ที่ประชุมรัฐสภา กำหนดวันเวลาการประชุมเพื่อพิจารณาการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา ตามมาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญ ระหว่างวันที่ 11-12 กันยายน ในกรอบเวลา 30 ชั่วโมง ตามข้อสรุปของคณะกรรมการประสานงาน (วิป) 3 ฝ่าย
นโยบายที่ประชาชนคาดหวังจะได้เห็นผ่านคำแถลงของ “เศรษฐา ทวีสิน” นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะผู้นำฝ่ายบริหาร จะแถลงนโยบายของ ครม.อันจะเป็นสัญญาประชาคมต่อที่ประชุมรัฐสภา และประชาชนได้ติดตามการขับเคลื่อนนโยบายของ ครม.เศรษฐา นับจากนี้
สาระสำคัญของนโยบายที่นำเสนอกรอบการทำงานของรัฐบาลที่แบ่งเป็นระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว นโยบายระยะสั้นจะออกนโยบายการเติมเงิน 1 หมื่นบาทผ่านดิจิทัลวอลเล็ต จะทำหน้าที่เป็นตัวจุดชนวนที่จะกระตุกเศรษฐกิจประเทศให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง จะใส่เงินเข้าไปในระบบเศรษฐกิจอย่างทั่วถึงและกระจายไปยังทุกพื้นที่ หมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจให้ถึงฐานราก รัฐบาลเองก็จะได้รับผลตอบแทนคืนมาในรูปแบบของภาษี และที่สำคัญ การดำเนินนโยบายนี้จะเป็นการวางรากฐานเศรษฐกิจดิจิทัลให้กับประเทศ เป็นการเตรียมความพร้อมของประเทศเข้าสู่เศรษฐกิจสมัยใหม่ เพิ่มประสิทธิภาพและสร้างความโปร่งใสให้กับกลไกการชำระเงินของระบบเศรษฐกิจและรัฐบาล รวมทั้งจะแก้ปัญหาหนี้สิน ทั้งในภาคเกษตร ภาคธุรกิจและภาคประชาชน รวมถึงมาตรการช่วยประคองภาระหนี้สินและต้นทุนทางการเงินสำหรับภาคประชาชน ที่ครอบคลุมถึงผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม
ขณะเดียวกัน ยังมีนโยบายลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน รัฐบาลจะสนับสนุนให้เกิดการบริหารจัดการราคาพลังงาน ทั้งค่าไฟฟ้า ค่าแก๊สหุงต้ม และค่าน้ำมันเชื้อเพลิงให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมในทันที นอกจากนี้ รัฐบาลจะปรับเปลี่ยนโครงสร้างการใช้พลังงาน สนับสนุนการจัดหาแหล่งพลังงาน ส่งเสริมการผลิตและการใช้พลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียน เร่งเจรจาการใช้พลังงานในพื้นที่อ้างสิทธิกับประเทศข้างเคียง และสำรวจแหล่งพลังงานเพิ่มเติม
รวมทั้งรัฐบาลจะผลักดันการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว เพราะการท่องเที่ยวจะเป็นกุญแจดอกแรกในการสร้างรายได้ที่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ในระยะสั้นและสร้างงานให้กับประชาชนเป็นจำนวนมาก เราตั้งเป้าว่าจะเปิดประตูรับนักท่องเที่ยว ด้วยการอำนวยความสะดวก ปรับปรุงขั้นตอนการขอวีซ่า และการยกเว้นการเก็บค่าธรรมเนียมวีซ่า สำหรับกลุ่มนักท่องเที่ยวในกลุ่มประเทศเป้าหมาย การจัดทำ Fast Track VISA สำหรับผู้เข้าร่วมงานแสดงสินค้านานาชาติ (MICE) และเพื่อเป็นการกระตุ้นการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวในช่วงสิ้นปี รัฐบาลจะร่วมกับภาคธุรกิจในทุกภาคส่วนเป็นเจ้าภาพจัดงานแสดงสินค้า งานเทศกาลระดับโลก เพื่อยกระดับประเทศไทยให้เป็นสถานที่สำหรับการจัดงานแสดงต่างๆ ที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งในภูมิภาค
นโยบายเร่งด่วนสุดท้าย คือ การแก้ปัญหาความเห็นที่แตกต่างในเรื่องรัฐธรรมนูญ โดยรัฐบาลจะหารือแนวทางในการทำประชามติที่ให้ความสำคัญกับการทำให้ประชาชนทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมออกแบบกฎ กติกาที่เป็นประชาธิปไตยทันสมัยและเป็นที่ยอมรับร่วมกัน รวมถึงการหารือแนวทางการจัดทำรัฐธรรมนูญในรัฐสภา เพื่อให้ประเทศสามารถเดินต่อไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง
สำหรับนโยบายระยะกลางและระยะยาว รัฐบาลมีแนวทางที่จะสร้างรายได้ โดยการใช้การทูตเศรษฐกิจเชิงรุก เพื่อเปิดประตูการค้าสู่ตลาดใหม่ๆ ให้สินค้าและบริการของประเทศ อาทิ กลุ่มสหภาพยุโรป กลุ่มประเทศในตะวันออกกลาง อินเดีย แอฟริกา อเมริกาใต้ รวมถึงการให้ความสำคัญกับตลาดเดิมที่รวมถึงประเทศบ้านใกล้เรือนเคียง เร่งการเจรจากรอบความร่วมทางการค้าระหว่างประเทศ (FTA) ปรับปรุงกระบวนการพิจารณาอนุมัติโครงการลงทุนผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนและสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก รัฐบาลจะดำเนินนโยบายเพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี นำความปลอดภัย สร้างศักดิ์ศรี และนำความภาคภูมิใจมาสู่ประชาชน รัฐบาลจะสนับสนุนให้มีการปรับโครงสร้างของหน่วยงานความมั่นคงให้มีความทันสมัยและสามารถตอบสนองต่อการคุกคามและภัยความมั่นคงรูปแบบใหม่ในศตวรรษที่ 21
ในด้านการศึกษา รัฐบาลจะดำเนินนโยบายปฏิรูปการศึกษาและสร้างสังคม แห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต มุ่งส่งเสริมให้เป็นคนดี มีวินัย ภูมิใจในชาติ รวมทั้งเสริมสร้างศักยภาพของผู้เรียนตามความถนัด ส่งเสริมการอ่าน เพื่อสร้างอนาคต สร้างรายได้ กระจายอำนาจการศึกษาให้ผู้เรียนได้เข้าถึงการเรียนรู้อย่างทั่วถึง มีอุปกรณ์การเรียนที่เหมาะสมต่อผู้เรียนแต่ละวัย และใช้ระบบ
เทคโนโลยีการศึกษาสมัยใหม่ จัดทำหลักสูตรและให้คำแนะนำที่เหมาะสมกับความรู้ความสนใจของผู้เรียน
ส่วนนโยบายด้านกองทัพ จะพัฒนากองทัพให้เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาศักยภาพของประเทศพร้อมกับประชาชน จะเปลี่ยนรูปแบบการเกณฑ์ทหารเป็นแบบสมัครใจ ปรับปรุงการฝึกนักศึกษาวิชาทหารหน่วยบัญชาการรักษาดินแดนให้เป็นแบบสร้างสรรค์ ลดกำลังพลนายทหารชั้นสัญญาบัตรระดับสูง และกำหนดอัตรากำลังในกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ให้สอดคล้องกับบทบาทและภารกิจปัจจุบัน และอนาคตของประเทศ
นอกจากนโยบายที่รัฐบาลจะแถลงต่อที่ประชุมรัฐสภาข้างต้น รัฐบาลเศรษฐา เดินหน้าอัพเกรดนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค นโยบายการกระจายอำนาจด้วย “ผู้ว่าฯ CEO” ถือเป็นผลงานชิ้นโบแดง ที่ประสบความสำเร็จครองใจประชาชนสมัยรัฐบาลไทยรักไทย ที่มี “ทักษิณ ชินวัตร” เป็นนายกฯ ที่มีลักษณะการบริหารประเทศ ด้วยการนำจุดแข็งสมัยนั่งเป็นซีอีโอในภาคเอกชนมาขับเคลื่อนการบริหารงานของรัฐบาล
ด้วยโรดแมปการดำเนินงานของ “เศรษฐา” ที่กำชับการทำงานของ ครม.ชุดใหม่ ให้เดินหน้านโยบายแบบควิกวิน เรื่องใดทำได้ก่อน อาทิ เรื่องการฟื้นฟูเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยว สามารถทำได้ทันที เพื่อเรียกความเชื่อมั่นของประชาชนให้กลับคืนมา เพราะต้องยอมรับรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทย (พท.) ใช้ต้นทุนการจัดตั้งรัฐบาลแบบหมดหน้าตัก ด้วยสูตรข้ามขั้ว 314 เสียง ผลงานของรัฐบาลที่จับต้องได้เป็นรูปธรรม ตามไทม์ไลน์ที่ “เศรษฐา” ขีดเส้นไว้คือ ภายใน 3-6 เดือน ต้องมีผลงานของรัฐบาลออกมาสู่พี่น้องประชาชนให้ได้
นับจากนี้จึงเป็นบทพิสูจน์ของรัฐบาลเศรษฐาที่จะต้องโชว์ฝีมือบริหารทั้งเศรษฐกิจของประเทศและการเมืองของพรรคร่วมรัฐบาลให้เกิดเอกภาพ ไร้รอยร้าว
ใช้ “ผลงาน” เรียกความศรัทธากลับคืน

