึ่งคณะรัฐบาลก็ต้องฝ่ามรสุมมากมาย ทำให้การผลักดันนโยบายของรัฐบาลกลายเป็นความท้าทายที่ต้องทำให้ได้

Advertisement

การแถลงนโยบายรัฐบาลจะมีขึ้นวันที่ 11 กันยายน นโยบายที่นำเสนอน่าจะมี 2 ส่วน คือ นโยบายเร่งด่วน และนโยบายที่จะดำเนินการในวาระของรัฐบาล

แต่การประชุมของคณะรัฐมนตรีที่จะมีขึ้นครั้งแรกหลังจากแถลงนโยบายผ่านรัฐสภา คงมีเรื่องลดค่าไฟ และราคาน้ำมันดีเซล

เพราะเรื่องนี้นายเศรษฐาให้คำมั่นชัดเจน

ยังคงเหลือการเดินหน้าร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดย ส.ส.ร.เลือกตั้ง และดิจิทัลวอลเล็ต แจกคนไทยที่อายุ 16 ปีขึ้นไป คนละ 1 หมื่นบาท

ถ้า 3 เรื่องนี้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรม รัฐบาลคงเรียกความเชื่อมั่นกลับมาได้พอควร

ยังมีนโยบายพักหนี้เกษตรกร 3 ปี พักหนี้เอสเอ็มอีที่เผชิญมรสุมโควิด 1 ปี การผลักดันการรับสมัครทหารเกณฑ์ และอื่นๆ ที่เคยรับปากว่าประชาชนจะได้เห็น

เรื่องราวเหล่านี้รัฐบาลต้องทำให้เกิดขึ้น

แต่รัฐบาลชุดนี้เป็นรัฐบาลผสม มีพรรคร่วมรัฐบาล 11 พรรค แต่ละพรรคต่างประกาศนโยบายหาเสียง

จึงน่าสนใจว่า คณะผู้ร่างนโยบายจะผสมผสานนโยบายแต่ละพรรคให้ออกมาเป็นนโยบายรัฐบาลในรูปแบบใด

และที่น่าสนใจมากกว่า คือ นโยบายรัฐบาลนั้นจะตอบโจทย์เจตจำนงประชาชนได้มากน้อยแค่ไหน

อย่าลืมว่า ผลการเลือกตั้งแสดงเจตจำนงประชาชนว่าอยากเห็นประเทศเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีกว่า

การเมืองดีกว่า เศรษฐกิจดีกว่า และสังคมดีกว่า

นโยบายรัฐบาลจะบ่งบอกเป้าหมายของรัฐบาลที่จะทำ ซึ่งตามแนวทางการบริหารสไตล์พรรคเพื่อไทยที่สืบทอดยาวนานมาจากพรรคไทยรักไทย คือการแก้ไขปัญหาปากท้องประชาชนเป็นหลัก

หากรัฐบาลชุดนี้แก้ไขปัญหาความยากจนได้ เชื่อว่าประเทศไทยจะเปลี่ยนแปลง

แต่ประเทศไทยยังมีปัญหามากกว่านั้น

จากข้อมูลของ นายนิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ ผู้ประสานงานเครือข่าย We Fair ระบุว่า เส้นแบ่งความยากจนคือมีรายได้เดือนละ 2,803 บาท

ประเทศไทยมีคนจนมากเป็นอันดับ 55 ของโลก ลูกคนรวยชาวไทยมีโอกาสร่ำรวยต่อ ลูกคนจนก็มีโอกาสจนต่อ

ประเทศไทยกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ส่งต่อความจน

ขณะที่สถานการณ์ความเหลื่อมล้ำ ไทยติด 1 ใน 5 ของโลก ยังมีสถานการณ์ความเปราะบางของเด็กเยาวชน การว่างงาน การเข้าไม่ถึงสวัสดิการประกันสังคม ผู้สูงอายุ พิการ ฯลฯ

นอกจากนี้ ข้อมูลของ ILO ยังระบุว่า สัดส่วนค่าใช้จ่ายในการคุ้มครองทางสังคมของไทยต่ำมากเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในเอเชีย และระดับโลก

จากข้อมูลคร่าวๆ ยืนยันว่า ปัญหาทางด้านสังคมนั้นก็สาหัส

เชื่อว่าวันที่รัฐบาลแถลงนโยบาย จะมีผู้ให้ความสนใจรับฟังจำนวนมาก

เพราะนโยบายคือแผนที่การพัฒนาประเทศใน 4 ปีต่อไป

ทุกคนคาดหวังได้เห็นนโยบายที่มีเป้าหมายชัดเจน มีวิธีทำที่อธิบายในสภา และสามารถวัดผลให้เห็นเป็นรูปธรรมได้ใน 3 เดือน 6 เดือน

การแถลงนโยบายครั้งนี้จึงน่ารับฟัง

ฟังทั้งฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน และ ส.ว.ที่จะแสดงมุมมองในวันที่ 11 กันยายน

นฤตย์ เสกธีระ