ส.ส.ก้าวไกลเตรียมตั้งกระทู้ถามสามเณรมีสิทธิเรียนในสังกัด สพฐ.หรือไม่ “ปารมี” เผยเดินหน้าแก้ปัญหาเด็กตัว G ขณะที่เด็ก 126 คนที่ถูกส่งกลับพม่ายังเผชิญวิบากกรรมต่อ-โรงเรียนฝั่งไทยไม่กล้ารับหวั่นถูกดำเนินคดีเช่นเดียวกับ ผอ.ร.ร.ไทยรัฐวิทยา 6
เมื่อวันที่ 7 กันยายน ปารมี ไวจงเจริญ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล (ก.ก.) กล่าวว่า ภายหลังคณะทำงานนโยบายการแก้ไขปัญหาสถานะทางทะเบียนเด็กนักเรียนกลุ่ม G และการแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลและสิทธิ พรรคก้าวไกล ลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ระหว่างวันที่ 3-4 กันยายน ว่าในวันแรกได้เดินทางไปที่วัดสวนดอกเพื่อเก็บข้อมูลเรื่องสามเณรที่กำลังจะหลุดจากการศึกษา เพราะระดับ ป.1-6 ไม่สามารถเรียนในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ โดยจะนำประเด็นนี้ไปตั้งเป็นกระทู้ถามเพราะไม่แน่ใจว่าจริงๆ แล้วสามเณรสามารถเข้าเรียนใน ร.ร.ของ สพฐ.ได้หรือไม่ เพราะเท่าที่เข้าใจไม่มีระเบียบห้ามโดยตรง เพียงแต่มีคำสั่งบางฉบับบอกว่าไม่ใช่หน้าที่จึงต้องตั้งกระทู้ถามในราชกิจจานุเบกษา
ปารมีกล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ได้ลงพื้นที่ที่ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ เพื่อไปดูเรื่องเด็กรหัส G ทำให้ได้ความคิดหลายอย่าง เพราะจริงๆ แล้วระเบียบและกฎหมายต่างๆ ก็มีหมดแล้วเพียงแต่ขาดการประสานงาน ซึ่งตอนนี้ครูในหลายโรงเรียนยังรู้สึกกลัวๆ กล้าๆ ที่จะรับเด็กไม่มีเอกสารทางทะเบียนราษฎรเข้าเรียน ดังนั้นควรมีการจัดตั้งศูนย์ประสานงานกลางในจังหวัดที่มีเด็กตัว G จำนวนมาก ซึ่งตอนนี้ สพฐ.ได้ทำโครงการนำร่องเด็กตัว G ใน 3 จังหวัดคือเชียงใหม่ เชียงราย และตาก โดยเลือกในบางอำเภอของแต่ละจังหวัด ซึ่งมีเด็กที่ขอตัว G ประมาณ 1.8 หมื่นคน โดยจะครบกำหนดโครงการใน 1 ปีเดือนกันยายนนี้ ซึ่งตนจะตามเรื่องว่าเมื่อสิ้นสุดโครงการแล้วได้ผลการดำเนินงานเป็นอย่างไรบ้าง
“โครงการนำร่องนี้เขาจะขจัดอุปสรรคต่างๆ และเร่งให้รหัส G เขาอยากรู้ว่าท่อมันไปตันตรงไหน หากผลการดำเนินงานดี จะได้เอามาเป็นต้นแบบดำเนินการต่อไป แต่ส่วนตัวดิฉันเองคิดว่าจำเป็นต้องมีศูนย์ประสานงาน อย่างน้อย 4 ภาคโดยเฉพาะในจังหวัดชายแดน ทั้งที่ระนอง ตราด รวมทั้ง กทม.มีเด็กนักเรียนข้ามชาติจำนวนมาก ที่สำคัญแต่ละศูนย์ควรมีทั้งกระทรวงศึกษาและมหาดไทย และต้องมีงบประมาณให้ด้วย” ปารมีกล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีที่มีการผลักดันเด็กไม่มีเอกสารทางทะเบียนราษฎร 126 คนจากโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 6 กลับพม่า ทำให้ครูเกิดความไม่มั่นใจในการรับเด็กหรือไม่ ส.ส.พรรคก้าวไกลกล่าวว่า ตอนนี้ครูในแถบชายแดนกลัวว่าขาข้างหนึ่งจะก้าวเข้าไปอยู่ในคุก หากรับเด็กที่ไม่มีเอกสารเหล่านี้ เรากำลังรออยู่ว่าสภาผู้แทนฯจะตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญหรือไม่ ถ้าไม่ตั้งก็สามารถเอาไปดำเนินการในคณะกรรมาธิการสามัญได้ ไม่ว่าจะเป็น กมธ.ศึกษาหรือ กมธ.ปกครอง เพราะขอยืนยันว่า อย่างไรพวกเราก็ต้องดำเนินการต่อแน่นอน ขอให้รอนิดหนึ่ง พรรคก้าวไกลจะทำงานในเชิงรุก
“เรื่องเด็ก 126 คน เราสามารถติดต่อพ่อแม่เด็กได้หลายคน แต่ไม่แน่ใจว่าเด็กๆ ได้เรียนหนังสือหรือไม่ อย่างไร เรื่องนี้ควรมองเรื่องสิทธิการศึกษาเด็กด้วย” ปารมีกล่าว
ส่วนความคืบหน้ากรณีที่มีการผลักดันเด็ก 126 คนกลับพม่า ทำให้เด็กๆ ต้องออกจากระบบการศึกษากลางคัน จนมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากมาย ล่าสุดมีรายงานว่า ขณะนี้ สพฐ.ได้เอาชื่อเด็กทั้ง 126 คนออกจากระบบโรงเรียนแล้ว ทำให้หลายฝ่ายกังวลใจว่า หากเด็กกลุ่มนี้เข้าเรียนในโรงเรียนอื่นจะมีปัญหาหรือไม่ จะส่งผลกระทบกับเด็กที่จะเข้าระบบหรือไม่ โดยเด็ก 126 คนเป็นเด็กที่มีรหัส G แล้วจำนวน 54 คน ขณะเดียวกันมีความพยายามที่จะให้เด็กกลุ่มนี้ได้เข้าเรียนในโรงเรียนฝั่งไทย แต่ได้รับการปฏิเสธจากโรงเรียนต่างๆ ตามชายแดน เพราะเกรงว่าหากรับเด็กเข้าไปอาจถูกดำเนินคดีเหมือนกับผู้อำนวยการโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 6

