‘ชวน’ กรีด ‘เศรษฐา’ เป็นนายกฯ ไม่ด้อยกว่าคนอื่น เตือนอย่าล้ำเส้นจนต้องติดคุก เหน็บขอให้อยู่ครบ 4 ปี โดยไม่ต้องติดคุกเพราะทุจริต สอนเป็นนักธุรกิจมาเล่นการเมืองไม่ควรเจอชะตากรรมเพราะเกรงใจลูกพี่ แนะเอาอดีตเป็นบทเรียน
เมื่อวันที่ 12 กันยายน ที่รัฐสภา มีการประชุมร่วมรัฐสภา เพื่อให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) แถลงนโยบายต่อรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 162 เป็นวันที่สอง โดย เวลา 17.08 น. นายชวน หลีกภัย ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อภิปรายว่า นอกเหนือจากความเหมาะสมของนโยบายแล้ว ความสำเร็จก็อยู่ที่ผู้บริหาร คือคณะรัฐมนตรี (ครม.) นับตั้งแต่นายกรัฐมนตรีไปถึง ครม.ทุกคน ในส่วนของนายกรัฐมนตรีนั้น ขอแสดงความยินดีเป็นส่วนตัว แต่ไม่ได้ให้ความเห็นชอบด้วยเหตุผลไม่ใช่คุณสมบัติของท่าน แต่เพราะท่านมากจากพรรคการเมือง ซึ่งเลือกปฏิบัติกับประชาชน เพราะตนเป็นหนึ่งใน ส.ส.ที่ทุกข์ร้อนแทนชาวบ้าน เมื่อครั้งที่พรรคไทยรักไทยถือหลักว่าพัฒนาเฉพาะจังหวัดที่เลือกเขา จังหวัดอื่นไว้ทีหลัง ซึ่งทำให้เกิดความรู้สึกที่กระทบต่อความรู้สึกของคนในพื้นที่ที่ไม่เลือก โดยเฉพาะในภาคใต้
พวกเราจึงรณรงค์ว่า เราจะต่อสู้กับนโยบายนี้ด้วยวิธีประชาธิปไตยอย่างไร คือการรณรงค์ประชาชนว่าอย่าเลือกพรรคนี้ พรรคที่เลือกปฏิบัติกับเรา พรรคที่กลั่นแกล้งไม่พัฒนาไม่ให้ใช้วิธีรุนแรง ทำร้ายหรือกลั่นแกล้งด้วยวิธีอื่น ผลของการรณรงค์ ประชาชนส่วนหนึ่งไม่น้อยเชื่อ พรรคไทยรักไทยได้รับเลือกตั้งน้อยมาก เมื่อมาเป็นพรรคเพื่อไทย (พท.) 3 สมัยที่ผ่านมาท่านไม่ได้ผู้แทนฯเลยแม้แต่ท่านเดียว แม้จะได้เสียงท่วมท้นที่อื่นจนเกือบจะแลนด์สไลด์ก็ตาม แต่กลับไม่ได้เลยในภาคใต้ เหตุผลส่วนหนึ่งก็มาจากประชาชนเชื่อสิ่งที่ตนและพวกรณรงค์
นายชวนกล่าวต่อว่า ดังนั้น เมื่อขอร้องประชาชนไม่ให้เลือก แล้ววันหนึ่งมายกมือหรือบอกให้สนับสนุนหัวหน้าพรรคนี้เป็นนายกรัฐมนตรีก็เท่ากับหักหลังชาวบ้าน ทรยศประชาชน จึงขออนุญาตพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมีมติว่าไม่ให้รับรองนายกรัฐมนตรีด้วยวิธีงดออกเสียง แต่ตนขออนุญาตใช้ประกาศว่าไม่รับรอง ไม่เห็นชอบ นี่คือสิ่งที่อยากกราบเรียน แต่ให้ความเป็นธรรมกับนายกรัฐมนตรีเพราะนั่นเป็นเรื่องของนโยบายในอดีตที่มีผลต่อเนื่องในรัฐบาล 2 ชุด กระทบต่อการพัฒนาประเทศของภาคใต้อย่างรุนแรง เสียโอกาสอย่างมาก ทั้งที่ความจริงจังหวัดเหล่านั้นทำรายได้ให้กับประเทศอย่างมาก ซึ่งไม่ควรจะเลือกปฏิบัติ เพราะเราก็เก็บภาษีเขาไม่ได้ละเว้น คิดว่าไม่สามารถที่จะรองรับทิศทางดังกล่าวนี้ได้ จึงรณรงค์และสู้เรื่องนี้มาตลอดในชีวิตการเมือง อย่างไรก็ตาม ให้ความเป็นธรรมกับนายกรัฐมนตรี
“ผมนับนายกฯตั้งแต่ท่านที่ 21 มาถึงท่านที่ 29 ไม่มีใครโดนตรวจสอบเข้มข้นเหมือนคนที่ 30 คนตรวจสอบนำประวัติการทำธุรกิจของท่านมาเปิดเผย พวกผมไม่มีความรู้เรื่องนี้ จริงๆ แล้วผมไม่รู้จักท่านเศรษฐาตัวจริง ผมเพิ่งรู้จักท่านเมื่อสักครู่ ท่านกรุณาให้เกียรติมาเยี่ยมที่ห้องอาหาร ผมรู้จากคุณทองมา ผู้บริหารอสังหารัมทรัพย์ บอกว่าเขาประสบความสำเร็จร่ำรวย แต่ผมไม่มีโอกาสรู้จักผู้บริการอสังหาริมทรัพย์อย่างท่านเศรษฐา เพราะเป็นอีกระดับหนึ่ง แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น แต่ประเด็นหนึ่งคือผมเชื่อว่าการตรวจสอบคุณสมบัติของท่านอย่างเข้มข้นนั้น ถ้าผู้ตรวจสอบเขารู้ประวัติว่าท่านทำอะไรไม่ดีไว้ เช่น ระหว่างเรียนต่างประเทศ ถ้าท่านเคยทุจริตในการสอบ เคยลักเล็กขโมยน้อย ผมเชื่อว่าผู้ตรวจสอบเขาไม่ละเว้น ข้อนี้เป็นประโยชน์กับท่าน” นายชวนกล่าว
นายชวนกล่าวต่อว่า เมื่อมามองมาตรฐานของพรรคการเมืองที่เสนอนายกรัฐมนตรียอมรับว่าสิ่งที่มาตรฐานพรรคไทยรักไทยก็ดี พรรค พท.ก็ดี เสนอบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรี คุณสมบัตินายเศรษฐาไม่ได้ด้อยกว่าคนอื่นในพรรคเลย ตั้งแต่คนที่ 1 ถึงคนที่ 4 ท่านเป็นคนที่ 5 คุณสมบัติไม่ด้อยกว่าคนอื่นเลย ถ้าจะเสนอแนะก็อย่าไปล้ำเส้น ก็คืออย่าไปติดคุก อย่าต้องหนี้ออกต่างประเทศ อย่าทำอะไรก็ตามที่มีปัญหาเมื่อท่านพ้นตำแหน่ง วันนี้ยังวัดไม่ได้ ความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์หรือไม่ เราไม่อาจทราบได้ แต่สิ่งที่นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ นักเคลื่อนไหวทางการเมืองตรวจสอบนั้นเป็นประโยชน์กับท่านว่าท่านสามารถที่จะชี้แจงสิ่งต่างๆ เหล่านั้นได้ ดังนั้น นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 จะเจอะชะตากรรมอย่างไร อยู่ภาคปฏิบัติ ดังนั้น การที่ต้องตรวจสอบความเป็นไปได้ของนโยบายอันเกิดจากผู้บริหารนั้นก็ถือเป็นสิ่งสำคัญ
นายชวนกล่าวต่อว่า สิ่งที่จะแนะนำว่าเราจะหนีชะตากรรมเรื่องคดีก็คือการไม่โกง ซึ่งสอดคล้องกับที่ท่านได้แถลงไว้ในนโยบายความซื่อสัตย์ สุจริต ซึ่งได้ย้ำไว้ในตอนท้ายว่าจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต เพื่อประโยชน์ของส่วนรวม ยืนยันว่าให้ความเป็นธรรมกับนายเศรษฐา เพราะอย่างน้อยท่านได้ชี้แจงประเด็นต่างๆ ตรงไปตรงมา แต่ข้อที่วิตกกังวลว่านักธุรกิจมาทำการเมืองจะมีปัญหาหรือไม่ เพราะประสบการณ์ในอดีตเมื่อนักธุรกิจทำธุรกิจเป็นการเมือง การเมืองเป็นธุรกิจ ทำให้ความไว้วางใจนักธุรกิจน้อยลงไป แต่ไม่ใช่เรื่องแปลกที่นักธุรกิจมาทำการเมือง เป็นเรื่องดีด้วยซ้ำ ขออย่างเดียวอย่าทำธุรกิจเป็นการเมือง เอาผลประโยชน์ส่วนตัว ส่วนพวกมาเกี่ยวข้องการเมือง ถ้าทำวิธีนี้ไม่เพียงแต่กระทบต่อส่วนร่วม และประโยขน์ของบ้านเมืองเท่านั้น แต่เพื่อนตนติดคุก 10 คน เพราะทำธุรกิจเป็นการเมือง หลายคนเป็นคนดีไม่ควรเจอชะตากรรม แต่เพราะเกรงใจลูกพี่ ก็มีอันเป็นไปอย่างน่าเสียดาย บทเรียนเหล่านี้มีค่ายิ่งสำหรับนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ที่ดำเนินการภารกิจของบ้านเมืองต่อไปในอนาคต
นายชวนกล่าวว่า ที่ย้ำเรื่องการเลือกปฏิบัติ เพราะคิดว่าเป็นโอกาสอันดี เมื่อเราได้นายกฯคนนี้มา อย่างน้อยที่สุดคิดว่าท่านจะมีความเข้าใจ บาป บุญ คุณ โทษ เพราะท่านมาจากขอบครัวที่ดีงาม ท่านคงรู้ว่าคนที่ถูกเอาเปรียบ คนที่ถูกเลือกปฏิบัตินั้นนอกเหนือจากขัดต่อหลักประชาธิปไตยแล้ว เราไม่ควรมองข้ามละเลยไป ตนเสนอว่าท่านควรทบทวนเหตุการณ์นี้ตามคามเป็นจริง ชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นในพื้นที่ที่ถูกเลือกปฏิบัติ และขอความกรุณานายกฯศึกษาตามความเป็นจริง ไม่ต้องเชื่อตนทั้งหมด แล้วหาทางแก้ไข เพื่อให้เกิดสิ่งที่ดีงาม เพราะได้แถลงไว้ในนโยบายตั้งแต่ต้นว่า ครม.จะมุ่งมั่นสร้างความสามัคคี ปรองดอง ให้เกิดขึ้นในสังคมไทย ในการพัฒนาเศรษฐกิจสังคม และการเมืองการปกครองของประเทศให้ก้าวหน้าเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนชาวไทย ซึ่งตนประทับใจว่าความสามัคคีปรองดอง จะเกิดได้ก็ต่อเมื่อประชาชนเขาได้รับการปฏิบัติโดยเสมอกัน ไม่ถูกเลือกปฏิบัติอันเกิดจากความคิดทางการเมืองที่ต่างกัน
นายชวนกล่าวต่อว่า ตนตรวจสอบนโยบายด้วยความตั้งใจเพราะเป็นเรื่องสำคัญ ขอให้ตัวเลขว่าด้วยหลักนิติธรรม 7,520 คือชีวิตที่เสียไปในภาคใต้ในเหตุการณ์ความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ระหว่างปี 47-66 สถานการณ์ใน 3 จังหวัดมีนโยบายอย่างไร ซึ่งในเอกสารแถลงนโยบายรัฐบาล 14 หน้าไม่มีเขียนไว้ คงจะอยู่ในภาคผนวกเป็นครั้งแรกนับแต่ปี 48 เป็นต้นมา นโยบายความสงบไม่มีการพูดถึง แม้นายกรัฐมนตรีจะกล่าวถึงในวันโปรดเกล้าฯ ครม.เล็กน้อย แต่ถ้าเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ ทำไมไม่เขียนไว้ใน 14 หน้า
ทั้งนี้ วันที่ 8 เมษายน 2544 เป็นจุดเริ่มต้นนโยบายแก้ไขปัญหาความไม่สงบในภาคใต้ นโยบายละเมิดหลักนิติธรรม คือ คนร้ายไม่เกิน 20 คน จัดการเดือนละ 10 คน สองเดือนก็หมด คำว่าจัดการท่านเข้าใจดี วันหนึ่งตนไปงานนายอนุศาสน์ สุวรรณมงคล ส.ว. ไปตลาดโต้รุ่งได้ยินว่าเกิดเหตุยิงกัน ซึ่งเมื่อไปถึงพบ 3 ศพ ที่สุดกลุ่มอาร์เคเคเกิดขึ้น จนถึงวันที่ 4 มกราคม 2547 เป็นเวลาเกือบ 3 ปี เกิดปล้นอาวุธสงครามในค่ายทหาร และอาวุธเหล่านั้นคนร้ายใช้ทำร้ายประชาชนและเจ้าหน้าที่ จำนวน 7,520 คน
นายชวนกล่าวต่อว่า เป็นความจริงที่ต้องยอมรับ ถ้าเราจะแก้ปัญหาเพราะในที่สุดการที่ฝ่ายบริหารเป็นผู้ตัดสินแทนศาลเป็นที่มาที่ทำให้ต้องแก้รัฐธรรมนูญมาตรา 3 วรรคสอง ขึ้นมา ซึ่งผลพวงยังปรากฏอยู่ทุกวันนี้ ทั้งนี้ เชื่อว่านายกฯตั้งใจแก้ปัญหา จริงอยู่ที่เราไม่สามารถประเมินตัวเลขได้ว่าเราจะลดผู้เสียชีวิตเท่าไหร่ แต่เราต้องพยายามทำให้ได้ และคำแนะนำที่ดีที่สุดในช่วงที่วิกฤตเกิดขึ้นคือพระบรมราโชวาทในหลวงที่ทรงแนะนำว่าเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา กล่าวคือเราจะใช้วิธีการแก้แค้นด้วยวิธีการแก้กฎหมาย อาจจะสะใจสำหรับคนบางกลุ่มแต่มันเป็นที่มาของปัญหา
นายชวนกล่าวว่า ดังนั้น เราจำเป็นต้องยึดว่าพุทธทำผิด ตำรวจสอบ อัยการฟ้อง ศาลตัดสิน มุสลิมทำผิดก็เช่นเดียวกัน อย่าให้ฝ่ายบริหารตัดสิน ทั้งนี้ ดีใจที่เห็นว่าท่านเขียนเรื่องนี้ไว้ แต่ก็วิตกว่าจะแก้ปัญหานั้นไม่ได้ ถ้าเราไม่รู้ความจริงว่าเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นและมีผลมาจนถึงทุกวันนี้จากนโยบายที่ผิดพลาดในวันที่ 8 เมษายน 2544 แม้กระทั่งมีการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายกรัฐมนตรี 2 วัน ตำรวจก็เสียชีวิตไปแล้ว 4 นาย เราต้องหาทางแก้ไขเรื่องนี้ด้วยการยึดหลัก เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา ไม่มีอะไรดีไปกว่าเรื่องนี้
“หากปฏิบัติตามนี้ผมเชื่อว่า ท้ายที่สุดจะสามารถคลี่คลายปัญหาได้ และขอให้ตั้งใจทำ พร้อมทั้งขอให้กำลังใจคนที่ตั้งใจทำงานเพื่อส่วนรวมด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตแล้วท่านนายกรัฐมนตรีก็จะปลอดภัยเมื่อครบ 4 ปีหรือไม่ครบก็ตาม โดยไม่ต้องติดคุกอันเกิดจากการทุจริตไม่อยู่ในกลุ่มโคตรโกง โกงทั้งโคตร ขออวยพรให้ท่านประสบความสำเร็จ” นายชวนกล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่นายชวนอภิปราย ได้ถูก ส.ส.พรรค พท.ประท้วงเป็นระยะ ทั้งนายอดิศร เพียงเกษ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ประท้วงว่า นี่เป็นการแถลงนโยบาย ขอให้พูดเรื่องนโยบาย ห้ามพูดความหลัง ส่วน น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ประท้วงว่า พูดจาส่อเสียดและไม่อยู่ในประเด็นที่อภิปรายเรื่องคำแถลงนโยบายของรัฐบาลในวันนี้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเกิดมากว่า 20 ปีแล้ว ผู้อภิปรายพูดจาซ้ำไปซ้ำมา แต่นายวันมูหะมัดนอร์ก็วินิจฉัยให้นายชวนพูดต่อ เพราะอยู่ในประเด็น เป็นการทักท้วงเรื่องนโยบาย

