‘ก้าวไกล-ปชป.’รุมแซะ นโยบาย‘เศรษฐา1’ไม่ตรงปก

12.09.23 | 12:11 น.
‘ก้าวไกล-ปชป.’รุมแซะ นโยบาย‘เศรษฐา1’ไม่ตรงปก หมายเหตุ - น.ส.ศิริกัญญา

หมายเหตุ – น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) และนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ในฐานะพรรคร่วมฝ่ายค้าน อภิปรายนโยบายรัฐบาล ที่นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้แถลงต่อที่ประชุมร่วมรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 162 โดยมีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม เมื่อวันที่ 11 กันยายน

ศิริกัญญา ตันสกุล
ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล (ก.ก.)

คําแถลงนโยบายที่ดีต้องเหมือนจีพีเอส ที่จะบอกว่าเป้าหมายตลอด 4 ปีคืออะไร รัฐบาลจะเดินไปเส้นทางไหน เหมือนหรือต่างกับผู้ร่วมทางตอนหาเสียงหรือไม่ จะไปถึงเป้าหมายเมื่อไหร่ แต่เมื่อนั่งฟังนโยบายรัฐบาลจนจบ พบว่าไม่มีอะไรแตกต่างจากเอกสารที่ออกมาก่อนหน้านี้ ถ้าเปรียบเป็นจีพีเอสเหมือนประเทศกำลังหลงทาง ขาดความชัดเจน และหากเปรียบเทียบกับรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรอดีตนายกรัฐมนตรี มีการกำหนดเป้าหมายไว้ชัดเจนมากกว่า ทั้งเป้าหมาย วิธีการ และการกำหนดกรอบเวลา ถือว่ามีความสำคัญเพื่อให้ประชาชนตรวจสอบได้ว่าได้ทำตามสัญญาหรือไม่ สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องบรรจุนโยบายที่หาเสียงไว้ เพราะเป็นสัญญาที่เอาไว้แลกกับคะแนนเสียง หากพรรคไหนคิดกลับคำตระบัดสัตย์ไม่บรรจุนโยบายที่หาเสียงไว้ในนโยบายรัฐบาล คงถือว่าพรรคการเมืองนั้นทรยศต่อความไว้วางใจของประชาชน

หากตัดเกรดคำแถลงนโยบายของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง คงให้อยู่เกรดเดียวกับ พล.อ.ประยุทธ์ และคิดว่า พล.อ.ประยุทธ์แถลงได้ดีกว่าด้วยซ้ำ เพราะแถลงยาวกว่า และยังถือว่าพรรคเพื่อไทยมาตรฐานตก เพราะไม่สามารถรักษามาตรฐานได้จากสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ที่แถลงนโยบายได้อย่างชัดเจน มีนโยบายที่หาเสียงทั้งหมด และมีการกำหนดกรอบเวลา

Advertisement

การแถลงนโยบายไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน ไม่เป็นรูปธรรม เขียนแบบพูดอีกก็ถูกอีกเหมือนพูดว่าน้ำเป็นของเหลว จึงเท่ากับว่ารัฐบาลนี้ไม่มีเป้าหมาย ไม่มีการอธิบายรายละเอียดของนโยบาย การเขียนนโยบายต้องไม่ใช่เขียนนโยบายเหมือนเป็นแค่คำอธิษฐาน นโยบายที่หาเสียงไว้ก็หาแทบไม่เจอ แม้จะมีนโยบายของพรรคเพื่อไทย (พท.) อยู่บ้าง แต่ของพรรคร่วมแทบไม่เห็น

นายกรัฐมนตรีปัจจุบันมาจากภาคเอกชน เราหวังว่าจะเอาแนวทางบริหารแบบเอกชนมาปรับใช้ในการบริหารราชการแผ่นดินในบางเรื่อง การแถลงนโยบายครั้งนี้ ถ้านายกฯคือซีอีโอใหม่ที่กำลังแสดงวิสัยทัศน์กับบอร์ด อยากถามว่าเป็นท่านจะฟังต่อหรือลุกเดินหนี ตอนอยู่เอกชนมีเป้าหมายชัดเจน มีตัวเลขชี้วัด นั่นคือตัวอย่างที่ดี แต่น่าเสียดายที่ยังไม่นำมาใช้ในการแถลงนโยบายครั้งนี้ คำแถลงขาดความทะเยอทะยานที่จะทำให้สังคมก้าวหน้า สร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นกับประเทศ เหมือนหลับตาข้างหนึ่งแล้วก้าวข้ามความขัดแย้ง ทำเหมือนไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ความขัดแย้งทางการเมือง ความขัดแย้งทางสามจังหวัดภาคใต้ การลดความเหลื่อมล้ำไม่มีการพูดถึง เหมือนไม่กล้าแตะเรื่องยากๆ ซึ่งตอนหาเสียงกล้าหาญกว่านี้มาก ส่วนตัวคิดว่าน่าจะมาจากการที่รัฐบาลกลัวการผูกมัด กลัวทำไม่ได้แบบที่สัญญา เลยไม่กล้าผูกมัดอะไรกับประชาชนเลย แต่ก็ไม่ควรหลอกประชาชนช่วงเลือกตั้งด้วยการหาเสียงแต่แรก และการเป็นรัฐบาลผสมข้ามขั้ว เป็นรัฐบาลคนละขั้ว หาข้อตกลงกันไม่ได้ จึงต้องเขียนให้ลอยและกว้างเอาไว้ มีความเกรงใจกลุ่มอำนาจเก่า จึงไม่กล้าทำเรื่องยากๆ ที่จะต้องปะทะกับใครเลย

กรอบระยะสั้นหลายเรื่องที่ควรเป็นนโยบายเร่งด่วนกลับไม่มี ส่วนกรอบระยะกลาง ระยะยาว หากพิจารณาดูจะพบว่าหายไปหลายเรื่อง เช่น ลดรายจ่าย และลดความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะความเหลื่อมล้ำที่ถูกลดทอนเหลือแค่เหลื่อมล้ำด้านการศึกษา เชื่อว่านายกรัฐมนตรีสมัยยังไม่เข้าวงการการเมืองเต็มตัว เคยแสดงความเห็นเรื่องนี้โดยเห็นว่าความเหลื่อมล้ำเป็นเรื่องสำคัญ วันนี้อยากถามว่ายังคิดแบบเดิมหรือไม่ หรือเปลี่ยนความคิดไปแล้ว วันนี้ไม่ใช่แค่นายเศรษฐาที่เปลี่ยนไป แต่พรรค พท.ก็เปลี่ยนด้วย เพราะคำแถลงของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ให้ความสำคัญเรื่องลดความเหลื่อมล้ำ กระจายรายได้อย่างมาก วันนี้อุดมการณ์จุดยืนของพรรค พท.ยังคงเดิมหรือเปลี่ยนไปแล้ว หรือไม่เห็นว่าสำคัญอีกต่อไปเพราะบริบทเปลี่ยนไปแล้ว

ส่วนนโยบายดิจิทัลวอลเล็ตที่จะใช้งบประมาณ 5.6 แสนล้านบาท แหล่งที่มาของงบประมาณจึงเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าใช้งบประมาณแผ่นดินต้องพิจารณาว่างบพอหรือไม่หรือมีเงินสดพอหรือไม่ หรือหากใช้เงินนอกงบประมาณ จะมี 3 วิธีการคือ กู้ยืมเงินจากธนาคารรัฐ กู้ยืมเงินกองทุนหมุนเวียนหรือไม่ และขายกองทุนวายุภักษ์ หากเลือกใช้งบ 2567 คงไม่เพียงพออย่างแน่นอน เพราะงบที่เหลือจริงๆ ที่จะใช้ได้คือ 4 แสนล้านบาท ได้ถามพรรคร่วมรัฐบาลอื่นหรือยังที่จะเอางบที่เหลือมาลงกับดิจิทัลวอลเล็ต แต่หากเลือกใช้เงินนอกงบประมาณไม่สามารถทำได้ หากไม่แก้กรอบวินัยการเงินการคลัง ซึ่งนายกรัฐมนตรีบอกว่าเคร่งครัดเรื่องวินัยการเงินการคลัง แต่งานแรกจะเริ่มต้นด้วยการทลายกรอบวินัยการเงินการคลังเลยหรือ

ดิจิทัลวอลเล็ตกระตุ้นเศรษฐกิจได้แน่นอน แต่ขอให้จัดลำดับความสำคัญให้ดี การบริหารราชการแผ่นดินไม่ใช่การพนัน จะเทหมดหน้าตักแล้วไปหวังน้ำบ่อหน้าไม่ได้ ข้อดีของการแถลงนโยบายแบบกว้างๆ คือทำอะไรได้มากกว่านั้น ยังมีโอกาสอีกครั้งในการแถลงงบประมาณ ถ้าคำแถลงนโยบายคือคำสัญญา 4 ปี คำแถลงงบประมาณจะเป็นคำสัญญา 1 ปี ซึ่งยังเฝ้ารอในโอกาสหน้า

จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์
ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.)

ขอแสดงความยินดีกับนายเศรษฐาและ ครม.ทุกคน นับจากนี้ตนและพรรค ปชป. จะทำหน้าที่ฝ่ายค้านตามวิถีทางรัฐสภา นายเศรษฐาประกาศว่า รัฐบาลนี้จะเป็นของประชาชน ส่วนตัวก็ขอประกาศว่า พรรค ปชป.จะทำหน้าที่ของประชาชนและจะทำหน้าที่ตรวจสอบราชการแผ่นดินเต็มความสามารถ โดยขอแสดงจุดยืนสั้นๆ ต่อประธานสภา 2 ข้อ หนึ่ง ขอยืนยันว่าจะไม่ค้านทุกเรื่อง แต่จะทำหน้าที่ฝ่ายค้านเข้มแข็ง ตรวจสอบรัฐบาลแทนประชาชนและรักษาประโยชน์สูงสุดของประเทศและประชาชน สอง การทำงานร่วมกับพรรคร่วมฝ่ายค้านอื่น พรรค ปชป.ถือหลักแสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง อะไรที่เป็นจุดยืนสำคัญของพรรค อย่างไม่แตะ ม.112 แม้ในวันหนึ่งอาจจะมีพรรคร่วมฝ่ายค้านใดได้เสนอเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณในสภา ปชป.จะไม่สนับสนุน ขณะเดียวกันพร้อมทำหน้าที่ตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดินร่วมกับพรรคร่วมฝ่ายค้านทุกพรรคเต็มกำลัง ที่ต้องหยิบยกเรื่องนี้มาพูดก่อนเพื่อป้องกันความไม่เข้าใจที่อาจเกิดในอนาคต จนนำไปสู่ข้อครหาว่าฝ่ายค้านแตกกัน จนทำให้การทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลแทนประชาชนขาดน้ำหนักโดยไม่จำเป็น

สำหรับนโยบายที่นายกฯแถลงไป ได้ดูอย่างละเอียด มีความเห็นเหมือนสาธารณชนทั่วไปและสมาชิกหลายคนที่อภิปราย ว่ามาตรฐานรัฐบาลชุดนี้สวนทางกับความสูงของนายกฯ จริงๆ การตั้งโจทย์ประเทศคลุมเครือ นโยบายเลื่อนลอย ขาดความชัดเจน หากใครอ่านครบจะพบว่าฟุ่มเฟือยด้วยวาทกรรมวกไปวนมา กลายเป็นนโยบายน้ำท่วมทุ่งผักบุ้งโหรงเหรง ที่สำคัญที่ทุกคนเห็นตรงกันคือ นโยบายที่นายเศรษฐาแถลง และนโยบายหาเสียงเป็นหนังคนละม้วน เป็นนโยบายไม่ตรงปกอย่างที่วิจารณ์กัน

นโยบายแรก เงินเดือนปริญญาตรี 25,000 บาท ตอนหาเสียงอึกทึกคึกโครม สร้างความหวังให้เด็กที่กำลังจะเรียนจบ วันนี้นโยบายนี้หายไปไหนเสียแล้ว กลายเป็นนโยบายนินจาเพราะหายไปอย่างไร้ร่องรอย หรือคิดว่านโยบายนี้ตอนหาเสียง ว่าจะสามารถดำเนินการได้ในปี 2570 อย่างไรก็อยู่ไม่ถึงจึงไม่จำเป็นต้องระบุไว้

นโยบายที่สอง ค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาทต่อวัน ตอนหาเสียงหลายฝ่ายท้วงว่าหากขึ้นค่าแรงทันที 600 บาทต่อวัน น่าเป็นห่วงเอกชนและเอสเอ็มอี โดยเฉพาะในต่างจังหวัด เพราะรับต้นทุนที่สูงขึ้นกะทันหัน สุดท้ายหากต้นทุนสูงขึ้น ต้องไปผลักภาระให้สินค้าผลิตผล กรรมตกไปอยู่กับประชาชน ในที่สุดเอสเอ็มอีเจ๊ง ผู้บริโภคก็เจ๊ง แต่ท่านไม่ฟังเพราะกำลังหาเสียงโกยคะแนนกับผู้ใช้แรงงาน และสุดท้ายก็ต้องเปลี่ยนมาเป็นค่าแรง 600 บาทต่อวันในปี 2570 พอมาดูนโยบายที่แถลง มีระบุไว้เพียงแค่บรรทัดเดียวว่า ค่าแรงขั้นต่ำที่เป็นธรรมคือสิ่งที่จะทำ รวมทั้งสามารถทำให้ผู้ใช้แรงงานเข้าถึงสวัสดิการที่เหมาะสม

นโยบายที่สาม รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ขีดเส้นใต้ว่าทำทันที ล่องหนไปอีกนโยบาย นักข่าวทนไม่ไหวตามไปสัมภาษณ์นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม อึกอักบอกว่าอีกสองปีจะทำ ไม่เป็นไรอย่างน้อยก็ผิดคำพูดไปอีกหนึ่งคำ แต่อย่าผิดคำพูดที่สองต่อไป ต้องทำเกิดขึ้นให้ได้ คำถามคือ เอาเงินที่ไหนมาทำ จะต้องเอาเงินประเทศไปชดเชยให้บริษัทเอกชนหรือไม่อย่างไร นี่คือสิ่งที่รัฐบาลและนายกฯต้องตอบ

นโยบายที่สี่ นโยบายลดความเหลื่อมล้ำ เมื่อสักครู่ น.ส.ศิริกัญญาเอ่ยไปว่า เติมเงินให้ทุกครอบครัวที่รายได้ต่ำกว่า20,000 บาททุกเดือน แต่ให้นักวิชาการดูคร่าวๆ ว่าครอบครัวที่มีรายได้ต่ำกว่า 20,000 บาทต่อเดือน มีเกือบ 20 ล้านครอบครัว หากจะทำนโยบายนี้ต้องเติมเงินหลักแสนล้าน จะนำเงินมาจากไหน หรือสุดท้ายกลายเป็นนโยบายล่องหน

นโยบายที่ห้า เรื่องการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ตอนหาเสียงบอกว่าจะจัดให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการในจังหวัดที่มีความพร้อม วันนี้ที่นายกฯแถลงไม่มีสักคำ และยังถูกแปลงโฉมจากผู้ว่าราชการที่มาจากการเลือกตั้ง ไปเป็นผู้ว่าฯซีอีโอ เปลี่ยนจากกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นเป็นรวบอำนาจมาสู่การปกครองส่วนภูมิภาค

ที่หยิบ 5 นโยบายมาเป็นตัวอย่างเพื่อจะบอกว่า แค่ลมปากตอนหาเสียง เพราะไม่เขียนในนโยบายที่แถลง จึงต้องพูดเพราะมีหน้าที่ตรวจสอบการบริหารแทนประชาชน และต้องพูดให้รัฐบาลได้ตระหนักว่า หาเสียงได้แต่ต้องมีความรับผิดชอบ

อย่าให้เหมือนตอนไล่หนูตีงูเห่า สุดท้ายทั้งหนูทั้งงูเห่าอยู่ด้วยกัน แล้วก็กลายเป็นแค่เทคนิคการหาเสียงหรือแค่นโยบายการละคร สิ่งนี้ประชาชนไม่ต้องการเห็น ต้องการยกระดับมาตรฐานการเสียงของพรรคการเมืองให้สูงกว่านี้ พูดแล้วต้องทำอย่างที่ประชาชนคาดหวัง

นโยบายที่หก นโยบายการเกษตร นายเศรษฐากล่าวที่จังหวัดขอนแก่นชัดเจนว่ารัฐบาลนี้จะไม่มีนโยบายจำนำข้าวและประกันรายได้เกษตรกร ไม่มีนโยบายจำนำข้าว ดีแล้ว เพราะเป็นต้นเหตุการทุจริตคอร์รัปชั่น นโยบายจำนำข้าวจนวันนี้สร้างภาระหนี้ให้ประเทศ 884,000 ล้านบาท ประเทศไทยยังค้างชำระหนี้โครงการนี้อยู่ 254,000 ล้านบาท คนที่จะต้องใช้ต่อไปรัฐบาลถัดจากรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์และเหมือนกรรมมีจริง

ที่นายกฯบอกว่าไม่ทำจำนำข้าว ส่วนตัวคิดว่าดีแล้วและพร้อมสนับสนุน เพราะจำนำข้าวรัฐบาลนี้ต้องมาใช้หนี้ 250,000 ล้านบาท แต่คำถามคือถ้านายกฯไม่ทำจำนำข้าวและไม่ทำประกันรายได้เกษตรกร แปลว่าต่อไปนี้ข้าว มัน ยางปาล์ม ข้าวโพด ไม่มีเงินส่วนต่างแล้วใช่หรือไม่ และถ้าวันหนึ่งราคาพืชผลการเกษตรเหล่านี้ราคาตก อะไรจะกลายเป็นตัวช่วยให้เกษตรกรยังชีพอยู่ได้ และนายกฯระบุว่าจะพักหนี้เกษตรกรแทน ไม่ค้านแต่พักหนี้แค่หยุดต้นกับหยุดดอก หมดเวลาเมื่อไหร่ก็มารวมกันกลายเป็นหนี้เดินต่อ สุดท้ายพักหนี้แค่ต่อลมหายใจให้เกษตรกรชั่วคราว

ส่วนนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต ย้ำว่ารัฐบาลต้องทำเพราะเป็นสัญญาที่หาเสียงไว้ แต่มีคำถามคือทำอย่างไร และเอาเงินมาจากไหน ขอเตือนว่าอย่าให้นโยบายนี้กลายเป็นการทุจริตเชิงนโยบายเด็ดขาด สำหรับเรื่องนโยบายเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐบาลเขียนไว้ในนโยบายเร่งด่วน ตนและพรรค ปชป.ให้การสนับสนุนเรื่องดังกล่าว แต่มีข้อสังเกตว่าทำไมนโยบายไม่กล้าระบุให้ชัด เกรงใจใครหรือไม่ ส่วนเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นห่วงว่ารัฐบาลเอาจริงแค่ไหน เพราะทั้งเล่มนโยบายป้องกัน ปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น มี 2 บรรทัด รัฐบาลต้องตระหนักว่าไม่ทำเหมือนอดีต เพื่อรักษาประชาธิปไตยและประโยชน์สูงสุดของประชาชน รัฐบาลท่านในอดีตเคยถูกยึดอำนาจ 2 ครั้ง เพราะเหตุแห่งการทุจริต และการออกกฎหมายล้างการทุจริต จนคนออกมาเป็นล้าน และในที่สุดนำมาสู่การยึดอำนาจ จะต้องไม่ทำประวัติศาสตร์ไปซ้ำรอยเดิมอีก และขอให้กำลังใจถ้าท่านตั้งใจปราบปรามทุจริตจริงๆ

นโยบายที่นายกรัฐมนตรีประกาศชัดเจนว่าจะฟื้นฟูหลักนิติธรรมที่มีความเข้มแข็ง รัฐบาลข้ามขั้ว แม้จะเปลี่ยนชื่อเป็นรัฐบาลสลายขั้ว สลายความขัดแย้งไม่ได้ มีแค่หลักนิติธรรมที่เข้มแข็งเท่านั้นที่จะทำให้ประเทศมีความหวัง หลักนิติธรรมคือทุกคนเท่าเทียมกัน ภายใต้กฎหมายเดียวกัน นโยบายดังกล่าวคือจุดเริ่มต้นของความหวัง จะศักดิ์สิทธิ์หรือเป็นจริงได้อยู่ที่ตัวของนายกรัฐมนตรีและรัฐบาล

โอกาสนี้เป็นโอกาสสำคัญของรัฐบาลที่จะทำให้วลีที่เราพูดกันว่า คุกมีไว้แค่ขังคนจนกับคนไม่มีอำนาจ ให้หายไปได้ โดยนายกรัฐมนตรีที่ชื่อนายเศรษฐา ทวีสิน ขอให้นายกรัฐมนตรีรักษาคำพูด ยึดมั่นในสิ่งที่แถลงไป ขอให้นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลประสบความสำเร็จในการเร่งฟื้นฟูหลักนิติธรรมที่เข้มแข็งให้เกิดขึ้นได้โดยเร็ว