ที่ปรึกษาสมัชชาคนจน ลั่น ‘ผมเลือกเห็นด้วยกับหยก’ ชี้ สู้เพื่อสิทธิอันพึงมี เมินคำครหา
เมื่อวันที่ 11 กันยายนที่ผ่านมา นายบารมี ชัยรัตน์ ที่ปรึกษาสมัชชาคนจน เผยแพร่ความคิดเห็นประเด็น ‘หยก’ เยาวชน
นายบารมีเผยว่า ตนฟังข่าวหยกอย่างผิวเผิน เพราะคิดว่าเป็นการต่อสู้ตามปกติของคนที่ไม่ยอมจำนนต่อระบบเท่านั้น จึงให้กำลังใจไปตามสภาพเพราะยังให้ความสนใจกับเรื่องอื่นมากกว่า กระทั่งเกิดประเด็นดราม่า
“เมื่อมีข่าวดราม่ากันก็มาตามข่าวสักทีนึง ฟังความข้างนั้นที ฟังความข้างนี้ทีไม่ได้คิดอะไรมากมาย ไม่ได้เอาใจใส่ตรวจสอบความคิดของตัวเอง และปล่อยปละละเลยมาเรื่อยๆ จนกระทั่งมีข่าวเรื่องคนออกมาด่าบุ้ง ผมก็เข้าไปฟังและก็คล้อยตามไปกับเขาด้วย แต่ก็ยังไม่ได้เอาใจใส่อะไรมากเหมือนเดิม นานๆ ก็เขียนไปถามคนนั้นคนนี้ทีว่ามันเป็นอย่างไร ก็ได้ความมาว่าเขามีเรื่องกันมานานแล้ว ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรอีก
ผมไม่แน่ใจว่ามาเริ่มสนใจเรื่องหยกจริงๆ จังๆ เมื่อไร วันหรือสองวันหรือสามวันอะไรนี่แหละ สนใจว่ามันเกิดอะไรขึ้น ทำไมหยกต้องทำแบบนั้น ทำไมหยกไม่แคร์คนอื่น ทำไมมีคนเข้าข้างและเห็นต่างจากหยก มันเกิดอะไรขึ้นหรือ ผมเริ่มตั้งคำถามและผมเริ่มถามตัวเองว่าจะมองเรื่องหยกในมุมมองไหน ใส่แว่นอะไร แต่ผมไม่ใช่นักทฤษฎีก็เลยไม่รู้ว่าจะใช้มุมมองไหน ใช้ทฤษฎีอะไร” นายบารมีระบุ
นายบารมีเผยต่อไปว่า ตนจึงลองคิดว่า แล้วเราให้ความสำคัญกับเรื่องอะไร เมื่อคิดแล้วคิดอีกและก็คิดได้เพียงว่าตนเป็นคนที่พยายามให้ความสำคัญกับเรื่องสิทธิมนุษยชน เชื่อว่าคนเราต้องเท่าเทียมกัน แต่เติบโตและถูกปลูกฝังมาให้คิดและเชื่ออีกแบบ
“ผมถูกสอนให้เชื่อว่าคนเราไม่เท่าเทียมกัน เพราะทำบุญมาต่างกัน เพราะมีชาติกำเนิดต่างกัน เพราะมีวาสนาบารมีต่างกัน อาจจะเหมารวมว่าคนรุ่นๆผมก็เติบโตและถูกปลูกฝังมาแบบนี้เช่นกัน
ดังนั้นคนรุ่นผมหรือคนที่เติบโตมาแบบผมก็ต้องแสวงหาบางสิ่งบางอย่าง เช่น หาเครื่องรางของขลัง หาเจ้าหานาย ทำตัวให้เป็นผู้ดีแต่ถ้าทำตัวแบบผู้ดีไม่ได้ก็พยายามทำตัวแบบชาติที่เจริญกว่า เพื่อยกระดับยกฐานะของตัวเองให้สูงขึ้น ใช้สายตามองคนที่สูงกว่าด้วยความชื่นชม อิจฉาและสยบยอม หรือแม้กระทั่งเป็นไอดอล ใช้สายตามองคนที่ต่ำกว่าด้วยความเกลียดชัง ทุเรศ เวทนา ใช้สายตามองคนที่เท่ากันว่าเป็นคู่แข่งขัน เป็นคนที่เราต้องการเอาชนะ หรือสักวันกูจะเหนือกว่ามึง
แต่เมื่อผมเห็นว่าความคิดดังกล่าวไม่ถูกต้องผมก็พยายามแก้ไขดัดแปลงตัวเอง ผมจะไม่มองคนที่สูงกว่าด้วยความชื่นชม ผมจะไม่มองคนที่เท่ากันเป็นคู่แข่ง ผมจะไม่มองคนด้อยกว่าอย่างเวทนาสงสาร และผมต่อสู้กับความคิดความเชื่อที่ว่าคนเราต้องไม่เท่าเทียมกัน
แต่ในความเป็นจริงมันมีอะไรหลายสิ่งหลายอย่างที่ทำให้คนเราไม่เท่าเทียมกัน และหลายสิ่งหลายอย่างที่ว่านั้น เป็นสิ่งที่คนเราสร้างขึ้นมาเพื่อเอารัดเอาเปรียบกันเอง เพื่อแบ่งชนชั้นกันเอง เพื่อกดขี่ขูดรีดกันเอง ผ่านสิ่งที่เรียกว่า มารยาท กาละเทศะ จารีต คุณธรรม ค่านิยม ประเพณี วัฒนธรรม อำนาจ กฎหมาย อาวุธ เป็นต้น” นายบารมีระบุ
นายบารมีเผยต่อไปว่า คนที่จะฝ่าด่านเหล่านั้นไปได้ ก็ต้องออกมาต่อสู้กับสิ่งต่างๆ ที่กล่าวไปนั้น หรือไม่ก็หนีออกไปจากสิ่งเหล่านั้น แน่นอนว่ามีคนที่ผ่านด่านเหล่านั้นไปได้เหมือนกัน แต่ยังไม่มีคนที่ผ่านด่านแล้วเปลี่ยนระบบ หรือทำลายระบบที่สร้างขึ้นมาเพื่อกดขี่คนเพื่อให้คนเราไม่เท่ากันขึ้นมาได้
“คนอย่างหยกเกิดขึ้นมาเพื่อสู้กับระบบแบบนี้ สู้แบบไม่มียุทธศาสตร์ สู้แบบมวยวัด สู้แบบหมาบ้า สู้โดยไม่สนใจขบวน สู้โดยไม่สนใจข้อครหานินทา สู้เพื่อปกป้องสิทธิอันพึงมีพึงได้ของเขา
การต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิอันพึงมีพึงได้ของเขาไม่ใช่เรื่องผิด ไม่ว่าเขาจะใช้วิธีการใดๆ แม้กระทั่งบางครั้งการกระทำของเขาจะไปละเมิดสิทธิของคนอื่นบ้าง การต่อสู้ของผู้ถูกกดขี่ย่อมละเมิดสิทธิของบุคคลอื่นอยู่เสมอโดยเฉพาะสิทธิของผู้กดขี่และผู้ที่เชื่อมั่นในความไม่เท่าเทียม ในเมื่อ มารยาท กาลเทศะ จารีต คุณธรรม ค่านิยม ประเพณี วัฒนธรรม อำนาจ กฎหมาย อาวุธ มันเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เป็นสิ่งที่ไม่ชอบธรรม มันก็ควรจะถูกท้าทาย มันก็ควรจะถูกทำลายทิ้งไปไม่ใช่หรือ
แม้จะมีคนออกมาแฉออกมาฉาวให้เชื่อว่า สิ่งที่หยกทำไปนั้นไม่ได้ทำเพราะหยกเชื่อ แต่ทำเพราะถูกบังคับ เพราะต้องพึ่งพา หยกเป็นเหยื่อของบางคนที่เอาไปหาผลประโยชน์ โดยคนที่มาแฉนั้นอยู่หรือเคยอยู่ในกลุ่มในวงการเดียวกันกับหยก ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องจริงก็ได้ อาจจะมีสาระก็ได้ แต่ผมก็ไม่ได้สนใจขนาดที่จะอยากรู้เจาะลึกไปขนาดนั้น ในชีวิตผมเห็นคนที่ได้ชื่อว่าทำคุณงามความดีมามากมาย แต่ละคนล้วนแต่มีข้ออ่อนข้อด้อยให้เห็นด้วยเหมือนกัน ก็ยังยกย่องก็ยังยกยอกันได้ว่าเป็นคนดี เป็นนักต่อสู้ เป็นนักประชาธิปไตย
ดังนั้น ผมจึงเลือกที่จะเห็นด้วยกับหยก ตราบใดที่ผมยังเห็นว่าการกระทำของหยกเป็นการต่อสู้เพื่อสิทธิอันพึงมีพึงได้ของเขา” นายบารมีทิ้งท้าย

