ส่องเกมชิง ‘ประธาน กมธ.’ ศึกถ่วงดุลนิติบัญญัติ

7.09.23 | 14:30 น.

ยังวุ่นไม่จบ สำหรับการประชุมตัวแทน ส.ส.ของแต่ละพรรคการเมือง เพื่อจัดสรรตำแหน่ง ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญประจำสภาผู้แทนราษฎร 35 คณะ ที่มี พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่สอง ซึ่งทำหน้าที่ประธานการประชุมการจัดสรรตำแหน่งประธาน กมธ. ผ่านมาสองครั้งแล้ว แต่ยังหาข้อสรุปกันไม่ได้

แม้จะแบ่งสัดส่วนกันตามจำนวน ส.ส.ของแต่ละพรรค ออกมาที่ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ได้ประธาน 10 คณะ พรรคเพื่อไทย (พท.) ได้ประธาน 10 คณะ

พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ได้ประธาน 5 คณะ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ได้ประธาน 3 คณะ พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ได้ประธาน 3 คณะ

พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้ประธาน 2 คณะ พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) ได้ประธาน 1 คณะ พรรคประชาชาติ (ปช.) ได้ประธาน 1 คณะ

ส่วน พรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) ได้ กมธ. 6 ตำแหน่ง พรรคชาติพัฒนากล้า (ชพก.) และ พรรคเพื่อไทรวมพลัง (พทล.) ได้ กมธ.พรรคละ 2 ตำแหน่ง

Advertisement

พรรคเสรีรวมไทย (สร.) พรรคประชาธิปไตยใหม่ (ปธม.) พรรคใหม่ (ม.) พรรคท้องที่ไทย (ท.) พรรคเป็นธรรม (ปธ.) พรรคพลังสังคมใหม่ (พ.ส.ม.) พรรคครูไทยเพื่อประชาชน (ค.พ.ช.) ได้ กมธ.พรรคละ 1 ตำแหน่ง

แต่ทว่ามี กมธ.เกรดเอ 6-7 คณะที่มี ส.ส.ของพรรคหลัก แสดงความจำนงต้องการมานั่งเป็นประธาน กมธ. อาทิ คณะ กมธ.ติดตามงบประมาณ และคณะ กมธ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ป.ป.ช.) คณะ กมธ.กิจการศาล องค์กรอิสระฯ คณะ กมธ.การตำรวจ ซึ่งยังไม่สามารถเคลียร์กันได้

จนพิเชษฐ์ระบุว่า หากยังตกลงกันไม่ได้ อาจต้องใช้วิธีการจับสลากตัดสินว่า พรรคการเมืองใดจะได้กำกับดูแลคณะ กมธ.ไหน

ย้อนหลังความขัดแย้งในครั้งนี้น่าจะมีสาเหตุด้วยกัน 2 ประการ

ประการที่ 1 คือ กระบวนการจัดสรรโควต้าประธานคณะกรรมาธิการสามัญฯ จากเดิมในปี 2562 ทุกพรรคตกลงกันว่าจะเปิดโอกาสให้พรรคการเมืองใหญ่ตามลำดับมีสิทธิเลือกคณะกรรมาธิการก่อนจำนวน 3 คณะ

ส่วนจำนวนคณะกรรมาธิการที่เหลือจะให้พรรคการเมืองวนเลือกจนครบ ดังจะเห็นได้จากเมื่อปี 2562 พรรคเพื่อไทย พรรคพลังประชารัฐ และพรรคอนาคตใหม่ในขณะนั้น ซึ่งเป็นพรรคการเมืองใหญ่มีสิทธิเลือกคณะกรรมาธิการก่อนจำนวน 3 คณะ จากนั้นถึงจะเป็นสิทธิของพรรคการเมืองอื่นตามลำดับ

แต่ปรากฏว่า ปัจจุบันเกิดการเปลี่ยนกติกาใหม่ โดยพรรคร่วมรัฐบาลจับมือกันตกลงกันว่าจะให้ ส.ส.ของแต่ละพรรคนั่งเป็นประธานคณะกรรมาธิการตามกระทรวงที่พรรคร่วมรัฐบาลดูแลอยู่

อาทิ พรรคเพื่อไทยประกาศจองคณะกรรมาธิการคมนาคม หรือพรรคภูมิใจไทยขอตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการแรงงาน และคณะกรรมาธิการการกระจายอำนาจ การปกครองส่วนท้องถิ่น และการบริหารราชการรูปแบบพิเศษ

ประการที่ 2 คือ การที่พรรคก้าวไกลมีความต้องการจะเข้ามานั่งในตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการเดิมที่เคยทำหน้าที่มาก่อน เช่น ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ ประธานคณะกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ด้วยการอ้างว่าต้องการเข้ามาสานงานที่เคยทำไว้ก่อนให้สำเร็จ

อีกทั้งพรรคก้าวไกลมองว่าควรให้ฝ่ายค้านเข้ามาทำหน้าที่ประธานคณะกรรมาธิการที่มีอำนาจตรวจสอบรัฐบาลโดยตรง อย่างคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ และคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ ซึ่งเดิมเป็นของฝ่ายค้านมาตลอด ทว่าครั้งนี้ พรรคเพื่อไทยก็มีความต้องการจะเข้ามาเป็นประธานคณะกรรมาธิการทั้งสองคณะเช่นกัน

รศ.ตรีเนตร สาระพงษ์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี มองว่า เมื่อมองไปที่บทบาทหน้าที่ของคณะกรรมาธิการชุดต่างๆ ที่อยู่ภายใต้รัฐสภาอันเป็นฝ่ายนิติบัญญัติทำหน้าที่ออกกฎหมายและตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล

นั่นหมายความว่าคณะกรรมาธิการมีบทบาทหน้าที่สำคัญในการตรวจสอบการกระทำของรัฐบาลตามที่มีผู้ร้องเรียน หากคณะกรรมาธิการกับรัฐบาล หรือหน่วยงานของรัฐบาลผู้ถูกร้องเรียนเป็นพวกเดียวกันก็เท่ากับว่าคนที่ถูกตรวจสอบกับคนตรวจสอบเป็นพวกเดียวกัน ความน่าเชื่อถือก็จะไม่มี หรือมีแต่น้อย

ดังตัวอย่างที่เห็นได้อย่างชัดเจนที่ปรากฏตอนนี้ คือผลตรวจสอบกรณีกิ๊ก ส.ว. และทหารรับใช้ ที่คนถูกตรวจสอบเป็น ส.ว. และถูกตรวจสอบโดย ส.ว. โทษจึงเป็นแค่การออกหนังสือตักเตือน ทั้งๆที่เรื่องนี้ ถ้าเป็นข้าราชการพลเรือนถือเป็นการประพฤติชั่วร้ายแรง โทษคือปลดออก หรือไล่ออก ซึ่งเป็นปัญหาที่สะท้อนมาตรฐานด้านคุณธรรมในกลุ่ม ส.ว.ที่ขัดต่อปทัสถานของสังคม

ในแง่กลไกการตรวจสอบที่มีสมการว่าการผูกขาดการใช้ดุลพินิจจากฝ่ายรัฐบาลและทุนทางการเมืองที่เป็นรากฐานการคอร์รัปชั่น กับกลไกการตรวจสอบของรัฐสภา โดยคณะกรรมาธิการกลับไปตกอยู่ในมือฝ่ายที่ต้องถูกตรวจสอบ ก็เท่ากับว่ากรรมาธิการตั้งขึ้นมาเพื่อปกป้องความไม่โปร่งใส หรือการบิดเบือนการใช้อำนาจให้ยิ่งมืดดำ แสงสว่างแห่งการตรวจสอบเข้าไม่ถึง

ภาพการเป็นประธานคณะกรรมาธิการที่พรรคต่างๆ กำลังแบ่งเค้กกันไม่ลงตัวมีผลต่อการคุมเกมการดำเนินงานของกรรมาธิการผ่านการกำหนดวาระการประชุม หรือการกำหนดการประชุม หรือแปลความได้ว่าจะตรวจสอบได้ดีเพียงใดประธานคณะกรรมาธิการจะเป็นผู้คุมเกม

แน่นอนว่าเมื่อพรรคก้าวไกลเป็นฝ่ายค้าน การตรวจสอบข้อร้องเรียนที่มีผู้มาร้องย่อมเข้มข้น จนพรรคเพื่อไทยในฐานะแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และพรรคซึ่งได้ฝากรอยแค้นเอาไว้กับพรรคก้าวไกล จึงย่อมต้องมีความกังวลมากเป็นพิเศษ

กอปรกับรัฐบาลชุดนี้ไม่มีลมใต้ปีกคือ ส.ว. หรือองค์กรอิสระ เหมือน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มิหนำซ้ำต้นทุนทางสังคมในสายตาประชาชนก็ตกต่ำ

ซ้ำร้ายพรรคก้าวไกลยังทำหน้าที่ตรวจสอบได้เป็นอย่างดีและต้องการทำผลงานเพื่อประโยชน์ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป ซึ่งคู่แข่งสำคัญในซีกเสรีนิยมเก่านั้นคือพรรคเพื่อไทย ดังนั้น การตัดไฟแต่ต้นลมด้วยการเปิดเกมชิงประธานกรรมาธิการ ปิดสวิตช์พรรคก้าวไกลของพรรคเพื่อไทยจึงเกิดขึ้นดังที่เป็นข่าว

รศ.ตรีเนตรระบุว่า พรรคก้าวไกลซึ่งเป็นฝ่ายค้านที่มีจำนวน ส.ส.มากกว่าทุกพรรค ต้องได้เป็นประธานคณะกรรมาธิการมากกว่าพรรคอื่น แต่ผลการต่อรองกลับได้เท่ากับพรรคเพื่อไทย ทั้งๆ ที่มีจำนวน ส.ส.มากกว่า เช่นนี้ สิทธิในการเลือกจึงควรให้พรรคก้าวไกลได้เลือกก่อน และในแง่เนื้องานคณะกรรมาธิการย่อมครอบไปถึงการตรวจสอบกระทรวงที่พรรคฝ่ายรัฐบาลเป็นเจ้ากระทรวงอย่างแน่นอน และพรรคร่วมรัฐบาลก็ต้องทำใจในฐานะสัดส่วน ส.ส.ที่พรรคตนได้น้อยกว่าพรรคก้าวไกล

เพียงแต่เกมที่พรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมรัฐบาลกำลังรวมหัวในฐานะตัวแทนพรรคการเมืองในห้องประชุมที่มีตัวแทนจากซีกรัฐบาลมากกว่ารุมกินโต๊ะพรรคก้าวไกล ด้วยความพยายามที่จะกันเอาคณะกรรมาธิการเกรดเอ รวมถึงคณะกรรมาธิการที่จะไปตรวจสอบกระทรวงที่พรรครัฐบาลเป็นรัฐมนตรีไว้ในมือ

“สิ่งเหล่านี้พรรคเพื่อไทยต้องถอดบทเรียนในอดีตที่รัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร ถูกกล่าวหาว่าผูกขาดอำนาจไว้ที่ตนเป็นเผด็จการรัฐสภา และการพยายามตัดแขนขาอำนาจตรวจสอบทั้งจำนวน ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลก็มากกว่า ประธานสภาก็เป็นของฝ่ายรัฐบาล ประธานกรรมาธิการก็จะยึดเอาไปมากกว่า ก็ยิ่งทำให้ประชาชนสงสัยว่ารัฐบาลพรรคเพื่อไทยกำลังคิดจะทำอะไรที่ซ้ำรอยในอดีตอีกหรือไม่…นี่ย่อมเป็นภาพลักษณ์ที่ต้องระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง” รศ.ตรีเนตรตั้งข้อสังเกต

ยิ่งประธานคณะกรรมาธิการ ป.ป.ช. ซึ่งเป็นกรรมาธิการตรวจสอบ ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับกระทรวงใด แต่เป็นสมการต้านโกงตัวสำคัญในวันที่อำนาจผูกขาด และอำนาจการใช้ดุลพินิจอยู่กับฝ่ายพรรคเพื่อไทย ด้วยกลไกตรวจสอบคณะกรรมาธิการ ป.ป.ช. ถือเป็นเรื่องที่ควรอยู่กับพรรคฝ่ายค้านไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลใด เช่นนี้ พรรคเพื่อไทยหรือพรรคร่วมรัฐบาลจึงควรหลีกทางให้ตำแหน่งประธานกรรมาธิการเป็นของพรรคก้าวไกล หรือของพรรคฝ่ายค้าน เพื่อไม่ให้เกิดความพิกลพิการในระบบการตรวจสอบจนนำไปสู่ข้อกล่าวหาเดิมๆ เมื่อตอนที่พรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล

“เช่นนี้ วิธีการได้มาซึ่งประธานกรรมาธิการ ที่รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่สอง เสนอให้มีการจับสลากนั้นย่อมสะท้อนให้เห็นว่าการทำงานไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของหลักการใดๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นหลักใช้คนให้เหมาะกับงาน หลักการถ่วงดุลอำนาจ และสุดท้ายก็หนีไม่พ้นการแบ่งผลประโยชน์อยู่ดี ทั้งๆ ที่เวลาและสิ่งรอบข้างก็เปลี่ยนแปลงไปหมดแล้ว แต่นักการเมืองก็ยังไม่เปลี่ยน” รศ.ตรีเนตรสรุปทิ้งท้าย

เหตุที่แย่งชิงเก้าอี้ประธาน กมธ.เกรดเอ เพราะงานฝ่ายนิติบัญญัตินั้น นอกจากการพิจารณาตรากฎหมายแล้ว ยังมีหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลคู่ขนานกันไป ผ่านคณะ กมธ.สามัญฯ ทั้ง 35 คณะ

แม้หลายคนอาจมองว่า กมธ.เป็นเพียงเสือกระดาษ ไม่สามารถคาดหวังอะไรที่เป็นมรรคเป็นผลได้มากนัก รวมทั้งถูกมองว่าใช้ฐานะ กมธ.บังหน้า เพื่อหาเรื่องไปดูงานต่างประเทศ หรือ ส.ส.บางคนนำตำแหน่ง กมธ.ไปทำงานออกนอกลู่นอกทางได้

แต่อย่างน้อย กมธ.ก็เป็นอีกช่องทางของฝ่ายค้านในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลก็ใช้ กมธ.เป็นเกราะป้องกันการตีรวนหรือตรวจสอบเข้มข้นของฝ่ายค้าน โดยเฉพาะรัฐบาลชุดใหม่ จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีกลไกปกป้อง หากดำเนินการบางเรื่องพลาดพลั้งไป รวมทั้งไม่อยากให้ กมธ.มาคอยดึงแข้งดึงขา ทำให้การบริหารงานของรัฐบาลสะดุด

ดังนั้น การวางตัว ส.ส.เข้าไปนั่งประธาน กมธ.และเป็น กมธ.ในคณะต่างๆ จึงมีนัยยะการต่อสู้ทางการเมืองที่ทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้าน ต้องแย่งชิงกัน