คอลัมน์หน้า 3 – สงคราม ตัวแทน เลือกตั้ง ระยอง เขต 3 ‘เก่า’ กับ ‘ใหม่’
ยิ่งวันอาทิตย์ที่ 10 กันยายน รุกคืบเข้ามาใกล้มากเพียงใด ภาพแห่งการเลือกตั้ง “ซ่อม” ที่ระยอง เขต 3 ยิ่งไม่ธรรมดา
ดำเนินไปในลักษณะอันเป็น “ตัวแทน”
คล้ายกับเมื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งเด่นเป็น เบอร์ 1 จากพรรคก้าวไกล กับเบอร์ 2 จากพรรคประชาธิปัตย์
ก็น่าจะจำกัด “กรอบ” เพียงการต่อสู้ใน “พื้นที่”
ประกอบกับสถานะของพรรคประชาธิปัตย์หลังการเลือกตั้งเดือนพฤษภาคม 2566 ก็มิได้ร่วมอยู่ในรัฐบาล
จึงน่าจะเป็น “ฝ่ายค้าน” ต่อสู้กับ “ฝ่ายค้าน”
กระนั้น เมื่อพิจารณาจากกระบวน “ท่า” อันมาจากพรรคก้าวไกลเปรียบเทียบกับกระบวน “ท่า” อันมาจากพรรคประชาธิปัตย์
ชัดเจนว่าดำเนินไปในลักษณะเป็น “ตัวแทน”
ประเมินจาก “ยุทธวิธี” ของพรรคประชาธิปัตย์ชัดเจนว่าต้องการเน้นในเรื่อง “พื้นที่” เน้นในเรื่อง
“ตัวบุคคล”
อาศัยความได้เปรียบของ นพ.บัญญัติ เจตนจันทร์
1 เป็นคนเก่าแก่ในพื้นที่เขต 3ไม่ว่าแกลง ไม่ว่าเขาชะเมา 1 ชี้ถึงจุดอ่อนและความบกพร่องอันทำให้เกิดการเลือกตั้ง “ซ่อม”
เนื่องจาก “จุดอ่อน” และ “ความบกพร่อง” ของพรรคก้าวไกล
ขณะเดียวกัน หากมอง “ยุทธวิธี” นี้อย่างสังเคราะห์ นี่ย่อมสะท้อน “จุดแข็ง” อันเป็นของพรรคประชาธิปัตย์มาอย่างยาวนาน
ตั้งแต่ยุค นายควง อภัยวงศ์ ถึงยุค นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์
ยิ่งติดตามการปรากฏของ นายชวน หลีกภัย และของ นายบัญญัติ บรรทัดฐาน กระทั่ง นายอภิสิทธิ์
เวชชาชีวะ ยิ่งจำหลักอย่างหนักแน่น
ชิงความเหนือกว่า ชิงความได้เปรียบจากความเป็น “สถาบัน”
ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์จัดขบวนทัพอย่างจริงจังและวางอยู่ในที่สูงเช่นนั้น แล้วพรรคก้าวไกลกำหนดก้าวย่างของตนอย่างไร
ยกเอา “เขต 3” เป็นการต่อสู้ระดับ “ยุทธศาสตร์”
ไม่เพียงแต่ให้ภาพแห่งการต่อสู้เป็นตัวอย่างหนึ่งของแนวทางการหาเสียงและการเข้าสู่ในแบบของ “ก้าวไกล”
หากแต่ต้องการให้เป็น “เงาสะท้อน” ความคิด
เป็นความคิดของ “สังคม” อันแสดงผ่านการตัดสินใจเลือกของ “ผู้มีสิทธิ” ในพื้นที่ เขต 3 ระยอง ให้ดำเนินไปในลักษณะอันเป็น “ตัวแทน”
ตัวแทนแห่งความรู้สึกที่เห็นอกเห็นใจพรรคก้าวไกล
อาศัยชะตากรรมที่ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ประสบอย่างไม่เป็นธรรม อาศัยแรงกดบีบโดยรอบด้านต่อพรรคเพื่อไทยมาเป็นเครื่องมือ
ให้ผลจากระยอง เขต 3 ชี้ถึงแนวโน้ม “ข้างหน้า” ของการเลือกตั้ง
ในเมื่อภาพของพรรคประชาธิปัตย์คือภาพแห่งการเมือง “เก่า” ในเมื่อภาพของพรรคก้าวไกลคือภาพแห่งการเมือง “ใหม่”
พรรคประชาธิปัตย์จึงยืนหยัดในลักษณะอันเป็น “ตัวแทน”
เป็นตัวแทนของการเมือง “เก่า” เป็นตัวแทนแห่งกระบวนการแบบ “เก่า” เข้าสัประยุทธ์เพื่อชิงความได้เปรียบเหนือพรรคก้าวไกล
ผลแพ้ชนะ จึงเป็นคำตอบสุดท้ายอันฉายชี้ไปยังอนาคต

