‘หมอวาโย’ ข้องใจ 30 บาท จะให้ปชช.กลับไปเสียเงินอีกหรือ ทั้งที่ปัจจุบันมีบัตรทองไม่ต้องเสียสักบาท จี้ ‘หมอชลน่าน’ แจงให้ชัดจะสร้างความมั่นคงด้านวัคซีนอย่างไร
เมื่อวันที่ 11 กันยายน ที่รัฐสภา มีการประชุมร่วมรัฐสภา เพื่อให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) แถลงนโยบายต่อรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 162 วันแรก โดยเวลา 20.35 น. นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) อภิปรายนโยบายด้านสาธารณสุขว่า มีคำถามว่านโยบายสาธารณสุขของรัฐบาลจะทำให้ “สาธารณะสุข” ได้จริงหรือไม่ หรือรัฐไม่ยอมเปลี่ยนแปลง ซึ่งประเทศไทยจะเกิดสังคมสูงวัยเยอะขึ้น ผู้ป่วยก็เยอะขึ้น ไม่ว่าจะเป็นโรคเบาหวาน ความดัน ไขมันสูงขึ้นแน่นอน แต่ประชากรวัยทำงานลดลง ซึ่งบ่งบอกถึงบุคลากรทางการแพทย์ลดลงด้วยเช่นกัน ดังนั้น สังคมสูงวัยจะสร้างภาระให้สาธารณสุข นั่นคือผู้ป่วยเยอะขึ้น แต่หมอลดลง เมื่อเป็นเช่นนี้รัฐบาลจะทำอย่างไร จากที่ฟังนโยบายของรัฐบาลเกี่ยวกับสาธารณสุขทั้งหมด นโยบายที่ละเอียดที่สุดคือการยกระดับ 30 บาทรักษาทุกโรค สรุปแล้วประชาชนต้องกลับไปจ่าย 30 บาทหรือไม่ เพราะปัจจุบันเป็นหลักประกันว่าประชาชนไม่ต้องจ่ายเงิน เพราะรักษาได้ทุกโรค ทุกที่อยู่แล้ว
นพ.วาโยกล่าวต่อว่า ตนจับประเด็นได้ว่านายกรัฐมนตรีได้พูดออกมาทั้งหมด 6 ประกอบด้วย 1.บริการพื้นฐานใกล้บ้าน ท่านบอกว่าจะให้ผู้ป่วยพบแพทย์ตรวจเลือด รับยาได้ โดยไม่ต้องเดินทางไกล แต่จากช่วงหาเสียง ตนเคยไปดีเบตเจอกับคนของพรรค พท.หลายคน บอกว่าจะมีนโยบายเรื่องการนัดคิวกับหมอออนไลน์ ตนไม่แน่ใจว่าทำไมจึงหายไปจากคำแถลง 2.การลดภาระของบุคลากรทางการแพทย์ แต่ไม่ได้บอกว่าจะลดอย่างไร 3.การสร้างเสริมและป้องกันที่นายกรัฐมนตรีบอกว่าจะเน้นในเรื่องของวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก ซึ่งวัคซีนตัวนี้มีฉีดอยู่แล้วในประเทศไทย แต่ปัญหาคือมีแบบกะปริบกะปรอย บางปีมี บางปีไม่มี ฉะนั้น เราอยากได้คำมั่นสัญญาว่าจะทำให้วัคซีนตัวนี้มีได้ทุกปีหรือไม่ 4.สถานชีวาภิบาล ประจำท้องถิ่นดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี แต่เราอยากให้มีทุกอำเภอ 1 อำเภอ 1 สถานชีวาภิบาล แต่ของรัฐบาลระบุว่าประจำท้องถิ่น ไม่ทราบว่าระดับไหน ประจำตำบลหรือจังหวัด
นพ.วาโยกล่าวด้วยว่า 5.บัตรประชาชนใบเดียวรักษาทุกโรค รักษาทุกที่ ซึ่งปัจจุบันก็เป็นเช่นนี้อยู่แล้ว จึงไม่แน่ใจว่านายกรัฐมนตรีเคยไปใช้บัตรทองหรือไม่ และ 6.ข้อมูลทั้งหมดจะถูกเชื่อมต่อบนฐานข้อมูลที่ปลอดภัย ปัญหาคือเราไม่แน่ใจว่าการเชื่อมฐานข้อมูลของท่าน ท่านจะรวมศูนย์ หรือจะกระจายออก เพราะหากรวมศูนย์และถูกโจมตีเหมือนรัฐบาลที่แล้วที่มีการรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคลจากแอพพลิเคชั่นการแพทย์สาธารณะ จึงอยากทราบว่ารัฐบาลมีความอ่อนไหวกับเรื่องนี้แค่ไหน และจะป้องกันความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่จะรวมข้อมูลของคนทั้งประเทศอย่างไร
นพ.วาโยกล่าวต่อว่า นโยบายของพรรค พท.ที่จะยกระดับ 30 บาทรักษาทุกโรคที่ได้หาเสียงเอาไว้ 10 นโยบาย แต่สิ่งที่นายกรัฐมนตรีแถลงดูแล้วมี 8 อย่าง สิ่งที่หายไปคือเรื่องของสุขภาพจิตที่จะสามารถให้ประชาชนปรึกษาหารือ หรือตรวจสุขภาพจิตกับจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาได้ โดยผ่านทางเทเลเมดิซีน และนโยบายเรื่อง 50 เขต 50 โรงพยาบาลที่บอกว่าต้องมีโรงพยาบาลรัฐขนาด 120 เตียง ประจำทุกเขต ซึ่งตนไม่เห็นด้วยและดีแล้วที่ไม่ได้อยู่ในคำแถลง
นพ.วาโยกล่าวด้วยว่า นายกรัฐมนตรีได้พูดถึงเรื่องการพัฒนาด้านสาธารณสุขเพื่อให้รองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน โรคอุบัติใหม่ สร้างความมั่นคงทางด้านวัคซีน ซึ่งแน่นอนอยู่แล้วว่ารัฐบาลจะต้องพูดเช่นนี้ ไม่มีใครบอกว่ารัฐบาลจะทำลายความมั่นคง ปัญหาคือมันสั้นมาก ตนไม่แน่ใจว่าท้ายที่สุดแล้วรัฐบาลจะทำอย่างไร ขอให้อธิบายรายละเอียดเพิ่มขึ้นอีก เพราะโควิดยังไม่จบ แล้วยังมีโรคฝีดาษลิงที่ทำให้ประชาชนเกิดความกังวล และเรารู้อยู่แล้วว่ารอบของโรคระบาดจะมีทุกกี่ปี ก็ต้องเตรียมรับมือกับสถานการณ์เหล่านั้น ดังนั้น เมื่อ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว เข้าไปเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ต้องเข้าไปช่วยแก้ไขและอธิบายให้ชัดเจนว่าจะสร้างความมั่นคงทางวัคซีนได้อย่างไร

