ชี้‘จุดแข็ง-จุดอ่อน’ นโยบาย รบ.เศรษฐา

10.09.23 | 08:15 น.

หมายเหตุ – ความเห็นของนักวิชาการต่อเนื้อหาคำแถลงนโยบายของรัฐบาล “เศรษฐา 1” ต่อรัฐสภา ที่จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 11-12 กันยายนนี้

ผศ.ดร.ณัฐกร วิทิตานนท์
คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ ม.เชียงใหม่

จากการวิเคราะห์เนื้อหานโยบายที่รัฐบาลจะแถลงต่อรัฐสภาในวันที่ 11-12 กันยายนนี้ ส่วนใหญ่ยังไม่ตรงกับที่พรรคเพื่อไทยเคยหาเสียงไว้ เพราะข้อจำกัดการเป็นรัฐบาลผสม 11 พรรค โดยเฉพาะนโยบายเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดโดยตรง ถูกเปลี่ยนเป็นนโยบายผู้ว่าฯซีอีโอแทน จึงผิดฝาผิดตัวอยู่มาก ส่วนนโยบายกระจายอำนาจปลีกย่อยอื่นๆ ก็ไม่มีการพูดถึงแต่อย่างใด เหลือเพียงนโยบายผู้ว่าฯซีอีโอ ที่ให้อำนาจผู้ว่าราชการจังหวัดมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ เพราะอำนาจของผู้ว่าฯในปัจจุบันไม่สามารถจัดการปัญหาในจังหวัดได้อย่างเต็มที่ จึงเป็นคนละคอนเซ็ปต์กับนโยบายการเลือกตั้งผู้ว่าฯ ที่นโยบายมาจากระดับล่าง ส่วนผู้ว่าฯซีอีโอรับนโยบายจากระดับบน

นโยบายการเลือกตั้งผู้ว่าฯที่พรรคเพื่อไทยหาเสียงไว้ จะเริ่มจากจังหวัดที่พร้อมก่อน รูปแบบโมเดลเหมือนการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เพื่อให้เหลือองค์กรปกครองท้องถิ่นเพียงหนึ่งเดียวไม่มีจังหวัดมาซ้ำซ้อนอีก เนื้อหาของนโยบายการกระจายอำนาจที่หายไป เข้าใจว่าเพราะพรรคเพื่อไทยไม่ได้ดูแลกระทรวงมหาดไทยโดยตรง แม้จะมีคนของพรรคเป็นรัฐมนตรีช่วยฯ แต่คนที่นั่งเก้าอี้ มท.1 คือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย นโยบายที่หาเสียงไว้จึงต้องปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมตามการจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรีให้กับพรรคร่วมรัฐบาล

Advertisement

จุดอ่อนของนโยบายผู้ว่าฯซีอีโอ แม้เพิ่มความเข้มแข็งให้รัฐบาลกลางเพราะผู้ว่าฯมาจากการแต่งตั้ง จึงต้องทำงานรับใช้รัฐบาลมากกว่ารับใช้ประชาชนหรือคนในท้องถิ่น การเพิ่มอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัดนั้นเพราะที่ผ่านมาไม่มีอำนาจเต็ม ไม่สามารถสั่งการหน่วยงานอื่นในพื้นที่ได้ เช่น จังหวัดเชียงใหม่ มีหน่วยงานราชการกว่า 500 หน่วย แต่ผู้ว่าฯสั่งการได้เพียง 33 หน่วย ส่วนที่เหลืออีกกว่า 400 หน่วย ผู้ว่าฯสั่งการไม่ได้

เมื่อพิจารณาเนื้อหานโยบายผู้ว่าฯซีอีโอ ก็ระบุกว้างๆ หรือแม้มีเนื้อหาชัดเจน ก็ยากที่จะทำให้เกิดขึ้นได้จริง เพราะต้องแก้ไขกฎหมายเพื่อเพิ่มอำนาจให้ผู้ว่าฯมากขึ้น แต่กลับไม่สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตยท้องถิ่น ในการให้อำนาจท้องถิ่นปกครองตนเอง แม้จะเพิ่มอำนาจให้ผู้ว่าฯ แต่ก็มาจากการแต่งตั้งและมาจากพื้นที่อื่นไม่ใช่คนในพื้นที่

ความเห็นส่วนตัวลึกๆ มองว่า พรรคเพื่อไทยอาจเห็นว่าการเลือกตั้งผู้ว่าฯโดยตรงทำได้ยาก เมื่อจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรีหรือแบ่งกระทรวงให้พรรคร่วม จึงประเมินศักยภาพว่านโยบายไหนทำได้ นโยบายไหนทำไม่ได้ เป็นที่มาให้พรรคเพื่อไทยเหมากระทรวงด้านเศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวไปทั้งหมด ส่วนนโยบายอื่นๆ เช่น การจัดสรรที่ดินทำกิน และการเกษตร ก็ยกให้พรรคร่วมไป จนถูกแฟนคลับของพรรคโจมตี

สำหรับนโยบายกระเป๋าเงินดิจิทัล 1 หมื่นบาท รูปแบบการใช้งานยังเป็นเรื่องที่ถกเถียงกัน หากใช้ระบบบล็อกเชน เหมือนที่พรรคเพื่อไทยแถลงจะกลายเป็นรูปแบบสกุลเงินดิจิทัล แตกต่างจากแอพพ์เป๋าตังเดิมที่มีแพลตฟอร์มอยู่แล้ว ต้องสร้างระบบใหม่ทั้งหมด ดูแล้วค่อนข้างยุ่งยากและซับซ้อน

ผศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว
คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ ม.บูรพา

การแถลงนโยบายต่อรัฐสภาของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี หากดูไปแล้วถือว่าเป็นนโยบายหลักของพรรคเพื่อไทยเป็นส่วนใหญ่ แต่ยังไม่เห็นนโยบายจากพรรคร่วมรัฐบาล โดยหลักจะต้องเอานโยบายสำคัญๆ มาผสมรวมกัน ร่วมกำหนดทิศทางของประเทศ ดูไปแล้วถูกครอบงำโดยพรรคเพื่อไทย และพยายามสื่อไปถึงพรรคไทยรักไทย เช่น นโยบายผู้ว่าฯซีอีโอ การบริหารเศรษฐกิจฐานราก เหล่านี้ก็เหมือนกับใช้นโยบายกอบกู้ภาพลักษณ์ที่ตกต่ำของพรรคเพื่อไทยเกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาลที่ผ่านมาเป็นสำคัญ สำหรับนโยบายรัฐบาลอาจกล่าวได้ว่า เป็นนโยบายกว้างๆ อาจจะต้องไปคุยกันในรายละเอียดว่า จะนำไปสู่ขั้นตอนกระบวนการการปฏิบัติอย่างไร

ประการต่อมาก็คือกระบวนการทางสภา ที่ตั้งข้อสังเกตก็คือการให้ฝ่ายค้านอภิปรายเพียงแค่วันเดียว ผมคิดว่าน้อยไป เมื่อเปรียบเทียบกับรัฐบาลที่น่าจะให้ความสำคัญของพรรคฝ่ายค้าน ก็คือรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังให้มีการอภิปรายได้ 2 วัน แต่รัฐบาลที่อ้างตัวว่าเป็นรัฐบาลของประชาชน แต่ให้เวลาฝ่ายค้านเพียงแค่วันเดียว ผมคิดว่าแบบนี้รัฐบาลเหมือนจะกลัว หรือกังวลใจเกี่ยวกับการอภิปราย หรือตั้งคำถาม รวมทั้งข้อสงสัยในเชิงนโยบายพรรคฝ่ายค้าน เป็นการย้อนแย้ง ถ้รัฐบาลมั่นใจเป็นรัฐบาลของประชาชนก็ควรให้เวลาเต็มที่ เพื่อให้ประชาชนได้เรียนรู้ร่วมกันในกระบวนการนโยบาย ระหว่างรัฐบาลที่ออกมาแถลงนโยบาย และฝ่ายค้านเป็นฝ่ายที่จะตั้งข้อสงสัย และนำข้อสงสัยเหล่านี้ไปสื่อสารกับประชาชน เพื่อให้สังคมได้เกิดการเรียนรู้ทางการเมืองร่วมกัน

ส่วนจุดแข็งจุดอ่อนของรัฐบาลที่จะต้องแก้ไขในขณะนี้ ผมมองว่าจุดอ่อนคือนโยบายระยะสั้น โดยเฉพาะนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจต้องพึ่งพาเงินจำนวนมาก ขณะนี้รัฐบาลอาจจะยังไม่ถึงเวลาบอกกล่าวกับสังคม แต่ในความเป็นจริงรัฐบาลจะต้องอธิบายให้ได้ อย่าทำให้สังคมสงสัย ควรจะบอกแต่ต้นเลยว่า จะเอาเงินมาจากไหน หลายคนสงสัยหมด โดยเฉพาะเงินดิจิทัล 1 หมื่นบาท จะเอามาจากที่ไหน

รวมทั้งนโยบายหลายอย่างจะกระทบกับผู้ประกอบการหรือไม่ อย่างเช่น ค่าแรง 600 บาท จะขึ้นอย่างไร หากกระทบกับผู้ประกอบการจะทำอย่างไร สิ่งเหล่านี้รัฐบาลยังไม่ตอบ การพักชำระหนี้เกษตรกรแค่ไหนอย่างไร ที่สำคัญค่าใช้จ่ายเรื่องพลังงาน หรือค่าครองชีพทำยังไง รวมทั้งบัณฑิตจบใหม่จะได้รับเงินเดือน 2.5 หมื่นบาท

ต้องมีการอธิบายชี้แจงกับสังคม รวมถึงผู้ที่จะได้รับผลกระทบ รวมทั้งนโยบายหลายๆ อย่างที่สัญญาไว้กับประชาชน และสิ่งที่ไม่อยู่ในวาระที่จะแถลงนโยบายคือ การเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด ทั้งที่พรรคเพื่อไทยสัญญาไว้แล้วในการหาเสียงเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ทำให้นโยบายของรัฐบาลเศรษฐามีจุดอ่อนมากมาย ไม่ว่าจะเป็นที่มาของรายได้ รวมทั้งวาระต่างๆ ไม่ทำตามสัญญาประชาชน และยังไม่รวมกับนโยบายของฝ่ายค้านที่หาเสียงเอาไว้กับประชาชน ที่ไม่ถูกบรรจุไว้ในนโยบายของรัฐบาลอีกด้วย

กรณีไม่เอานโยบายฝ่ายค้านมาร่วมกำหนดเป็นนโยบายของรัฐบาล มองว่าทิศทางนโยบายจะถูกบริหารหลักโดยพรรคเพื่อไทย แต่ผลที่ตามมากระทรวงต่างๆ ที่พรรคอื่นเป็นเจ้ากระทรวงจะไปทางใครทางมัน ทำให้มีทิศทางไม่ชัดเจน ที่สำคัญพรรคอื่นๆ ที่เป็นเจ้ากระทรวงจะมีอิสระต่อกัน ผมประเมินอย่างนั้น ทั้งที่นโยบายของรัฐบาลเดียวกัน ควรจะไปในทิศทางเดียวกันและบูรณาการร่วมกัน ดูแล้วเป็นนโยบายของพรรคเพื่อไทยเป็นหลัก ส่วนการที่พรรคเพื่อไทยต้องจับกระทรวงการคลัง เพราะต้องใช้เงินจำนวนมาก

การที่พรรคเพื่อไทยตั้งรัฐบาลได้ด้วยการประนีประนอมกับกลุ่มอำนาจเก่า และกลุ่มอำนาจเก่ามีข้าราชการประจำอยู่ด้วย พรรคเพื่อไทยเลยไม่มีนโยบายในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ นี่คือการประนีประนอม ส่วนหนึ่งก็ต้องเลี่ยงไป โดยอ้างว่าเป็นนโยบายของพรรคก็จริง แต่ไม่ได้ดูแลกระทรวงนี้ คนที่ดูแลคือพรรคภูมิใจไทย และพรรคภูมิใจไทยไม่ได้มีนโยบายเลือกตั้งผู้ว่าฯ เป็นการเลี่ยงบาลี

ประการต่อมาคือทำให้ประชาชนโหยหา ทักษิณ ชินวัตร โดยจะมีผู้ว่าฯซีอีโอแทน ในอดีตไม่ประสบความสำเร็จ แต่ทำให้ทุกคนคิดถึง ทักษิณ และยังเป็นการรวบอำนาจราชการท้องถิ่นกลับมาสู่ภูมิภาคอีกด้วย ทำให้ผู้ว่าฯมีอำนาจเต็มมือ

สำหรับอุปสรรคการทำงานของรัฐบาลชุดนี้หากมองไปแล้วโครงสร้างแข็งแรง แต่อาจมีปัญหาภายใน เนื่องมาจากตัวนายกรัฐมนตรี อาจไม่มีอำนาจสมบูรณ์ เพราะอำนาจจริงๆ อยู่ที่ทักษิณสั่งการผ่านมาที่เลขาธิการนายกรัฐมนตรี นายกฯเป็นนอมินีอุปโลกน์ขึ้นมา รวมทั้งพรรคร่วมที่มีอำนาจการต่อรองสูง เพราะฉะนั้น ครม.ไม่มีเสถียรภาพเท่าที่ควร

ประการต่อมาคือการต่อรองตำแหน่งของพรรค และกลุ่มก๊วนต่างๆ ในรัฐบาลที่พลาดหวังตำแหน่งรัฐมนตรี เชื่อได้ว่าพอเวลาการทำงาน กลุ่มพวกนี้จะส่งข้อมูลให้กับพรรคฝ่ายค้านในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพื่อโค่นรัฐมนตรีที่ทำให้เขาไม่สามารถไปเป็นรัฐมนตรีได้

ส่วนการที่นายกรัฐมนตรีเดินทางไปใต้และต่อด้วยอีสาน เป็นการสร้างความเชื่อมั่น และสร้างภาพลักษณ์ว่าเป็นคนแอ๊กทีฟ ขนาดยังไม่มีการแถลงนโยบายอย่างเป็นทางการ ก็พร้อมจะไปรับฟังปัญหาทั้งที่รู้ปัญหากันหมดอยู่แล้ว แต่มีข้อสังเกตไปเฉพาะนายกรัฐมนตรี และ ครม.ในสายพรรคเพื่อไทย พรรคการเมืองอื่นไม่ให้ราคา รู้ว่านายกรัฐมนตรีไม่มีอำนาจจริง เมื่อมีปัญหาในการทำงานทุกคนจะต่อสายตรง ทักษิณ ชินวัตร เลย หากมามองนายกฯประยุทธ์ เมื่อเดินทางไปไหน ระดับแกนนำจะต้องไปหมด

การวิเคราะห์แจกเงิน 1 หมื่นบาท ผมคิดว่าแจกแน่ และแจกแน่นอน ที่สำคัญจะต้องก่อนวันสงกรานต์ เพราะเป็นนโยบายในการกอบกู้ภาพลักษณ์ ชื่อเสียงของพรรคเพื่อไทย และยังปิดปากประชาชนด้วยเงิน 1 หมื่นบาท แต่ปัญหาคือจะต้องชี้แจงให้ชัดว่าเอาเงินมาจากไหนแล้วประการต่อมาการบริหารจัดการในพื้นที่ 4 กิโลเมตร ถ้าเป็นพื้นที่ที่อยู่ห่างไกลต่างจังหวัด และไม่มีร้านค้า หรือไม่มีห้างสรรพสินค้า หรือสถานที่ที่จะไปใช้เงินจะทำอย่างไร สุดท้ายจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริงหรือไม่ มันจะหมุนได้หลายรอบได้หรือเปล่า หรือไปทีเดียวที่ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ ที่เป็นกลุ่มทุนของรัฐบาล

การที่รัฐบาลเศรษฐาจะอยู่ยาวนานหรือไม่นั้น ต้องยอมรับว่ามีความได้เปรียบในเรื่องโครงสร้าง เป็นรัฐนาวาที่แข็งแกร่ง ที่สำคัญเป็นการร่วมมือร่วมไม้ของกลุ่มอำนาจต่างๆ ในสังคม ที่พวกเขากังวลต่อภัยคุกคามก็คือพรรคก้าวไกล ปัญหาของรัฐบาลชุดนี้ อยู่ที่การต่อรองในเรื่องผลประโยชน์ ในภาวะที่นายกรัฐมนตรีไม่มีอำนาจจริง ประกอบกับการเลือกตั้งครั้งล่าสุด มีการใช้เงินกันอย่างมโหฬาร จึงจำเป็นจะต้องถอนทุนคืน หากปัญหาเกิดขึ้น สังคมจะไม่เอาด้วย วิกฤตรัฐบาลก็จะเกิดขึ้น รวมทั้งฝ่ายค้านที่ประชาชนคาดหวังในการตรวจสอบรัฐบาล จะส่งผลให้ฝ่ายค้านไม่ปล่อยโอกาสให้รัฐบาลอยู่เย็นเป็นสุขแน่นอน

ผศ.ดร.ธเนศพล อินทร์จันทร์
รองอธิการบดีฝ่ายการศึกษา ม.พิษณุโลก

ก ารแถลงนโยบายของรัฐบาลเป็นการแสดงแนวทางในการบริหารงานของรัฐบาล ส่วนเนื้อหานโยบายคงเป็นไปตามที่พรรคเพื่อไทยได้หาเสียงไว้กับประชาชน อย่างไรก็ตาม ประชาชนตั้งข้อสังเกต เกรงว่านโยบายจะนำไปสู่การปฏิบัติไม่ได้ โดยเฉพาะเงินดิจิทัล 1 หมื่นบาทแต่ผมเชื่อว่าพรรคเพื่อไทยได้เตรียมการไว้แล้ว คงต้องใช้เวลา เนื่องจากจะต้องออกพระราชบัญญัติ จึงกำหนดไทม์ไลน์ไว้แล้ว แม้ว่าจะเกี่ยวข้องกับ ส.ว.ต้องช่วยโหวตคงมีการเจรจาเบื้องต้นเอาไว้แล้ว คาดการณ์ประชาชนจะสามารถใช้เงินได้ประมาณต้นเดือนเมษายน 2567 หากดูจากการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ส.ว.ได้โหวตให้อย่างท่วมท้น

ส่วนการที่นายกฯเศรษฐาลงพื้นที่ภาคใต้ ภาคอีสาน ผมมองว่าไปพบตัวแทนนักธุรกิจ และแกนนำภาคประชาชนทุกภาคส่วนให้สะท้อนข้อมูล และความต้องการของคนในพื้นที่ รวมทั้งสำรวจฐานเสียงของพรรคเพื่อไทยไปในตัวด้วย

จุดอ่อนจุดแข็งของรัฐบาลชุดนี้ นายเศรษฐาเป็นนักเจรจาต่อรอง รู้เขารู้เรา ถือว่าเป็นจุดแข็ง ส่วนจุดอ่อนรัฐบาลชุดนี้อาจจะเจอสภาวะกดดัน เนื่องมาจากคนที่เคยสนับสนุนพรรคเพื่อไทยจนประสบความสำเร็จ แต่ไม่ได้ผลประโยชน์ ก็จะเกิดการเรียกร้องกันขึ้นมาอย่างมากมาย จะทำให้มีการปรับ ครม.บ่อยครั้ง เพื่อการปรับเปลี่ยนตัวรัฐมนตรี เห็นได้จากนายเศรษฐายอมทุกอย่าง เพื่อให้จัดตั้งรัฐบาล กระทรวงหลักๆ ยังให้พรรคการเมืองอื่นไปนั่ง ยอมรับว่าหลายคนช่วยเหลือแล้ว ไม่ได้ตำแหน่งรัฐมนตรี แต่หลายคนก็ยอมในเกมการเมืองครั้งนี้ เพื่อให้เกิดรัฐบาลขึ้นมาได้ ซึ่งจะต้องมีการตอบแทนบุญคุณ โดยจะมีรัฐบาลเศรษฐา 2 ขึ้นมา ทำให้รัฐบาลอยู่ได้นาน

ส่วนนโยบายของรัฐบาลที่จะแถลง ส่วนใหญ่ของพรรคเพื่อไทย อาทิ เงินดิจิทัล 1 หมื่นบาท ส่วนเพิ่มค่าแรงงาน 600 บาท จะไปลงในรายละเอียดในองค์กรที่มีมาตรฐาน แต่อาจจะมีการอบรมให้ความรู้ ทำให้แรงงานมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น ถึงจะให้เงินเดือนตามที่กำหนดไว้ ส่วนบัณฑิตที่จบใหม่จะได้ 2.5 หมื่นบาทนั้น รัฐบาลชุดนี้จะต้องดำเนินการเป็นไปตามขั้นตอน คนที่จบปริญญาตรีเก่าจะต้องมีการพัฒนางานขึ้นมาให้ได้ 2.5 หมื่นบาทก่อน และมีช่วงเวลาว่าจะต้องมีการพัฒนานานหลายเดือนเหมือนกัน ส่วนบัณฑิตจบใหม่จะต้องมีการทดลองงาน หลังจากนั้นจึงจะได้เงินเดือนตามที่กำหนดไว้ อย่างน้อยต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 3 ปี

ส่วนนโยบายการพักหนี้ทั้งต้นและดอกเบี้ย รัฐบาลทำได้ ถ้าหากมีสถาบันการเงินมาชดเชย แต่ช่วงนี้รัฐบาลยังไม่พูดถึงเกี่ยวกับขั้นตอนการปฏิบัติ ประชาชนจะต้องลุ้นกันต่อไป ผมมองว่าแนวทางปฏิบัติของพรรคเพื่อไทยในฐานะแกนนำของรัฐบาล ยังไม่มีความชัดเจนในทางปฏิบัติ เพราะว่าเหมือนกับนั่งในตำแหน่ง แต่ยังไม่มีอำนาจการบริหาร เช่น กลาโหมจะเห็นว่ารัฐมนตรีจะไปสนับสนุนในเชิงนโยบายมากกว่า ส่วนการที่รัฐมนตรีประจำกระทรวงต่างๆ แต่มีพรรคการเมืองอื่นๆ ไปนั่ง การบูรณาการทำงานร่วมกันคงเป็นไปได้ยากเหมือนกัน แต่อาจจะลงตัวในรัฐบาลเศรษฐา 2 เพราะการตั้งรัฐบาลครั้งแรกจะต้องเอาใจพรรคร่วมรัฐบาลไปก่อน พอถึงช่วง 4 เดือน อาจจะมีการปรับ ครม.อีกครั้ง

นโยบายของรัฐบาลในความเห็นของผม อยากให้บูรณาการของพรรคร่วมรัฐบาล จากนั้นเน้นลำดับความสำคัญ อาทิ ค่าครองชีพ การเกณฑ์ทหาร เงินสวัสดิการ ส่วนปัญหาเศรษฐกิจเชื่อว่าพรรคเพื่อไทยต้องการเป็นนโยบายเร่งด่วน เนื่องจากพลิกฝั่งมาอยู่ฝ่ายอนุรักษนิยม เชื่อว่าคนไทยลืมง่าย ถ้าแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ ประกอบกับเงินดิจิทัลผ่าน ก็จะเห็นการทำงานของพรรคเพื่อไทยชัดเจนขึ้นมา หลายคนก็ลืมอดีตที่เกิดขึ้นไปแล้ว

พรรคเพื่อไทยจะเป็นรัฐบาลได้นานนั้น ต้องมีการขับเคลื่อนนโยบายที่หาเสียงในเชิงประจักษ์ แม้ว่าจะไม่เต็ม 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ควรเริ่มทันที เพื่อสร้างความนิยมกลับคืนมา โดยเฉพาะ ทักษิณ ชินวัตร ยังมีบทบาทในทางการเมืองเหมือนเดิม ประกอบกับยังคุยกับ 2 ลุงได้อยู่ จะทำให้รัฐนาวาเดินไปได้ถึง 4 ปี เพราะบารมีลุงยังค้ำจุนให้รัฐบาลเศรษฐาอยู่ได้นานถึง 4 ปี