ชัชชาติหวัง รบ.ใหม่ย้ายท่าเรือคลองเตย เพิ่มพื้นที่อยู่อาศัยคนจน ทำเขื่อนป้องกันน้ำทะเลหนุนสูง
เมื่อวันที่ 7 กันยายน ที่ห้องรัตนโกสินทร์ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เสาชิงช้า นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผยถึงการเตรียมพูดคุยหารือกับรัฐบาลใหม่
นายชัชชาติ กล่าวว่า ในเรื่องฝุ่นจะต้องมีการคุยกับรัฐบาลด้วย เพราะรัฐบาลมีแผนแม่บทเรื่องฝุ่นอยู่ ที่ผ่านมา ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมได้เคยพูดถึงแนวทางเรื่องฝุ่นที่ดีมากว่า ฝุ่นส่วนหนึ่งมาจาการเผาอ้อย จึงน่าจะมีแรงจูงใจให้เกษตรกรไม่เผาอ้อย ประกอบกับผลการวิเคราะห์จากนักสืบฝุ่น ช่วงที่ฝุ่นในกรุงเทพฯ มีจำนวนมากพบว่าส่วนใหญ่มาจากการเผาชีวมวล ส่วนหนึ่งมาจากการเผาไหม้ของเครื่องยนต์ และส่วนใหญ่มาจากการเผาผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร คือ ข้าวกับอ้อย ซึ่งปีนี้ กทม.มีงบประมาณในการจัดซื้อเครื่องอัดฟางเพื่อให้ประชาชนช่วยอัดฟางในพื้นที่เกษตรเพื่อนำไปขาย น่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยลดฝุ่นได้ อย่างไรก็ตาม ในเรื่องนี้ต้องมีการหารือกับรัฐบาลเพราะกรุงเทพมหานครหน่วยงานเดียวไม่สามารถทำสำเร็จได้
นายชัชชาติ กล่าวว่า โครงการหนึ่งที่อยากเสนอต่อคือการย้ายท่าเรือคลองเตย ซึ่งจริงๆ ก็อยู่ในแผนแม่บท ซึ่งมีตู้คอนเทนเนอร์เป็นล้านตู้เข้ามาที่ท่าเรือคลองเตย ก็จะมีรถบรรทุก 2 ล้านคันวิ่งเข้าออก นอกเหนือจากเรื่องรถที่วิ่งเข้าออกยังมีเรื่องจราจรติดขัด หากขยับท่าเรือคลองเตยออกไปได้จะมีพื้นที่อีก 2,000 ไร่ มาปรับปรุงเป็นที่อยู่อาศัยให้คนเมืองที่มีรายได้น้อย หรือทำพื้นที่สีเขียว ซึ่งเห็นว่าหลายเมืองมีการย้ายท่าเรือออกจากแม่น้ำในเมือง อนาคตที่ต้องทำอีกอย่างคือการคุยเรื่องภาวะโลกร้อน ที่จะทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น
“หวังว่ารัฐบาลจะมีคณะทำงานศึกษาเรื่องนี้จริงจัง ซึ่งอาจไม่ได้เกิดขึ้นในวันนี้หรือพรุ่งนี้ แต่เป็นโครงการระยะยาว เชื่อว่าการย้ายท่าเรือคลองเตยออกไปจะช่วยให้การคิดแนวทางการป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพฯ จากระดับน้ำทะเลสูงขึ้นได้ดีขึ้น ถ้ามีเรือขนาดใหญ่เข้าออก การปิดล้อมจะทำได้ยาก ถ้าไม่มีเรือขนาดใหญ่เข้าออก การปิดล้อมจะทำได้ง่ายขึ้น” นายชัชชาติกล่าว
นายชัชชาติ กล่าวว่า ส่วนเรื่องรถไฟฟ้าสายสีเขียว คงต้องรอนโยบายรัฐบาลว่าเป็นอย่างไร โดย กทม.ต้องตัดสินใจมีเรื่องเดียวคือการเก็บเงินส่วนต่อขยายส่วนที่สอง ซึ่งได้มีการเตรียมเรื่องนี้ไว้แล้ว แต่ต้องรอดูภาพรวมนโยบายของรัฐบาลว่าจะลดค่าโดยสารหรือไม่เก็บเงิน ส่วนภาระหนี้ที่มีอยู่ตอนนี้ต้องดูในแง่กฎหมาย ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงว่ามีการเดินรถจริงในช่วงส่วนต่อขยาย แต่การจ่ายเงินก็มีกระบวนการต่างๆ
นายชัชชาติ กล่าวว่า ข้อดีคือคณะกรรมการวิสามัญซึ่งสภา กทม.ตั้งขึ้นอยู่ระหว่างการพิจารณา เพราะสุดท้ายแล้วต้องให้สภา กทม.เห็นชอบในการนำเงินงบประมาณมาใช้ ทั้งการก่อหนี้ผูกพัน และการจ่ายขาดเงินสะสม ทั้งนี้คาดว่าคณะกรรมการวิสามัญจะสรุปผลได้ในสัปดาห์หน้า และจะทำให้ กทม.สามารถดำเนินการเรื่องนี้ต่อไปได้
“รวมถึงต้องหารือกับรัฐบาลด้วย เนื่องจาก กทม.เป็นหนี้รัฐบาล 3 ส่วน ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐาน O&M และ E&M ซึ่ง กทม.ไม่ได้นิ่งนอนใจ เชื่อว่าในอนาคต ภาคเอกชนจะมีบทบาทสำคัญในการลงทุน และรัฐจะสนับสนุนบางส่วน โดยต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เพื่อให้การเดินรถทำได้เร็ว” นายชัชชาติกล่าว
นายชัชชาติ กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้คิดว่ามีหลายเรื่องจะหารือกับทางรัฐบาลได้ เช่น การจราจร รถไฟฟ้าที่จะชวนรัฐบาลช่วยลงทุน 2 สาย การเพิ่มพื้นที่สีเขียว การนำพื้นที่ราชการต่างๆ มาเป็นพื้นที่สาธารณะแบ่งปันให้ประชาชนสามารถเข้าไปใช้ได้มากขึ้น เช่น ออกกำลังกาย ทำการค้า เป็นต้น

