‘ถ้ามี (ผี) ผมต้องเจอ’ เปิดถ้อยคำทายาทพระยาอนิรุทธเทวา ‘บ้านพิษณุโลก’ ฉากสำคัญปวศ.การเมืองไทย
เข้าบ้านพิษณุโลกเป็นวันแรกในวันนี้ อาทิตย์ที่ 10 กันยายน 2566 ก้าวย่างแรกของเศรษฐา ทวีสิน ณ บ้านพักประจำตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของไทยในตำนานการเมืองร่วมสมัย โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อหารือประเด็นปราบปรามยาเสพติด นำพวงมาลัยสักการะประติมากรรมนารายณ์บรรทมสินธุ์เป็นที่เรียบร้อย
นายกฯ คนที่ 30 เผยว่า เดินดูภูมิทัศน์แล้ว ดูแลได้ดี สะอาด เป็นระเบียบเรียบร้อย โดยจะใช้เป็นที่ประชุมบ้าง จัดเลี้ยงบ้าง แต่ไม่ได้นอนพักที่นี่
เช่นเดียวกับยุค ‘บิ๊กตู่’ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ไม่ค้างอ้างแรม ณ บ้านแห่งนี้ โดยเคยมีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า มาจากเหตุผลอมตะอย่างเรื่องราว ‘ผีๆ สางๆ’ ซึ่ง วิษณุ เครืองาม ออกมาแก้ต่างแทน พล.อ.ประยุทธ์ว่า เหตุที่นายกฯ รวมถึงอดีตนายกฯ หลายรายไม่ไปอยู่ ไม่เกี่ยวกับผี แต่ตัวบ้านมีปัญหาเกี่ยวกับการเก็บ ‘เสียง’ อันเป็นที่มาของมุขปาฐะแนวอาถรรพ์ ไม่ว่าจะเป็นเสียงกระซิบพูดคุย ทั้งที่ไม่มีใครอยู่ กระทั่งเสียงฝีเท้าม้า ที่กล่าวกันว่า วันดีคืนดีประติมากรรม ‘ม้าทองแดง’ อันงามสง่าก็มีชีวิตขึ้นมาเสียอย่างนั้น
“ผีในบ้านพิษณุโลกไม่มีจริง ถ้ามี ผมต้องเจอ แต่ผมอยู่มานานแล้วไม่เคยเจอ” คือถ้อยคำจากปาก พล.อ.เฟื่องเฉลย อนิรุทธเทวา ทายาทชายคนเดียวของพระยาอนิรุทธเทวา เจ้าของ ‘บ้านบรรทมสินธุ์’ ชื่อเดิมของบ้านพิษณุโลกจากบทความโดย อินทิรา ใจอ่อนน้อม ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ตั้งแต่เกือบ 30 ปีก่อน
ไม่ว่าบ้านหลังดังกล่าวจะมีผีหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ บ้านพิษณุโลกมากมายด้วยตำนาน เรื่องราว และประวัติศาสตร์อันยาวนาน ตั้งแต่ก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครองจนถึงวันนี้ นับเป็นอีกฉากอลังการในประวัติศาสตร์การเมืองไทยร่วมสมัย
ย้อนไปตั้งแต่ยุคแรกสร้าง บ้านบรรทมสินธุ์ ออกแบบโดย มาริโอ ตามานโญ สถาปนิกชาวอิตาลี คนเดียวกันกับที่ออกแบบ พระที่นั่งอนันตสมาคม และ ‘บ้านนรสิงห์’ ซึ่งต่อมาคือ ทำเนียบรัฐบาล เดิมเป็นบ้านสวนติดสนามม้าชานเมืองชายพระนครที่จัดว่าเปลี่ยวเอาการ
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ปลูกสร้างขึ้นโดยพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์แล้วพระราชทานให้กับ มหาเสวกเอก พลตรี พระยาอนิรุทธเทวา (ม.ล.ฟื้น พึ่งบุญ) เริ่มปรับพื้นที่ราวปี 2465 ในที่ดินประมาณ 50 ไร่ ทยอยสร้างจนแล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ.2468 ประกอบด้วย ‘ตึกใหญ่’ เป็นประธาน พร้อมด้วยตึกบริวาร เช่น เรือนเย้าใจ และตึกธารกํานัล ด้านหน้าตึกใหญ่มีประติมากรรม ‘พระนารายณ์บรรทมสินธุ์’ สัญลักษณ์พระราชทานอันเป็นเครื่องหมายประจําตระกูล ประดิษฐานอยู่บนแท่นศิลาในอ่างน้ำพุหน้าบ้าน
ต่อมา ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 พระยาอนิรุทธเทวาตัดสินใจพาครอบครัวอพยพทางเรือไปอยู่ที่วัดตําหนักเหนือ เลยปากเกร็ดนนทบุรีไปทางอยุธยา บ้านบรรทมสินธุ์ไม่ได้ใช้เป็นที่อยู่อาศัยของตระกูลดังเดิม กระทั่งหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ติดต่อพระยาอนิรุทธเทวา เพื่อขอซื้อหรือเช่าบ้านบรรทมสินธุ์ เนื่องจากต้องการ บ้านรับรอง ที่หรูหราระดับชาติเพื่อใช้ในราชการสงคราม และเตรียมการไว้ต้อนรับ นายพลโตโจ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ซึ่งมีข่าวจะมาเยือนไทย พระยาอนิรุทธเทวาตกลงแบ่งขายที่ดินและตึก 25 ไร่ ในราคา 5 แสนบาท เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2485 บ้านหลังนี้จึงกลายเป็นที่ทำการของ กรมประสานงานไทย-ญี่ปุ่น สำหรับการประสานงานระหว่างสองประเทศและเปลี่ยนชื่อเป็น บ้านไทย-พันธมิตร
ครั้นญี่ปุ่นแพ้สงครามจึงได้เปลี่ยนชื่อเป็น “บ้านสันติภาพ” จากนั้น เมื่อ พ.ศ.2496 มีการเปลี่ยนชื่อเป็น ‘บ้านพิษณุโลก’ ตามชื่อถนน
ต่อมา ในรัฐบาล พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ มีการบูรณะบ้านพิษณุโลก แต่นายกรัฐมนตรีที่ย้ายเข้าไปพำนัก คือ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อย่างไรก็ตาม เพียงไม่กี่วัน รัฐบุรุษในตำนานก็ย้ายกลับบ้าน ‘สี่เสาเทเวศร์’ บ้างก็ว่า อยู่คืนเดียว บ้างก็ว่า 2 คืน และบ้างก็ว่า 7 คืน แต่ไม่ว่ากี่คืน ก็นำมาซึ่งเสียงร่ำลือถึงเหตุ ‘ผีดุ’ จนอยู่ไม่ได้
กระทั่งยุค อานันท์ ปันยารชุน นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ก็มีการแสดงเจตจำนงอย่างชัดเจนว่าจะไม่เข้าพำนักใต้ชายคาบ้านพิษณุโลก
ตัดฉากมาหลังจากนั้น มีเพียง ชวน หลีกภัย เข้าพำนัก ซึ่งก็เป็นนายกรัฐมนตรีคนสุดท้ายที่เข้าพักในบ้านหลังนี้ ทั้ง 2 สมัยของการดำรงตำแหน่ง อย่างไรก็ตาม ปรากฏข้อมูลว่า ไม่มีการใช้ ‘เตียงนอน’ ในห้องนอนหลักของบ้าน นัยว่าเป็นการให้เกียรติเจ้าของเดิม แต่ใช้เพียงโซฟาในห้องทำงานเป็นที่นอนพักผ่อนเท่านั้น และนายกฯชวนในวันนั้น ประธานสภาในวันนี้นี่เอง ยังเคยขอพบ พล.อ.เฟื่องเฉลย อนิรุทธเทวา โดยสอบถามถึงการเปลี่ยนชื่อบ้าน คำตอบที่ได้รับคือ “ต้องย้อนกลับไปถามจอมพล ป. พิบูลสงคราม” เพราะในครอบครัวคงไม่มีใครอยากเปลี่ยนจากนามพระราชทานอันสอดคล้องสัญลักษณ์ของตระกูล
นอกจากนี้ ประเด็น ‘ความเปลี่ยนแปลง’ ของบ้านจาก ‘บรรทมสินธุ์’ ถึง ‘พิษณุโลก’ ในทางกายภาพ ก็มีข้อมูลที่อ้างคำกล่าวของ พล.อ.เฟื่องเฉลย ที่ว่า “ผมเสียใจหลายอย่าง” เนื่องจากของเก่าโบราณหลายชิ้นในกลุ่มตุ๊กตารูปกวนอูเตียวหุย ตุ๊กตาหินนักรบจีนขนาดเท่าตัวคนที่ใช้ถ่วงเรือสําเภาสูญหายไป ที่เหลืออยู่มีเพียงของชิ้นใหญ่ที่เคลื่อนย้ายลำบาก นอกจากนี้ ยังมีวัตถุล้ำค่าบางชิ้นถูกพบใน ‘โรงรับจำนำ’ โดยสันติบาล
กลับมาที่บทบาทในการเมืองร่วมสมัย ในยุค ‘น้าชาติ’ รัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ซึ่งชูนโยบายลือลั่น ‘เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า’ มีการตั้ง ‘คณะที่ปรึกษาบ้านพิษณุโลก’ ประกอบด้วยคณะทำงานหลัก 7 ราย ได้แก่ 1.พันศักดิ์ วิญญรัตน์ ประธานคณะที่ปรึกษา 2.หม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์ บริพัตร ที่ปรึกษาด้านการต่างประเทศ 3.ณรงค์ชัย อัครเศรณี ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจ 4.ชวนชัย อัชนันท์ ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจ 5.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ที่ปรึกษาด้านกฎหมาย 6.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ที่ปรึกษาด้านกฎหมายระหว่างประเทศ 7.ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ นักวิจัยประจำคณะที่ปรึกษา ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีการเชิญนักวิชาการเข้าร่วมเป็นคณะทำงานอีกมาก คณะที่ปรึกษาบ้านพิษณุโลก คือผู้อยู่เบื้องหลังนโยบายสำคัญในยุคนั้นนั่นเอง


