หน้าแรก การเมือง ชลน่าน ลุกแจง...

ชลน่าน ลุกแจงยิบ พร้อมเปลี่ยนสธ. เป็นกระทรวงสร้างเงิน ชี้ทรรศนะบิดเบี้ยว ทำคนเกิดน้อย

12.09.23 | 17:29 น.

‘ชลน่าน’ ลุกแจงยิบ เปลี่ยนกระทรวงขอเงินเป็นกระทรวงสร้างเงิน บอก ต้องมีนโยบาย 50 เขต 50 รพ. เหตุช่วงโควิดมี ปชช.ล้มตายข้างถนนเยอะ ไม่เหมือน ตจว.

เมื่อวันที่ 12 กันยายน ที่รัฐสภา มีการประชุมร่วมรัฐสภา เพื่อให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) แถลงนโยบายต่อรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 162 เป็นวันที่สอง โดยเมื่อเวลา 14.45 น. นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ลุกขึ้นชี้แจงว่า กระทรวงสาธารณสุขได้เริ่มนำนโยบายของรัฐบาลแปลงไปสู่กระทรวงสาธารณสุข นโยบายที่แถลงในเล่มเป็นนโยบายภาพรวมของรัฐบาล โดยนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้จัดทำนโยบายรองรับนโยบายของรัฐบาลให้เป็นรูปธรรม ซึ่งตนจะประกาศนโยบายนี้ให้ข้าราชการกระทรวงในวันที่ 22 กันยายนที่จะถึงนี้ โดยวิธีคิดนโยบายของเราอยู่บนพื้นฐานของการนำกรอบ 5 ด้าน ได้แก่ ยุทธศาสตร์ชาติ ผลลัพธ์สุขภาพเปรียบเทียบกับดัชนีระดับภูมิภาคอาเซียน ความต้องการของประชาชน ภาพอนาคต และนโยบายด้านสาธารณสุขของพรรคการเมือง

นพ.ชลน่านกล่าวต่อว่า ซึ่งภาพเดิมของกระทรวงสาธารณสุขเป็นกระทรวงขอเงินจากรัฐบาล และนำไปบริการกับประชาชน แต่ยุคนี้จะเป็นกระทรวงที่สร้างเงินให้ประเทศ เพื่อสร้างงานและรายได้ให้ประชาชนโดยอาศัยมิติทางสุขภาพ ซึ่งเป็นกรอบนโยบายที่ตนจะแถลงต่อผู้ปฏิบัติงานทั้งหมดของกระทรวงสาธารณสุขและส่วนที่เกี่ยวข้อง ส่วนเรื่องความไม่มีเอกภาพทางนโยบายจนเกิดการปฏิบัติที่มีความลักลั่น เมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินด้านการแพทย์ โดยเฉพาะเหตุการณ์การระบาดของโควิดในช่วงที่ผ่านมา สิ่งที่กระทรวงสาธารณสุขและ ศบค.เจอคือ ไม่มีหน่วยงานเข้ามารับผิดชอบภาพรวม และการผสมผสานการบริการสุขภาพมีปัญหา เราได้ตระหนักว่าการจัดบริการสุขภาพให้ดีต้องมีความร่วมมือจากทุกฝ่าย

นพ.ชลน่านกล่าวต่อว่า สุขภาพดี หมายถึงมีสุขภาวะที่สมบูรณ์พร้อมทั้งร่างกาย จิตใจ ปัญญา และทางสังคม ต้องครบทั้ง 4 ด้าน ปัญหาที่เราเจอและทำให้คนไทยได้รับผลกระทบมาก คือสุขภาพทางปัญญาไม่ถึงพร้อม โกรธกันก็ด่ากัน แม้ในสภาแห่งนี้ก็เกิด ไม่ชอบใจกันก็ยิงหัวกัน และสภาวะทางสังคมที่ไม่เอื้อต่อสุขภาพ จึงเสนอให้มีกรรมการชุดหนึ่งเพื่อเชื่อมโยงประสานร่วมกันทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เป็นคณะกรรมการพัฒนาระบบสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งแยกจากคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ที่ดูแลด้านยุทธศาสตร์และนโยบาย สำหรับการกระจายอำนาจให้มีเขตสุขภาพ รัฐบาลให้ความสำคัญไปที่การดูแลประชาชนให้ดีที่สุด และจะทำการกระจายอำนาจให้ดีขึ้น

ขณะที่ เมดิคอล ฮับ ซึ่งสมาชิกเป็นห่วงว่าอาจดูแลสุขภาพได้ไม่ทั่วถึง กระทบกับการบริการคนภายใน ภายใต้ฐานคิดเดิมอาจเป็นแบบนั้น แต่หลักนโยบายของพรรค พท. ให้ความสำคัญกับความทั่วถึงเป็นธรรม ใช้บัตรประชาชนใบเดียวเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลถึงกันโดยตลอด ทั้งนี้ เมื่อเราเปิดให้กระทรวงสาธารณสุขเป็นกระทรวงหาเงินเข้าประเทศแล้ว จะไม่กระทบรบกวนกับประชาชน และเรามั่นใจว่า เม็ดเงินที่เข้าสู่ระบบ จะมาช่วยผลักดันและต่อเติมให้การดูแลประชาชนดียิ่งขึ้น

Advertisement

นพ.ชลน่านกล่าวอีกว่า การถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ไปอยู่องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) บางแห่งมีปัญหาจริง แต่ต่อไปจะมีการลงพื้นที่ไปตรวจดูคุณภาพของการบริการในระดับปฐมภูมิ เพื่อให้การรักษาไม่ต้องมาถึงโรงพยาบาลระดับที่ 2 หรือ 3 ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขยังมุ่งจะทำให้โรงพยาบาลทั้งสังกัดภาครัฐและเอกชน เป็นโรงพยาบาลของประชาชนที่สามารถเข้าถึงได้ทุกแห่ง ภายใต้ค่าบริการที่ตอบแทนโรงพยาบาลได้ จะช่วยแก้ปัญหาบุคลากรไหลออก อีกทั้งการจัดสรรบุคลากรทางการแพทย์ก็ทำด้วยความเป็นธรรม

“โครงการ 50 เขต 50 โรงพยาบาล หากไม่มีโควิด การที่ตนจะมาตอบคำถามวันนี้คงยากที่เพื่อนสมาชิกจะเชื่อ และยากที่ประชาชนคนทั่วไปจะเชื่อ เพราะเมื่อเราออกนโยบายเรื่องนี้ไป มีคนคัดค้านเราเยอะ ทำไมจึงต้องไปสร้างโรงพยาบาลให้กับคนบางกลุ่ม เพราะโรงพยาบาลมีเป็นพันๆ แห่ง แต่โควิดทำให้เราเห็นชัดว่า พี่น้องชาวกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ติดโควิดแล้วล้มตายข้างถนน ในขณะที่ จ.น่าน บ้านเกิดตนไม่มี จ.บึงกาฬที่บอกว่ามีสัดส่วนหมอต่อประชากรน้อยที่สุดก็ไม่เกิด ไม่มีใครนอนเจ็บป่วยข้างถนน ในจังหวัดที่ออกนอกกรุงเทพฯไป มีแต่ที่กรุงเทพฯ ซึ่งระบบการดูแลเรื่องสุขภาพทั้งเรื่องปฐมภูมิและทุติยภูมิ มีความขาดแคลนและไม่สอดคล้องกันมากในกรุงเทพฯ ซึ่งเราต้องแก้ไขปัญหาตรงนี้เพื่อให้เขาสามารถเข้าถึงการบริการ ซึ่งแน่นอนว่าเรามี 50 เขต เราต้องเติมเต็มเรื่องศักยภาพและช่วยกันพัฒนาขึ้นมา ซึ่งอาจไม่จำเป็นต้องสร้างทุกแห่ง แต่บางแห่งก็จำเป็นต้องสร้างใหม่จริงๆ” นพ.ชลน่านกล่าว

นพ.ชลน่านกล่าวต่อว่า ตนกล้าประกาศว่า เป็นโครงการนำร่องเพื่อเบิกฤกษ์เอาชัย ให้การเข้าถึงสถานบริการทั่วทุกแห่งในกรุงเทพฯ พร้อมทั้งปัญหาสังคมผู้สูงอายุ และผู้เกิดใหม่น้อย กระทรวงสาธารณสุขต้องเข้าไปดูแลเรื่องอนามัยเจริญพันธุ์ เราต้องการใช้กระทรวงเราเป็นจุดกำเนิด จะผลักดันเรื่องนี้เป็นวาระแห่งชาติ มาดูเรื่องประชากรกันใหม่ครับ ลูกมากจะยากจนต้องเอาออกจากสมองคนไทย คนไทยไม่ยอมมีลูกครับ โดยเฉพาะคนที่มีพื้นฐานการศึกษาที่ดีนะครับ มีความรู้ ความสามารถ มีฐานเศรษฐกิจที่รองรับ ไม่ยอมมีลูก หลายคู่ครับ แต่งงานปุ๊บบังคับให้สามีทำหมันเลย ไม่อยากมีลูก นั่นคือสิ่งที่กำลังบิดเบี้ยวในสังคมไทย เพราะฉะนั้นเรื่องนี้เป็นนโยบายสำคัญ เราจะทำในมิติของกระทรวงสาธารณสุข และผลักดันให้เป็นวาระแห่งชาติ ผมเชื่อว่านายกฯรับเรื่องนี้ ถ้าเราไม่เพิ่มฐานประชากร เราจะแข่งขันกับใครไม่ได้”

“ส่วนโครงการที่ประกาศควิกวินในหลายเรื่อง เช่น บัตรประชาชนใบเดียว ผมเข้าไปรับงานภายใน 100 วันแรกแล้วประกาศได้เลย เราจะมีเขตสุขภาพเขตหนึ่งที่สามารถใช้บัตรประชาชนใบเดียว เหมือนนโยบายของเราได้ เพื่อนำร่องให้ประชาชนได้เห็น และเพื่อให้จังหวัดอื่น เขตอื่น มีแนวทางไปสู่การปฏิบัติ”