รมว.ดีอีเอส ยัน บล็อกเชน โปร่งใส เงินดิจิทัลถึงมือ ปชช.ครบทุกบาท ผุด ซุปเปอร์แอพพ์ รวมทุกแพลตฟอร์มภาครัฐ เตรียมเชิญไรเดอร์หารือปัญหา ด้าน ‘รมช.พาณิชย์’ รับส่งออกปี’66 อาจต่ำกว่า 65 ติดลบไม่เกิน 1-2%
เมื่อเวลา 15.18 น. วันที่ 12 กันยายน ที่รัฐสภา มีการประชุมร่วมรัฐสภา เพื่อให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) แถลงนโยบายต่อรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 162 เป็นวันที่สอง โดยมี นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม
นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ลุกขึ้นชี้แจงว่า รัฐบาลนี้ให้ความสำคัญอย่างยิ่งในเรื่องการพัฒนาระบบดิจิทัลของประเทศ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล เช่น ดิจิทัลวอลเล็ต บล็อกเชนระดับชาติ E-Government ซึ่งตั้งใจให้เอาระบบเหล่านี้มารวมกันเป็น Digital Government อย่างสมบูรณ์ เพื่อให้ประชาชนได้เข้าถึงภาคเศรษฐกิจและภาคการบริการ เพื่อที่จะนำมาสร้างประโยชน์ให้กับพี่น้องประชาชนได้มากขึ้น
นายประเสริฐกล่าวว่า เรื่องแรกที่จะดำเนินการคือเรื่อง “Go Cloud First” ได้วางกรอบขยายเรื่องคลาวด์ ซึ่งเป็นการวางโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี ทั้งภาครัฐและเอกชน โดยเน้นการสร้างคลาวด์สาธารณะ (Public Cloud) และคลาวด์เอกชน (Private Cloud) ที่มีมาตรฐานในการดูแลข้อมูลภาครัฐ ซึ่งมีเป็นจำนวนมาก และมีโครงการดึงบริษัทชั้นนำทั่วโลกมาลงทุนเรื่องคลาวด์ในประเทศไทย และทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคในเรื่องนี้ โดยจะใช้คลาวด์ในการปรับแนวทางจัดซื้อจัดจ้าง ให้โปร่งใสมากขึ้น เรื่องดิจิทัลไอดี (Digital ID) เป็นกรอบที่มีความชัดเจน และขณะนี้กฎหมายได้มีมาตรฐานที่รับรองไว้แล้ว ในด้านการบริการมีทั้ง ThaiD และ ndid ซึ่งเป็นตัวตนของผู้ให้บริการในระบบอินเตอร์เน็ต ที่สามารถทำธุรกรรมทางโลกออนไลน์ต่างๆ ได้ไม่น้อยกว่า 10 ล้านคน
ในเรื่อง Smart City หรือเรื่องของการพัฒนาพื้นที่ระดับเมือง นายประเสริฐกล่าวว่า ได้ส่งเสริมการนำ บิ๊กดาต้า เข้ามาใช้ เชื่อมโยงข้อมูลเมืองในแต่ละชั้นข้อมูล และรวบรวมวิเคราะห์ข้อมูลผ่าน City Data Platform ซึ่งเป็นวิธีพัฒนาเมืองให้เป็นเมืองอัจฉริยะ และยังร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุข ทำ Health Link บัตรประชาชนใบเดียว รักษาได้ทุกโรงพยาบาล และ Travel Link ร่วมกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ

นายประเสริฐกล่าวอีกว่า กำลังเตรียมการทำรัฐบาลดิจิทัล บูรณาการแต่ละกระทรวง ทำ ซุปเปอร์แอพพ์ รวมทุกแพลตฟอร์มของภาครัฐ โดยใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนเป็นตัวเก็บข้อมูล ซึ่งจะทำทั้งโครงสร้างและการพัฒนาในอนาคต เชื่อมข้อมูลกัน ไม่แยกข้อมูลให้ประชาชนสับสน ทั้งนี้ ในเรื่องการบริหารข้อมูล เราได้ทำซุปเปอร์แอพพ์ โดยระบบบล็อกเชน เก็บข้อมูลต่างๆ อย่างไรก็ตาม การใช้ข้อมูลเพื่อประโยชน์ในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ต้องทำควบคู่ไปกับการเคารพสิทธิ์ส่วนบุคคลของพี่น้องประชาชน ผมจึงส่งเสริมให้ภาครัฐและภาคเอกชนมีความรู้ด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ที่เราเรียกว่า PDPA และเตรียมความพร้อมในการรองรับการบังคับใช้ในเรื่องนี้ให้ทันกับมาตรฐานสากล
นายประเสริฐกล่าวว่า ส่วนข้อห่วงใยต่างๆ นั้น ทั้งการวางโครงสร้างพื้นฐาน เรื่องระบบ IoT หรืออินเตอร์เน็ตในทุกสิ่ง (Internet of Things) ยอมรับว่าเป็นระบบที่ดีกว่า 5G เนื่องจากใช้พลังงานที่ต่ำกว่า และเรื่องการจัดทำสถาปัตยกรรมทางด้านดิจิทัล ซึ่งยอมรับว่าเป็นเรื่องดีและเป็นเรื่องสำคัญ เรื่องนี้กระทรวงมีแนวคิดการใช้ทักษะการใช้เทคโนโลยีด้านต่างๆ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด มีการอบรมทั้งภาคราชการ และประชาชน ให้เข้าถึงความรู้พื้นฐานด้านเทคโนโลยี
“เรื่องดิจิทัลวอลเล็ต เรื่องสำคัญ นโยบายนี้จะเป็นแรงจูงใจให้ชาวบ้านเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของบล็อกเชน เทคโนโลยีโปร่งใส เงิน 1 หมื่นบาท จะถึงมือประชาชนทุกบาททุกสตางค์ เทคโนโลยีบล็อกเชน สร้างสรรค์งานที่เกี่ยวข้องกับศิลปะและภาพวาด สร้างรายได้ได้ทั่วโลก”
นายประเสริฐกล่าวต่อว่า ภายหลังรัฐบาลแถลงนโยบายเรียบร้อย จะนัดหมายไรเดอร์ทุกคนมาที่กระทรวง เพื่อพูดคุยถึงการแก้ไขปัญหาการทำงานรวมถึงสวัสดิการต่างๆ และสิ่งที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม รวมทั้งอาจจะนำระบบเทคโนโลยีที่กระทรวงได้พัฒนาขึ้นมาในรูปแบบต่างๆ มาช่วยแก้ไขปัญหา

ขณะที่นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ชี้แจงว่า การส่งออกในปี’66 นั้นเรามีข้อมูลตั้งแต่เดือนมกราคม-กรกฎาคม ยอดการส่งออกมีมูลค่า 5.5 ล้านล้านบาท ในขณะที่ปี’65 มียอดการส่งออก 5.7 ล้านล้านบาท ยอมรับว่าในปี’66 ต่ำกว่าปี’65 จริง ต่ำกว่า 3.79 เปอร์เซ็นต์ แต่อาจจะเป็นการวิเคราะห์ที่คาดเคลื่อนจากความเป็นจริง ข้อมูลการส่งออกในปี’65 เป็นข้อมูลการค้าที่สูงกว่าสภาพความเป็นจริง เนื่องจากในปี’64 และ 65 มีสถานการณ์โควิด ทำให้เกิดการชะงักงันในการเปิดประเทศ และการบริโภค แต่เมื่อสถานการณ์โควิดคลี่คลายลงความต้องการในการบริโภคสูงขึ้น การส่งออกของประเทศไทยจึงเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ในปี’62 การส่งออกของไทยยอก 7 เดือนแรก อยู่ที่ 4.5 ล้านล้านบาท ซึ่งปี’66 ยอดส่งออก 5.5 ล้านล้ารบาท สูงกว่าปี’62 ถึง 22.34 เปอร์เซ็นต์ เราเชื่อมั่นว่าในไตรมาสที่ 3 เราจะทำยอดการส่งออกได้สูงกว่าปี’62 ถึง 25 เปอร์เซ็นต์
“เราเชื่อมั่นว่าเราจะทำยอดการส่งออกได้ประมาณ 9-9.5 ล้านล้านบาท แต่ยอดปี’65 ทั้งปี คือ 9.9 ล้านล้านบาท เราไม่มีทางที่จะทำได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ยากมาก ถ้าจะทำได้เท่าปี’65 ต้องส่งออกให้ได้ เดือนละ 8.8 หมื่นล้านบาท ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมาการส่งออกของประเทศไทยสูงสุดอยู่ที่ประมาณ 8 หมื่นล้านบาท แต่เราจะพยายามอย่างที่สุด เชื่อว่ายอดการส่งออกในปี’66 จะติดลบไม่เกิน 1-2 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับปี’65 แต่จะสูงกว่าปี’62 ถึง 325 เปอร์เซ็นต์” นายนภินทรกล่าว
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

