หลังจากมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งนายกฯ และรัฐมนตรีแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการถวายสัตย์ฯ
กำหนดการที่รับทราบคือวันที่ 5 กันยายน
จากนั้นคณะรัฐบาลจะแถลงนโยบายต่อรัฐสภาก่อนการปฏิบัติหน้าที่
ขณะที่รัฐบาลชุดนี้นำโดย นายเศรษฐา ทวีสิน และเป็นรัฐบาลหลังการเลือกตั้งที่มีการหาเสียงกันดุเดือด
แถมการได้มาซึ่งคณะรัฐบาลก็ต้องฝ่ามรสุมมากมาย ทำให้การผลักดันนโยบายของรัฐบาลกลายเป็นความท้าทายที่ต้องทำให้ได้
การแถลงนโยบายรัฐบาลจะมีขึ้นวันที่ 11 กันยายน นโยบายที่นำเสนอน่าจะมี 2 ส่วน คือ นโยบายเร่งด่วน และนโยบายที่จะดำเนินการในวาระของรัฐบาล
แต่การประชุมของคณะรัฐมนตรีที่จะมีขึ้นครั้งแรกหลังจากแถลงนโยบายผ่านรัฐสภา คงมีเรื่องลดค่าไฟ และราคาน้ำมันดีเซล
เพราะเรื่องนี้นายเศรษฐาให้คำมั่นชัดเจน
ยังคงเหลือการเดินหน้าร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดย ส.ส.ร.เลือกตั้ง และดิจิทัลวอลเล็ต แจกคนไทยที่อายุ 16 ปีขึ้นไป คนละ 1 หมื่นบาท
ถ้า 3 เรื่องนี้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรม รัฐบาลคงเรียกความเชื่อมั่นกลับมาได้พอควร
ยังมีนโยบายพักหนี้เกษตรกร 3 ปี พักหนี้เอสเอ็มอีที่เผชิญมรสุมโควิด 1 ปี การผลักดันการรับสมัครทหารเกณฑ์ และอื่นๆ ที่เคยรับปากว่าประชาชนจะได้เห็น
เรื่องราวเหล่านี้รัฐบาลต้องทำให้เกิดขึ้น
แต่รัฐบาลชุดนี้เป็นรัฐบาลผสม มีพรรคร่วมรัฐบาล 11 พรรค แต่ละพรรคต่างประกาศนโยบายหาเสียง
จึงน่าสนใจว่า คณะผู้ร่างนโยบายจะผสมผสานนโยบายแต่ละพรรคให้ออกมาเป็นนโยบายรัฐบาลในรูปแบบใด
และที่น่าสนใจมากกว่า คือ นโยบายรัฐบาลนั้นจะตอบโจทย์เจตจำนงประชาชนได้มากน้อยแค่ไหน
อย่าลืมว่า ผลการเลือกตั้งแสดงเจตจำนงประชาชนว่าอยากเห็นประเทศเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีกว่า
การเมืองดีกว่า เศรษฐกิจดีกว่า และสังคมดีกว่า
นโยบายรัฐบาลจะบ่งบอกเป้าหมายของรัฐบาลที่จะทำ ซึ่งตามแนวทางการบริหารสไตล์พรรคเพื่อไทยที่สืบทอดยาวนานมาจากพรรคไทยรักไทย คือการแก้ไขปัญหาปากท้องประชาชนเป็นหลัก
หากรัฐบาลชุดนี้แก้ไขปัญหาความยากจนได้ เชื่อว่าประเทศไทยจะเปลี่ยนแปลง
แต่ประเทศไทยยังมีปัญหามากกว่านั้น
จากข้อมูลของ นายนิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ ผู้ประสานงานเครือข่าย We Fair ระบุว่า เส้นแบ่งความยากจนคือมีรายได้เดือนละ 2,803 บาท
ประเทศไทยมีคนจนมากเป็นอันดับ 55 ของโลก ลูกคนรวยชาวไทยมีโอกาสร่ำรวยต่อ ลูกคนจนก็มีโอกาสจนต่อ
ประเทศไทยกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ส่งต่อความจน
ขณะที่สถานการณ์ความเหลื่อมล้ำ ไทยติด 1 ใน 5 ของโลก ยังมีสถานการณ์ความเปราะบางของเด็กเยาวชน การว่างงาน การเข้าไม่ถึงสวัสดิการประกันสังคม ผู้สูงอายุ พิการ ฯลฯ
นอกจากนี้ ข้อมูลของ ILO ยังระบุว่า สัดส่วนค่าใช้จ่ายในการคุ้มครองทางสังคมของไทยต่ำมากเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในเอเชีย และระดับโลก
จากข้อมูลคร่าวๆ ยืนยันว่า ปัญหาทางด้านสังคมนั้นก็สาหัส
เชื่อว่าวันที่รัฐบาลแถลงนโยบาย จะมีผู้ให้ความสนใจรับฟังจำนวนมาก
เพราะนโยบายคือแผนที่การพัฒนาประเทศใน 4 ปีต่อไป
ทุกคนคาดหวังได้เห็นนโยบายที่มีเป้าหมายชัดเจน มีวิธีทำที่อธิบายในสภา และสามารถวัดผลให้เห็นเป็นรูปธรรมได้ใน 3 เดือน 6 เดือน
การแถลงนโยบายครั้งนี้จึงน่ารับฟัง
ฟังทั้งฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน และ ส.ว.ที่จะแสดงมุมมองในวันที่ 11 กันยายน
นฤตย์ เสกธีระ

