‘ไอติม’ ตั้ง 4 คำถาม ท้าประชุม ครม.นัดแรก กล้ามีมติจัดทำ รธน.ฉบับใหม่หรือไม่

12.09.23 | 23:09 น.

‘ไอติม’ ตั้ง 4 คำถาม ท้าประชุม ครม.นัดแรกพรุ่งนี้ กล้ามีมติจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ซัด ‘เศรษฐา’ จากนายเป็นนายกฯ เพิ่ม ก. ตัวเดียว จุดยืนเปลี่ยนราวฟ้ากับเหว

เมื่อวันที่ 12 กันยายน ที่รัฐสภา มีการประชุมร่วมรัฐสภา ที่มีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา เป็นประธานการประชุม เพื่อให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) แถลงนโยบายต่อรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 162 เป็นวันที่สอง โดยเมื่อเวลา 21.52 น. นายพริษฐ์​ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ขึ้นอภิปรายว่า ตนไม่เชื่อว่ารัฐบาลจะยอมให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน เพราะคำแถลงนโยบายและวิเคราะห์ทุกคำพูดที่อยู่ในเอกสาร และคำพูดที่ตกหล่นขาดหายไป ตนเห็นชัดว่าอาการที่ตนเรียกว่าเป็นอาการของรัฐที่ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงไม่ว่าจะเป็นในส่วนของรัฐธรรมนูญที่ไม่ยอมให้ประชาชนมีอำนาจในการเขียนใหม่ทั้งฉบับ ที่พวกเราเคยได้ข้อสรุปร่วมกันแล้วว่า ประเทศนี้จำเป็นต้องมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะหากเราย้อนไปเดือน พฤศจิกายน 2563 ทุกฝ่ายในรัฐสภาทั้ง ส.ส.และ ส.ว.ได้ร่วมกันลงมติด้วยคะแนนเห็นชอบคิดเป็น 88 เปอร์เซ็นต์ของสมาชิกรัฐสภาเพื่อรับหลักการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่จะนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ดังนั้น เป้าหมายของรัฐบาลชุดนี้เรื่องรัฐธรรมนูญไม่ควรจะมีอะไรซับซ้อนไปกว่าเดินหน้าไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่มีความชอบธรรมทางประชาธิปไตย แต่หากนำนโยบายแก้รัฐธรรมนูญของนายเศรษฐา และพรรคเพื่อไทยที่หาเสียงไว้ก่อนการเลือกตั้ง และจัดทำเป็นเอกสารที่ส่งไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)​ เมื่อเดือนเมษายน 2566 มาเปรียบเทียบกับนโยบายแก้รัฐธรรมนูญที่ปรากฏอยู่ในคำแถลงนโยบายทั้งหมด 7 บรรทัด 94 คำ

นายพริษฐ์​ กล่าวต่อว่า จะเห็นชัดว่าจุดยืนและนโยบายของนายเศรษฐา กับนายกรัฐมนตรีเศรษฐานั้นมีความแตกต่างกันราวฟ้ากับเหวอย่างน้อย 4 คำถามสำคัญคือ 1.ตกลงแล้วรัฐบาลจะสนับสนุนให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ สมัยเป็นนายเศรษฐา คำตอบชัดเจนตรงไปตรงมาว่าท่านสนับสนุนให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่พอกลายมาเป็นนายกรัฐมนตรีเศรษฐา กลับไม่ให้คำมั่นสัญญานั้น เหลือแค่เพียงบอกว่าจะหารือแนวทางในการจัดทำรัฐธรรมนูญ สิ่งเดียวที่ดูเหมือนจะให้สัญญาคือท่านบอกว่าจะทำให้คนไทยได้มีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น และถึงแม้นายกฯนั่งอยู่เฉยๆ ไม่แตะรัฐธรรมนูญเลย ภายในระยะเวลาไม่ถึง 9 เดือน คนไทยก็จะได้รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้นโดยอัตโนมัติอยู่ดี เนื่องจากบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญปี 60 เนื้อหาหลายส่วนที่ขัดกับมาตรฐานประชาธิปไตยสากลนั้นจะหมดอายุไปตามกาลเวลาในเดือนพฤษภาคม 2567

นายพริษฐ์กล่าวต่อว่า ดังนั้น ตนจำเป็นต้องทวงถามนายกฯอย่างตรงไปตรงมาว่าตกลงแล้วท่านยังสนับสนุนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ หรือพอได้ประโยชน์จากรัฐธรรมนูญ 60 ทำให้ท่านได้เป็นนายกฯถึงทุกวันนี้จุดยืนจึงเปลี่ยนแปลงไป 2.ตกลงรัฐบาลจะให้ใครมาจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สมัยเป็นนายเศรษฐา ยืนยันชัดเจนตรงไปตรงมาว่าคนที่จะให้มาจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นคือสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ตนเห็นอย่างนี้ตั้งแต่ก่อนเลือกตั้งก็สบายใจ แต่พอมาช่วงหลังนายกฯเริ่มเงียบ เกี่ยวกับรูปแบบ ส.ส.ร. ตนก็กังวลว่าท่านกำลังจะกลับลำ จากการสนับสนุนส.ส.ร. ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนมาเป็นรูปแบบของ ส.ส.ร. ที่มีส่วนผสมของการแต่งตั้ง เพื่อเปิดช่องให้เครือข่ายอำนาจเดิมที่หนุนรัฐบาลท่าน และเคยหนุนรัฐบาลก่อนหน้า เข้ามาแทรกแซงควบคุมและล็อกสเปก ส.ส.ร. หากทำสำเร็จในการล็อกสเปก ส.ส.ร. ก็ไม่อยากที่จะล็อกสเปกเนื้อหาให้ไม่มีความก้าวหน้าขึ้นกว่าเดิม และไม่มีความแตกต่างจากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน มาถึงวันนี้ในเอกสารคำแถลงนโยบายไม่ปรากฏคำว่า ส.ส.ร. แม้แต่ครั้งเดียว

“จึงขอถามนายกฯ ว่าตกลงยังจะให้มี ส.ส.ร. มาจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ หรือจะปล่อยให้อำนาจในการจัดทำรัฐธรรมนูญ ตกลงเป็นรัฐสภาแห่งนี้ ซึ่ง 1 ใน 3 ประกอบไปด้วย ส.ว.ที่มาจากการแต่งตั้งและมีผลงานอันเป็นที่ประจักษ์ ในการขัดขวางแก้ไขรัฐธรรมนูญตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ถ้าปล่อยให้เป็นเช่นนั้น ผมรับประกันว่าแม้ประเทศเราจะมีการเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก็จะเป็นรัฐธรรมนูญที่ใหม่แค่ชื่อ แต่เนื่อหาและหน้าตาคล้ายคลึงกับรัฐธรรมนูญของระบอบประยุทธ์” นายพริษฐ์ กล่าว

Advertisement

นายพริษฐ์กล่าวต่อว่า 3.ตกลงรัฐบาลจะล็อกเนื้อหาอะไรบ้างในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สมัยเป็นนายเศรษฐา ท่านพร้อมมากที่จะให้เกียรติประชาชนในการให้อำนาจ ส.ส.ร. ที่มาจากการเลือกตั้ง ไปพิจารณาและถกเถียงเนื้อหาในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยมีเงื่อนไขข้อเดียวที่ขอคงรูปแบบการปกครองในระบอบประชาธปิไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข แต่พอแถลงต่อรัฐสภา นอกจากล็อกรูปแบบการปกครองแล้ว ยังเพิ่มว่าจะไม่แก้ไขหมวด 1 ความมั่นแห่งรัฐ และหมวด 2 สถาบันพระมหากษัตริย์ และเห็นว่านายกฯกังวลเกินเหตุ ที่อาจจะกลายเป็นจุดชนวนที่หวนมากระทบระบอบประชาธิปไตยที่พวกเราพพยายามจะปกป้อง และ 4.การแก้รัฐธรรมนูญรัฐบาลจะเริ่มต้นอย่างไร เพราะสมัยเป็นนายเศรษฐา พรรคท่านแถลงไว้อย่างชัดเจนว่าในการประชุม ครม.นัดแรก จะมีมติออกมาเพื่อให้เดินหน้าจัดทำประชามติ และนับหนึ่งสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่พอมาเป็นนายกรัฐมนตรีเศรษฐา แม้จะบอกว่าเป็นเรื่องเร่งด่วน แต่ในเอกสารกลับไม่มีเรื่องนี้เลย

นายพริษฐ์ กล่าวด้วยว่า ดังนั้น นายกรัฐมนตรียืนยันได้หรือไม่ว่า การประชุม ครม.นัดแรกในวันพรุ่งนี้ (13 กันยายน) จะออกมติ ครม. จัดทำประชามติเพื่อแก้รัฐธรรมนูญ และยืนยันได้หรือไม่ ว่าคำถามที่ใช้ในประชามติจะเป็นคำถามที่ยืนยันหลักการว่าต้องมีการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ และมี ส.ส.ร.ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน หากวันนี้ท่านยังไม่พร้อมลุกเพื่อยืนยันว่าจะเดินหน้าตามจุดยืนเดิมที่เคยประกาศไว้ ตนขออนุญาตไม่เชื่อว่านายกรัฐมนตรีคนนี้จะพาเราไปสู่จุดหมายสู่รัฐธรรมนูญที่มีความชอบธรรมทางประชาธิปไตย ไม่น่าเชื่อว่าการเติมตัวอักษร ก. เพียงตัวเดียว จากนายเศรษฐาเป็นนายกฯเศรษฐาจะทำให้จุดยืนเปลี่ยนแปลงไป ประชาชนคงต้องวิเคราะห์เองว่าตัวอักษร ก. ที่เพิ่มนั้นย่อมาจากอะไร

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า สำหรับตน ย่อมาจากคำว่ากลัวและเกรงใจที่จะอธิบายความรู้สึกที่ท่านมีต่อพรรคร่วมรัฐบาล และเครือข่ายอำนาจเดิมที่ทำให้นายเศรษฐาได้เป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ จนทำให้ไม่กล้าผลักดันวาระการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของประชาชนตามที่เคยได้ให้สัจจะไว้