‘อนุทิน-ภูมิธรรม’ 2 คน-2 คม โชว์วิชั่นวันแรก

8.09.23 | 10:11 น.

หมายเหตุ – นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดใจภายหลังเดินทางเข้าปฏิบัติหน้าที่วันแรก เมื่อวันที่ 7 กันยายน

อนุทิน ชาญวีรกูล
รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

“ไม่มีคำว่า‘ท่าน-นาย’ มีแต่พี่น้องในหมู่ ขรก.”

วันนี้มารับตำแหน่ง เข้ามาตระเตรียมห้องทำงานทุกอย่างให้เรียบร้อยตามบัญชานายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่มีบัญชามาว่าจะแถลงนโยบายในวันที่ 11 กันยายน พวกเราทุกคนคงจะต้องเตรียมข้อมูลที่จะสนับสนุน ตอบคำถาม ชี้แจงในกรณีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ท่านใดมีข้อสงสัย คงจะต้องใช้เวลา 3-4 วันนี้ในการทำความคุ้นเคยกับงานและข้อมูล ส่วนการปฏิบัติหน้าที่นั้นจะเริ่มอย่างเป็นทางการ จะสามารถปฏิบัติหน้าที่บริหารแผ่นดินได้ตามบทบัญญัติหรือรัฐธรรมนูญตั้งแต่หลังวันแถลงนโยบายเป็นต้นไป ทุกอย่างจะเริ่มดำเนินการจากตรงนั้นไปในส่วนที่เป็นทางราชการ

Advertisement

ถือว่าเข้ามาทำความรู้จักกับพี่น้องข้าราชการ มท.ทุกท่าน จะได้แนะนำตัวเราเองเพราะต้องถือว่าผมโชคดีที่มีทีมงาน มีรัฐมนตรีช่วยว่าการ มท. ที่มีความคุ้นเคยกับพี่น้องประชาชนเป็น ส.ส.ทุกคน ไม่ว่าจะเป็น นายทรงศักดิ์ ทองศรี, นายชาดา ไทยเศรษฐ์ และนายเกรียง กัลป์ตินันท์ ดังนั้น คิดว่ายุคนี้มท.จะเป็นยุคที่รัฐมนตรีเข้าใจถึงวิถีชีวิต คุณภาพชีวิต และมีความตั้งใจอย่างแน่วแน่ที่จะทำให้คุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนได้มีการยกระดับขึ้นมาในทุกพื้นดิน ถือว่าเป็น มท.ที่มีรัฐมนตรีมาจากพี่น้องประชาชนจริงๆ ต้องเข้าถึงได้ ต้องลงไปถึงหน้างาน คงไม่ค่อยพบกันตรงนี้เท่าไหร่ คงทำงานอยู่ในพื้นที่ของพวกเราอย่างมากที่สุดที่จะทำได้

ผมถือว่าโชคดีที่มี นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย และทีมงานรู้จักกันมานานนับสิบๆ ปี ที่มีความคุ้นเคยตั้งแต่สมัยที่พ่อของผมดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในช่วงปี พ.ศ.2552-2554 ทีมงานนี้เป็นทีมงานเดียวกันหมด มีโอกาสไปร่ำเรียนหลักสูตรต่างๆ ก็ได้พบกับผู้บริหารของ มท.ล้วนแต่เป็นพี่เป็นน้องกันทั้งนั้น ฉะนั้น จากยุคที่ผมอยู่ที่นี่จะไม่มีคำว่าท่าน ไม่มีคำว่านายมีแต่พี่น้องในหมู่ข้าราชการ และทำงานด้วยกันด้วยเป้าหมายเดียวกัน บำบัดทุกข์ บำรุงสุขอย่างเดียวไม่พอ ประชาชนต้องอุดมสมบูรณ์พูนสุขกันถ้วนหน้า

⦁ได้เซ็นลงนามแบ่งงานให้กับรัฐมนตรีช่วยแล้วหรือยัง
ผมยังไม่ได้เข้าห้องทำงานเลย ขอฟังบรรยายสรุปหน่วยงานที่รับผิดชอบต่างๆ ก่อน คำว่าแบ่งงาน ทุกคนมีความเป็นรัฐมนตรีเหมือนกันหมด ช่วยกันทำงานเป็นหนึ่งเดียวกัน โดยจะแบ่งงานตามหน้าที่ที่รับผิดชอบ ไม่มีสายไหน เป็นพี่เป็นน้องกัน เชื่อมั่นในกันและกัน เชื่อว่าจะไม่มีปัญหาในการทำงาน อย่างไรก็ตาม ขอรอให้มีการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภาในวันที่ 11 กันยายนเรียบร้อยก่อน

การทำงานของผมจะบำบัดทุกข์ บำรุงสุขให้แก่พี่น้องประชาชนไม่มีขีดจำกัด แต่ผมไม่อยากบำบัดทุกข์ทั้งวันทั้งคืน ต้องทำให้มีความอุดมสมบูรณ์ ทุกอย่างเป็นเรื่องเร่งด่วน ทั้งควิกวิน ซอฟต์เพาเวอร์ที่จะทำให้ประชาชนมีความสุข และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น รวมทั้งเศรษฐกิจดีขึ้น เม็ดเงินหมุนเวียนได้มากที่สุด โดยนายกฯ มีนโยบายดิจิทัล วอลเล็ต 1 หมื่นบาท ล้วนแล้วแต่เป็นเงินที่ใช้ในประเทศ พวกเราทุกคนต้องขอความร่วมมือปลัด มท. และผู้ว่าฯ ทุกท่าน จัดเตรียม พัฒนาสินค้า เพราะคนไทยทำ คนไทยใช้ ซึ่งการใช้จ่ายดังกล่าวจะทำให้เงินหมุนเวียน เกิดประโยชน์กับประชาชน

⦁ในคำแถลงนโยบายของรัฐบาล จะมีการฟื้นผู้ว่าฯซีอีโอ จะมีลักษณะอย่างไร
โดยนัยและการปฏิบัติ รับทราบอยู่แล้วว่าผู้ว่าฯ ปัจจุบันคือผู้ว่าฯซีอีโอ เพราะหน่วยงานราชการต่างๆ ในจังหวัดขึ้นกับผู้ว่าฯ และการทำงานต่างๆ ในจังหวัดผ่านกำกับดูแลของผู้ว่าฯ พวกเราพร้อมทำงานกับผู้บริหาร มท.อย่างสุดความสามารถ ใครมีดีตรงไหนเอาตรงนั้นมา เพื่อทำงานให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชน

⦁จะไม่มีการซื้อขายตำแหน่งในยุคของนายอนุทินใช่หรือไม่
ต้องไม่มีและไม่เกิดขึ้น และนายกฯ ได้ย้ำในเรื่องแรกๆ ของการประชุม ครม.นัดพิเศษเมื่อวันที่ 6 กันยายนที่ผ่านมา และคิดว่าตรงกับความตั้งใจของรัฐมนตรีทุกคน

⦁กรณีกำนันใน จ.นครปฐมไล่ยิงตำรวจจนเสียชีวิตเนื่องจากขอตำแหน่งให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่รู้จักไม่ได้
จะหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ปัญหาเรื่องนี้ ไม่ต้องห่วง ผมเป็นคนสั่งงานวันนี้ เสร็จเมื่อวาน ขอให้ทุกคนมั่นใจ

⦁จะมีนโยบายอะไรเกี่ยวกับรถไฟฟ้าสายสีเขียว
ใจเย็น เพิ่งเข้ามาทำงาน ยังไม่เจอผู้ว่าฯกทม.เลย ไม่ต้องกังวล อะไรที่เป็นความถูกต้อง ต้องได้รับการแก้ไข ผมมั่นใจว่าในยุคนี้ทุกๆ คนรวมถึงนิติบุคคลและประชาชนทั่วไป จะต้องได้รับการปฏิบัติที่เป็นธรรม การปฏิบัติอะไรที่ไม่เป็นธรรม เดี๋ยวเจอกัน

⦁นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะบิดาได้ให้คำแนะนำการทำงาน มท.อย่างไร
เดี๋ยวเสร็จจากการทำภารกิจที่กระทรวงแล้ว จะเข้าไปกราบท่าน

ภูมิธรรม เวชยชัย
รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

เคลียร์ทุกฝ่าย หาจุดสมดุล ‘ปชช.-ผู้ประกอบการ’อยู่ได้

ขณะนี้ยังไม่ได้มีการแบ่งงาน วันนี้จะหารือร่วมกับปลัดกระทรวงพาณิชย์ และ อธิบดีแต่ละกรมก่อนเพื่อเรียนรู้ และฟังข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะก่อน ยืนยันว่ารัฐบาลเราทำงานเป็นทีม แม้ว่าจะต่างพรรคกัน แต่ทั้ง 11 พรรคการเมืองจะช่วยการทำงาน ทำงานร่วมกันเพื่อรับใช้พี่น้องประชาชน สำหรับนโยบายเร่งด่วนที่เร่งเข้ามาดำเนินการเป็นเรื่องแรก นั้น นายกฯ ได้ให้แนวทางไว้แล้วว่า อะไรที่ทำได้ก่อนให้รีบทำ โดยเฉพาะสิ่งที่เป็นปัญหาปากท้องกับพี่น้องประชาชนให้รีบทำก่อน เพราะลำบากต่อเนื่องมาหลายปี รวมถึงเร่งแก้ไขระเบียบที่ขัดขวางการทำงาน รวมทั้งปรับให้ทันสมัย โดยจะมอบนโยบายและแนวทางปฏิบัติให้แก่ข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ในวันที่ 14 กันยายน 2566

⦁กรณีที่น้ำมันเชื้อเพลิง และค่าไฟฟ้าลดราคาจะต้องมีการปรับลดราคาสินค้าหรือไม่
กรณีน้ำมันและค่าไฟฟ้าลดราคา หากพูดตามความฝัน ความต้องการที่จะให้ประชาชนอยู่ดีกินดีควรต้องปรับลดราคาสินค้าลงให้สอดคล้องกับค่าครองชีพ ของประชาชนในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นมาทุกรัฐบาล เชื่อว่าภายใต้การนำของรัฐมนตรีพาณิชย์ ปลัด และอธิบดีกระทรวงพาณิชย์ทุกคนจะร่วมมือกันรับมือกับปัญหาต่างๆ ได้ ซึ่งปัญหาสินค้าราคาแพง นั้นจะต้องดูว่าช่วงเวลาฤดูกาลมีอะไรเกิดขึ้น พาณิชย์จังหวัด และบุคลากรที่เกี่ยวข้องจะต้องเข้ามาดูแลเพื่อหาทางป้องกันไม่ให้เกิดปัญหา

⦁ส่วนเรื่องส่งออกของไทยที่มีตัวเลขติดลบต่อเนื่อง
เป็นปัญหาที่กังวลมานาน ทูตพาณิชย์ในต่างประเทศ จะต้องช่วยกันหาตลาดให้มากขึ้น โดยเรามีเป้าหมายเชิงรุกที่จะขยายตลาด ทั้งนี้ จะขอดูข้อมูลและรายละเอียดเรื่องส่งออกจากปลัดกระทรวงและหน่วยงานปฏิบัติก่อน ส่วนเรื่องเอฟทีเอก็ต้องเร่งรัด แต่หลายเรื่องเป็นการต่อรองต้องหาจุดสมดุลที่จะได้ประโยชน์ทุกฝ่าย คาดว่าภายในปี 2567 จะสามารถบรรลุข้อตกลงการค้าได้อีกหลายฉบับ ส่วนมินิเอฟทีเอเป็นนโยบายของรัฐบาลที่แล้วจะเดินหน้าหรือไม่ขอดูก่อน อะไรที่ดีจะเดินหน้าต่อ ส่วนที่มีปัญหาต้องทบทวน โดยเอาประโยชน์ประเทศ และประชาชนเป็นที่ตั้ง

⦁การดูแลราคาสินค้าเกษตร
ขอยังไม่ตอบว่าจะมีการนำนโยบายรับจำนำกลับมาใช้หรือไม่ และจะใช้นโยบายอย่างไร เพราะทุกนโยบายเกี่ยวกับสินค้าเกษตรมีทั้งข้อดีและข้อเสีย สิ่งสำคัญวันนี้ คือ เราไม่ได้ยึดติดอะไร อะไรที่ดี หรือไม่ดีของทุกฝ่าย หรือของรัฐบาลที่แล้ว เราก็สามารถเอามาปรับเข้ากันได้ เพื่อให้เกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชน

สำหรับแนวทางการทำงานนั้น ต้องการที่จะพบและพูดคุยกับทุกฝ่ายทั้งผู้บริโภค ประชาชน เอสเอ็มอี ผู้ประกอบการทั้งรายย่อย รายใหญ่ เพื่อให้ทุกส่วนไปด้วยกันได้ ไม่ได้ให้ความสำคัญแค่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพราะถ้าผู้ประกอบการอยู่ไม่ได้ก็เป็นปัญหา ประชาชนอยู่ไม่ได้ก็เป็นปัญหา ดังนั้น ต้องหาจุดสมดุล โดยเอาประชาชนเป็นหลัก และต้องให้ผู้ประกอบการอยู่ได้ด้วย

⦁รัฐมนตรีช่วยคนที่ 2 ซึ่งเป็นโควต้าจากพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) ที่ไม่ได้เดินทางเข้ามาปฏิบัติหน้าที่วันนี้
แม้ว่าขณะนี้ กระทรวงพาณิชย์จะมีรัฐมนตรีแค่ 2 คน แต่ผมไม่ติดเงื่อนไขอะไร มี 2 คนก็ช่วยกันทำงาน 2 คน แต่ถ้า มี 3 คนก็ดี ช่วยกับแบ่งเบาภาระงาน ที่สำคัญมั่นใจว่าจะมีแบ๊กอัพที่ดี เพราะข้าราชการกระทรวงพาณิชย์เป็นมืออาชีพกันทุกคน หากเป็นมืออาชีพเคารพ และรับฟังความคิดเห็นกัน การทำงานจะไปได้ดีและรับมือกับทุกปัญหาได้ ส่วนจะมีรัฐมนตรีคนที่ 3 เข้ามาเพิ่มหรือไม่ขึ้นอยู่กับพรรคพลังประชารัฐจะคุยกับรัฐบาล ซึ่งคนที่มีอำนาจในการตัดสินใจคือ นายกฯ

⦁นโยบายที่แถลงต่อรัฐสภาในวันที่ 11 กันยายน
มีบางเรื่องที่หาเสียงไว้ไม่มีในนโยบายรัฐบาล ว่า ประชาชนให้ความมั่นใจกับพรรคเพื่อไทย (พท.) และพรรคร่วมรัฐบาลได้ว่าสิ่งที่พูดและสิ่งที่เป็นปัญหากับประชาชนพรรคได้ตอบไปแล้วว่าจะแก้ปัญหาได้ ซึ่งนโยบายที่จะแถลงในวันที่ 11 กันยายนนี้ เป็นกรอบกว้างๆ ที่ครอบคลุมทุกประเด็น หากเรื่องไหนไม่ชัดเจนถามรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลได้ ดังนั้น ไม่ต้องห่วง เพราะหากเอาทุกเรื่องไปคุยกันในที่ประชุมรัฐบาลใช้เวลา 3 วัน ก็ไม่เพียงพอ นี่เป็นหลักการที่วางไว้

ยืนยันว่าพรรค พท.ไม่ผิดสัญญากับประชาชนสิ่งใดที่เป็นปัญหาเรารับผิดชอบก็ขอโทษประชาชนในเหตุจำเป็นและชี้ให้เห็นว่า เกิดจากอะไร ทั้งรัฐมนตรีพรรคร่วมรัฐบาลก็เห็นตรงกัน สิ่งที่รับปากประชาชนเราจะทำให้ ขอให้ประชาชนมั่นใจ ทั้งนี้ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกฯ ยืนยันว่า เป็นรัฐบาลของประชาชน พรรคการเมืองทั้ง 11 พรรค จะทำร่วมกันให้สำเร็จ ขอให้ประชาชนไว้วางใจได้เราจะทำงานไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อยเพื่อทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่คาดไว้สามารถประสบความสำเร็จได้อย่างเต็มที่

⦁สำหรับนโยบายเงินดิจิทัล 1 หมื่นบาท
เป็นเรื่องที่หลายคนและพรรคการเมืองนำไปพูด ซึ่งผิดไปจากข้อเท็จจริง ขอชี้แจงว่า นโยบายดิจิทัลวอลเล็ต เป็นนโยบายสำคัญที่รัฐบาลจะทำแน่นอนและทำทันทีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ โดยทุ่มงบประมาณกว่า 5 แสนล้านบาท ลงไปในระบบเศรษฐกิจ เพื่อใช้ในช่วง 6 เดือน สามารถกระจายเงินไปยังเศรษฐกิจฐานรากทั้งหมดตามเงื่อนไขที่วางไว้ ซึ่งนโยบายนี้ไม่เพียงการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่จะเป็นการปรับเปลี่ยนประเทศไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัลผ่านเทคโนโลยีบล็อกเชน และทำให้ประชาชนสามารถเรียนรู้เปลี่ยนมาใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์และใช้ได้อย่างกว้างขวางทั่วประเทศ