หน้าแรก การเมือง คนตกสีที่อยู่...

คนตกสีที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง : ‘ปังชา’ กับทรัพย์สินทาง ‘ปัญหา’

6.09.23 | 14:32 น.

สาเหตุที่ดราม่าเรื่องปังชา นั้นลุกลามบานปลายเนื่องจากการผสานกันพอดีของปัจจัยหลายอย่าง ปัจจัยแรก ความรู้สึกของสังคมต่อผู้ที่ชอบยกชอบอ้างข้อกฎหมายขึ้นมาเพื่อความได้เปรียบ หรือเรียกร้องประโยชน์ของตนก็มีภาพลักษณ์เป็นลบตั้งต้นอยู่แล้ว สังเกตจากการที่มีคำค่อนแคะเสียดสีกันว่าใครที่มีพฤติกรรมในการอ้างข้อกฎหมายเช่นนั้นเป็นพวกหัวหมอหรือคิดจะเสริมสร้างความมั่งคั่งด้วยการค้าความ

หากสิ่งที่มาจุดชนวนสำคัญที่สุดของเรื่องนี้ คือความรู้สึกว่านายทุน กิจการใหญ่ (ที่เอาตามจริงก็นับว่าอยู่ในระดับเอสเอ็มอี ไม่ได้ถึงกับเป็นนายทุนใหญ่ ผูกขาดอะไรขนาดนั้น) ได้อาศัยข้อกฎหมายที่เป็นเรื่องใหญ่โตซับซ้อนมารังแกกิจการของคนตัวเล็กตัวน้อย

ในสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำสูงอยู่แล้วในแทบทุกด้าน การที่ผู้ที่ได้เปรียบอยู่แล้วแต่มาอาศัยช่องทางกฎหมายที่ซับซ้อนมาถืออ้างประโยชน์เหนือคนที่ด้อยกว่าในแทบทุกมิตินั้นเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ยาก ต่อให้แม้แต่ว่าฝ่ายที่ได้เปรียบกว่าจะเป็นฝ่ายที่ได้รับความคุ้มครอง หรือได้ประโยชน์จากกฎหมายนั้นโดยถูกต้องก็ตาม 

ยิ่งเมื่อความปรากฏภายหลังว่าฝ่ายผู้ประกอบกิจการรายใหญ่กว่าที่ถืออ้างทรัพย์สินทางปัญญาสารพัดรูปแบบได้กล่าวอ้างข้อกฎหมายที่รู้ หรือน่าจะรู้อยู่แล้วว่าไม่มีมูลอันจะอ้าง หรือถือสิทธิหวงกันได้ตั้งแต่ต้น เมื่อเรื่องแดงขึ้นมาและมีผู้รู้มาช่วยกันตรวจสอบ ข้อกฎหมายเหล่านั้นจึงย้อนกลับไปทิ่มแทงบวกดอกเบี้ยทบต้นรวมดอกเบี้ยผิดนัดและค่าปรับทางสังคมเข้าไปอย่างไม่ต้องสืบ

แม้ว่าหลักการของการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาจะตรงไปตรงมาและสอดคล้องกับความรู้สึกถึงความยุติธรรมตามธรรมชาติอยู่ นั่นคือใครที่ใช้ความคิดในการสร้างสรรค์สิ่งใดแล้วเป็นประโยชน์ หรือน่าจะเป็นประโยชน์ต่อสังคม ไม่ว่าจะเป็นเชิงการใช้สอย หรือด้านความรู้ความบันเทิงก็สมควรที่ผู้คิดค้น หรือสร้างสรรค์จะได้รับดอกผล หรือประโยชน์งอกเงยขึ้นมาจากงานอันเกิดจากความรู้ ประสบการณ์ ความอุตสาหะในการค้นคว้าและความคิดสร้างสรรค์ของตน หรือในกรณีของเครื่องหมายการค้า ก็คือ เมื่อใครก็ตามที่ประกอบกิจการจนได้รับการยอมรับในระดับที่ชื่อหรือตรา ของเขาก็มีมูลค่าแฝงแห่งความไว้เนื้อเชื่อใจ หรือนิยมเชื่อมั่นจากประสบการณ์ของผู้คนแล้ว กิจการนั้นก็สมควรได้รับความคุ้มครองไม่ให้ใครที่ไม่ได้ช่วยสร้างประสบการณ์และความไว้เนื้อเชื่อใจมาร่วมใช้ชื่อใช้ตราอันเป็นเครื่องหมายการค้าซ้ำ แล้วรับประโยชน์จากความเชื่อถือเชื่อมั่นที่เจ้าของได้เพียรสร้างสั่งสมไว้

Advertisement

แต่ถ้าเราพูดถึงกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา แล้วก็ต้องยอมรับว่าเป็นกฎหมายเฉพาะที่มีความซับซ้อน ทั้งด้วยที่มันมีรูปแบบแตกต่างกันออกไป เอาที่คนทั่วไปพอจะคุ้นเคยกันก็ได้แก่ลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร เครื่องหมายการค้าและชื่อการค้า นอกจากนี้ก็ยังมีความลับทางการค้าและชื่อทางภูมิศาสตร์ที่เริ่มจะได้รับการกล่าวถึงในช่วงหลังๆ และในแต่ละประเภทของทรัพย์สินทางปัญญาก็ยังมีหลักการและเนื้อหาที่แยกย่อยแตกต่างทั้งในการได้มาและการคุ้มครองประโยชน์ของมันอีกมาก เช่นนี้ นักกฎหมาย หรือทนายความที่จะอ้างใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาได้อย่างถูกต้องแม่นยำมักจะต้องได้รับการศึกษาและฝึกฝนมาโดยเฉพาะทาง ไม่ใช่ว่าคนที่จบกฎหมายมาทุกคนจะสามารถเข้าใจใช้อ้างได้อย่างถูกต้องแม่นยำ

ความรับรู้ถึงการมีอยู่ของทรัพย์สินทางปัญญาในประเทศไทยอาจกล่าวได้ว่ามีพัฒนาอย่างก้าวกระโดดเมื่อมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ..2537 (โดยกฎหมายใช้บังคับจริงในต้นปี พ..2538) ซึ่งเป็นการปรับปรุงกฎหมายลิขสิทธิ์ของไทยให้ครอบคลุมไปถึงการให้ความคุ้มครองสื่อประเภทเสียงและภาพ ทั้งเพลง ภาพยนตร์ ให้ชัดเจนขึ้น และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ก่อนหน้านี้อยู่ในเขตสีเทาของการคุ้มครองตามกฎหมายฉบับก่อนหน้า ที่ตราขึ้นภายใต้โลกทัศน์ของการคุ้มครองงานเขียน หรือวรรณกรรมเสียมากกว่า

หากในระยะแรกของการบังคับใช้กฎหมายลิขสิทธิ์และทรัพย์สินทางปัญญาอื่นๆ ดูเหมือนจะเป็นประโยชน์แต่เฉพาะผู้ถือสิทธิที่เป็นกิจการรายใหญ่ที่มีความรู้ ความเข้าใจ และความสามารถในการเข้าถึงกลไกทางกฎหมายเพื่อเรียกร้องและใช้สิทธิทางศาลในการดำเนินคดีทั้งในส่วนแพ่งและอาญาเท่านั้น โดยการสงวนสิทธิ หรือเรียกเก็บผลประโยชน์บางเรื่องก็ขัดกับสามัญสำนึก หรือความเข้าใจที่มีอยู่เดิมในสังคมที่เข้าใจว่า เมื่อใครถือเอาวัตถุหรือสื่อ ที่บรรจุตัวงานอันมีลิขสิทธิ์อยู่ เช่น ซื้อเทป แผ่นเสียง หรือแผ่นซีดีเพลงมาแล้ว ผู้ซื้อก็น่าจะเอาไปเปิดที่ไหน หรือใช้ประโยชน์อย่างไรก็ได้ทุกทางในฐานะของวัตถุชิ้นหนึ่ง แต่เมื่อหลักการใหม่นั้น การเอาแผ่นเพลง หรือภาพยนตร์อันมีลิขสิทธิ์ไปเปิดในร้านอาหาร หรือกิจการค้า ถือเป็นการใช้งานอันมีลิขสิทธิ์ในลักษณะที่ต้องมีค่าใช้จ่ายให้แก่ผู้ถือสิทธิ ก็ออกจะเป็นเรื่องเกินคาดหมาย หรือขัดต่อสามัญสำนึกและความเข้าใจของผู้คนในสังคมในช่วงที่หลักการของทรัพย์สินทางปัญญาเพิ่งเริ่มตั้งไข่นั้นอยู่

แต่เรื่องที่แย่คือมีการอ้างทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เช่น การไปเจรจาขอเป็นตัวแทนถือสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญามาใช้เรียกร้องเอาแก่ผู้ที่ใช้ทรัพย์สินทางปัญญาอย่างไม่ถูกต้องตามกฎหมายโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือแม้แต่การหลอกล่อให้ผู้อื่นกระทำการละเมิดลิขสิทธิ์แล้วข่มขู่ดำเนินคดีและเรียกเงินค่ายอมความ กรณีศึกษามีมากมาย ทั้งการอ้างลิขสิทธิ์ในตัวการ์ตูนเพื่อจับกุมฟ้องร้องคนสูงอายุที่มีอาชีพขายลูกโป่งสวรรค์ หรือไปขอให้ร้านประกอบคอมพิวเตอร์ลงซอฟต์แวร์เถื่อนให้แล้วย้อนรอยมาดำเนินคดี จนมีคำพิพากษาฎีกามากมายหลายเรื่องที่ชี้ให้เห็นถึงปัญหาการถืออ้างลิขสิทธิ์และทรัพย์สินทางปัญญาอื่นในทางไม่สุจริตในช่วงเวลาดังกล่าว หรือเมื่อเร็วๆ นี้ก็อาจจะจำได้ถึงข่าวเรื่องที่มีผู้อ้างว่าถือลิขสิทธิ์ในตัวการ์ตูน ไปจ้างเด็กทำกระทงรูปการ์ตูนแล้วข่มขู่ดำเนินคดีจนเป็นข่าวดราม่าไม่แพ้เรื่องปังชาในตอนนี้

ซึ่งการอ้างและสงวนทรัพย์สินทางปัญญาโดยตัวของมันก็เป็นการหวงกันและจำกัดเสรีภาพของผู้อื่นต่องานที่ได้รับการคุ้มครองโดยทรัพย์สินทางปัญญานั้นอยู่แล้ว ยิ่งมาประกอบกับการใช้โดยไม่สุจริตของผู้ที่มีทุน ความรู้ และความสามารถในทางคดีความ ยิ่งทำให้เกิดแนวคิดที่สุดโต่งไปอีกทาง คือการไม่ยอมรับและตั้งคำถามถึงความชอบธรรมในการมีอยู่ของหลักกฎหมายเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา เกิดเป็นแนวคิดแห่งการไม่สงวนสิทธิ (Copyleft ที่มีผู้แปลอย่างลำลองว่าลิขซ้าย”) โดยปล่อยผลงานให้เป็นของสาธารณะโดยไม่ขอให้มีกฎหมายคุ้มครอง โดยผู้สร้างสรรค์ผลงานยังคงมีสิทธิเหนือผลงานของตนแต่สามารถกำหนดขอบเขตการใช้งานต่อได้ในหลายระดับ ไปจนปล่อยให้เป็นสมบัติสาธารณะที่ใครจะเอาไปใช้อย่างไรก็ได้เลยก็มี ซึ่งแนวคิดนี้ก็เป็นการตั้งคำถามที่แหลมคม ตราบใดที่มันยังไม่ไปละเมิดต่อผลงานของผู้ที่เชื่อในลิขสิทธิ์และทรัพย์สินทางปัญญาที่ยังต้องการหวงกันผลงานของตน

ปัญหาที่ทำให้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาถูกมองว่าเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ผู้ได้เปรียบในทางเศรษฐกิจจะนำมาใช้เป็นเครื่องมือเสริมสร้างความมั่งคั่งและเอารัดเอาเปรียบผู้คนในสังคม ส่วนหนึ่งก็ด้วยความที่มันมีสภาพเป็นกฎหมายกึ่งแพ่งกึ่งอาญาของมัน เนื่องมาจากความที่มันเป็นทรัพย์สิน หรือสิทธิประโยชน์ ที่ออกจะใหม่สำหรับสังคมและระบบกฎหมายในช่วงแรกนั้น เพื่อให้เกิดความศักดิ์สิทธิ์และตระหนักรู้ ทำให้แม้ว่าทรัพย์สินทางปัญญาโดยสภาพของมันแล้วจะเป็นสิทธิเชิงเอกชน หรือสิทธิทางแพ่ง แต่รัฐก็จำเป็นต้องกำหนดส่วนที่เป็นกฎหมายอาญามาคุ้มครองเพื่อให้เกิดสภาพบังคับและสร้างความศักดิ์สิทธิ์แก่ทรัพย์สิน หรือสิทธิอันไม่มีรูปร่างจับต้องได้ โดยกำหนดให้การละเมิดต่อทรัพย์สินทางปัญญาของผู้อื่นถือเป็นกบิลเมืองเรื่องคดีอาญาที่ผู้ละเมิดจะต้องมีความผิดและถูกลงโทษได้โดยอำนาจรัฐ มิใช่เพียงสภาพบังคับกันระหว่างเอกชนเท่านั้น

ทำให้เมื่อมีการอ้างเอาทรัพย์สินทางปัญญาไปยื่นหนังสือข้อเรียกร้องทางกฎหมาย หรือขู่ว่าจะฟ้องคดี ก็ก่อให้เกิดความเครียดและความกดดันต่อจิตใจของฝ่ายที่ถูกขู่อ้าง จนอาจจะยอมความชดใช้ค่าเสียหาย หรือกระทำการตามที่ถูกยื่นโนติส ที่ถ้าจะสู้จริงๆ ก็ได้ เพราะเรื่องไม่ได้มีมูลที่จะอ้างได้ตามกฎหมาย หรือมีมูลค่าความเสียหายสูงตามอ้างแต่อย่างใด

เรื่องนี้จึงต้องขอบคุณและยกเครดิตให้กรมทรัพย์สินทางปัญญาที่ออกตัวเร็วทันการณ์ ออกมาให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา ทั้งลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร และเครื่องหมายการค้าอย่างถูกต้อง พร้อมกับบอกว่าเจ้าของกิจการที่อ้างสิ่งเหล่านั้นอ้างใช้โดยไม่ถูกต้องหรือไม่อย่างไร ซึ่งท่าทีของกรมทรัพย์สินทางปัญญานี้เองที่เป็นตัวจุดชนวนให้ทางกิจการดังกล่าวต้องออกมาขอโทษต่อสังคมที่สร้างความเข้าใจในเบื้องแรก และยังทำให้ผู้ที่ประสบภัยการอ้างทรัพย์สินทางปัญญาด้วยความมั่นใจแบบผิดๆ กล้าที่จะออกมาเปิดเผยว่าได้รับผลกระทบจากการอ้างสิทธิโดยไม่ถูกต้องเช่นว่านั้นอย่างไร

กฎหมายที่มีลักษณะคล้ายๆ กันนี้คือเรื่องของเช็คธนาคาร ที่แท้จริงแล้วโดยสภาพก็เป็นตั๋วสัญญาใช้เงินในรูปแบบหนึ่งตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่ความที่รัฐจำเป็นต้องสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้คนยอมรับในฐานะของตั๋วเงินที่เชื่อถือได้และใช้ในการแลกเปลี่ยนทางธุรกิจต่อกันได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย จึงมีกฎหมายว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการใช้เช็คที่รัฐกำหนดความผิดทางอาญาให้ผู้ที่ใช้เช็คโดยมิชอบ เช่น มีเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คนั้น หรือออกเช็คไปโดยไม่มีเงินอยู่ในบัญชีเพียงพอจะพึงให้ใช้เงินได้ เพื่อให้ผู้ที่ได้รับเช็คไปนั้นมั่นใจได้ว่าเช็คแต่ละใบสามารถขึ้นเงิน หรือแลกเปลี่ยนเป็นตัวเงินได้จริงตามมูลค่าที่ปรากฏ

มาจนถึงปัจจุบันนี้ การใช้เช็คธนาคารเป็นที่ยอมรับและใช้กันแพร่หลายแล้ว ก็มีความเห็นจากนักกฎหมายที่ตั้งคำถามขึ้นมาเช่นกันว่า สมควรที่จะยกเลิกการกำหนดโทษทางอาญาเพื่อค้ำประกันความน่าเชื่อถือของเช็คได้หรือยัง เพราะด้วยแนวคิดทางกฎหมายยุคสมัยหลังๆ เริ่มทบทวนการที่รัฐกำหนดโทษทางอาญาให้แก่การกระทำ หรือพฤติกรรมที่ไม่ถือเป็นอาชญากรรมในตัวเองว่าเป็นเรื่องที่เกินจำเป็น แม้แต่ในรัฐธรรมนูญไทยฉบับปัจจุบันก็ยังปรากฏหลักการนี้ไว้ในมาตรา 77 ที่กำหนดให้รัฐพึงกำหนดโทษอาญาเฉพาะความผิดร้ายแรงไว้เช่นกัน ซึ่งเรื่องของกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญานี้ก็อาจจะสมควรได้รับการทบทวนความจำเป็นที่ต้องกำหนดให้มีส่วนความเป็นกฎหมายอาญาของมันอยู่บ้างเช่นกัน

แต่อย่างน้อยในเบื้องต้นนี้ ดราม่าเรื่องปังชานี้ก็น่าจะทำให้ใครก็ตามที่คิดจะอ้างใช้ทรัพย์สินทางปัญญาไม่ว่าจะรูปแบบใดโดยไม่มีมูล หรือไม่ชอบด้วยกฎหมายต้องระวังและคิดให้รอบคอบ ว่าถ้าเกิดเรื่องมันปังขึ้นมา แล้วจะชากันไปทั้งกิจการแบบไม่คุ้มกัน

กล้า สมุทวณิช