ผู้ว่าฯชลบุรี เผยสถานการณ์น้ำมันดิบรั่วไหลบริเวณทะเลอ่าวไทย ขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้บูรณาการดำเนินการแก้ไขอย่างเต็มกำลังความสามารถ พร้อมย้ำ หากประชาชน-ผู้ประกอบการ-นักท่องเที่ยว พบเห็นคราบน้ำมันบริเวณชายฝั่ง แจ้งสายด่วน ปภ.1784 ตลอด 24 ชั่วโมง
เมื่อเวลา 20.00 น. วันที่ 4 กันยายน นายธวัชชัย ศรีทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี เปิดเผยถึงกรณีเมื่อช่วงค่ำของวันที่ 3 กันยายน 2566 เวลาประมาณ 20.00 น. เกิดเหตุท่อ Main Line น้ำมันดิบรั่วไหลจากเรือบรรทุกน้ำมัน ขณะขนถ่ายน้ำมันดิบบริเวณทุ่นผูกเรือกลางทะเล หมายเลข 2 (SBM-2) ของโรงกลั่นน้ำมันไทยออยล์ ซึ่งตั้งอยู่บริเวณทะเลอ่าวไทย ใกล้เกาะตาเหมือน (ด้านใต้ของเกาะศรีชัง) ซึ่งท่อดังกล่าวส่งมายังฝั่งอำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ทำให้เกิดน้ำมันรั่วไหลประมาณ 3 นาที และคาดว่าเกิดน้ำมันรั่วไหลประมาณ 5 กิโลเมตร ปริมาณน้ำมันประมาณ 50-70 ลูกบาศก์เมตร หรือราว 45,000 ลิตร ซึ่งบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) ได้เข้าควบคุมสถานการณ์บริเวณที่เกิดเหตุทันที โดยได้ปิดวาล์วท่อน้ำมันที่เกิดปัญหา ล้อมบูมน้ำมันที่รั่วไหล และมีการใช้สารเคมีเพื่อคุมการกระจายของน้ำมัน แต่เนื่องจากเป็นเวลากลางคืนทำให้ไม่อาจประเมินพื้นที่ในการปฏิบัติการล้อมบูมครอบคลุมน้ำมันที่รั่วไหลออกมาได้ทั้งหมด โดยเมื่อช่วงเช้าวันนี้ จังหวัดชลบุรีได้บูรณาการร่วมกับเรือตรวจการณ์ของกรมเจ้าท่า และบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) พบคราบน้ำมันเป็นฟิล์มบางๆ จากจุดเกิดเหตุไปทางเกาะสีชัง ประมาณ 2 ไมล์ทะเล (3.6 กิโลเมตร) กระแสน้ำพัดไปทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ขณะเดียวกันลมพัดจากทิศตะวันตกเฉียงใต้ไหลและพัดออกจากเกาะสีชัง
“วันนี้ช่วงเวลา 13.00-18.00 น. ตนได้ลงพื้นที่พร้อมด้วยนายภูริพัฒน์ ธีระกุลพิศุทธิ์ รองอธิบดีกรมเจ้าท่า นายวรจักร สถาพรภิญโญ นายอำเภอศรีราชา พร้อมด้วยกำลังเจ้าหน้าที่ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) เจ้าท่าภูมิภาค ตำรวจน้ำ ประชาสัมพันธ์จังหวัด สาธารณสุขจังหวัด ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด และผู้บริหารบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) เพื่อติดตามการปฏิบัติของทีมบูรณาการจากกองทัพเรือภาคที่ 1 บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) ท่าเรือแหลมฉบัง บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และบริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ทั้งนี้ จากการตรวจสอบของกรมควบคุมมลพิษพบว่าบริเวณจุดเกิดเหตุได้ดำเนินการจัดเก็บคราบน้ำมันได้ทั้งหมดแล้ว โดยศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยฝั่งตะวันออก (ศวทอ.) สำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 2 จะลงพื้นที่เพื่อเก็บตัวอย่างน้ำบริเวณที่เกิดเหตุไปตรวจสอบคุณภาพน้ำ พร้อมทั้งให้เจ้าหน้าที่เฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายต่อทรัพยากรทางทะเล โดยบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) ได้จัดตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ ณ อาคารหอประชุม” นายธวัชชัยกล่าว
นายธวัชชัย ศรีทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ จากการประเมินของกรมทรัพยากรมลพิษคาดการณ์ว่า ประมาณ 23.00 น.คืนนี้ จะมีคราบน้ำมันเข้าที่ตอนใต้ของเกาะค้างคาว ก่อนที่ช่วงเย็นของวันที่ 7 กันยายน คราบน้ำมันจะเข้าที่ชายทะเลอ่าวอุดม และเวลา 12.00 น. ของวันที่ 8 กันยายน จะเคลื่อนเข้าที่เกาะลอย อำเภอศรีราชา และวันที่ 10 กันยายน เวลาประมาณ 15.00 น. คราบน้ำมันจะกระจายตัวถูกพัดเข้าหาฝั่งชายหาดบางแสนไปจนถึงอ่าวอุดม เป็นระยะทางประมาณ 10 กิโลเมตร โดยสำหรับขั้นตอนการเก็บกู้คราบน้ำมันตามแผนอุบัติภัยพบว่า ระดับที่ 2 (Tier II) รั่วไหลมากกว่า 20-1,000 ลิตร การขจัดคราบน้ำมันต้องร่วมมือกันระหว่างภาคเอกชนและภาครัฐตามแผนป้องกันและขจัดมลพิษทางน้ำ
“ทั้งนี้ เมื่อเวลา 16.30 น. ทีมบูรณาการได้ดำเนินการใช้บูมกักคราบน้ำมัน จำนวน 6 เส้น เพื่อดักจับคราบน้ำมันและฉีดสารขจัดคราบน้ำมัน โดยใช้เรือและอากาศยานบริเวณด้านทิศใต้ของเกาะสีชัง ซึ่งตนยังคงติดตามการปฏิบัติอย่างใกล้ชิด โดยจังหวัดชลบุรีจะได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานของกรมเจ้าท่า กรมควบคุมมลพิษ หน่วยงานทหาร บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) และภาคีเครือข่าย ดำเนินการตามแผน และกรมควบคุมมลพิษจะได้ประสานกับกรมเจ้าท่าจัดตั้งศูนย์ป้องกันและขจัดมลพิษทางน้ำเนื่องจากน้ำมัน เพื่อดำเนินการแก้ไขปัญหาให้บรรเทาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นมิติต่างๆ โดยเร่งด่วน และถ้ามีความคืบหน้าเพิ่มเติมจะได้สร้างการรับรู้ให้ทราบเป็นระยะต่อไป และหากพี่น้องประชาชน ผู้ประกอบการ และนักท่องเที่ยว พบเห็นน้ำมันรั่วไหลบริเวณทะเลและชายฝั่ง ขอให้แจ้ง สายด่วน ปภ.โทร 1784 หรือสายด่วนพิทักษ์ป่าและรักษาทะเล โทร 1362 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งเข้าตรวจสอบ แก้ไขสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที” นายธวัชชัยกล่าวในช่วงท้าย

