วลีว่าด้วย “รัฐบาลของประชาชน” ซึ่งติดอยู่ที่สองริมฝีปากของ นายเศรษฐา ทวีสิน ในฐานะ “นายกรัฐมนตรี” นับแต่ได้มติจำนวน 482 เสียงจากที่ประชุมรัฐสภามากด้วย “ความหมาย”
มิได้เป็นความหมายในลักษณะที่ “สร้างขึ้นเอง” หากแต่มีรากฐานมาจาก “ความเป็นจริง”
มิได้เป็นความจริงจากจำนวน 141 เสียงแห่ง พรรคเพื่อไทย มิได้เป็นความจริงจากจำนวน 141 เสียงอันมี 10.5 ล้านคะแนนเสียงจากทั่วประเทศรองรับ
หากแต่ยังเป็นจำนวนคะแนน จำนวนเสียงจาก พรรคภูมิใจไทย พรรคพลังประชารัฐ พรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคชาติพัฒนากล้า
ยิ่งกว่านั้น ยังได้เสียงจาก “สมาชิกวุฒิสภา” อย่างท่วมท้นอันชัดถ้อยชัดคำและก้องกังวานจาก พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา อย่างมีนัยสัมพันธ์แนบแน่นอยู่กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
ประโยคที่ว่า “รัฐบาลของประชาชน” อันเปล่งออกจากปาก นายเศรษฐา ทวีสิน จึงมิได้ดำรงอยู่อย่างเลื่อนลอย ว่างเปล่า หากแนบแน่นอยู่กับเสียงอันประชาชนได้เลือกมาอย่างเป็นรูปธรรม
นายเศรษฐา ทวีสิน จึงมีความชอบธรรมที่จะเปล่งประกาศ
ขณะเดียวกัน ภายในสถานะอัน นายเศรษฐา ทวีสิน ได้มาสามารถประกาศประโยคที่ว่า “รัฐบาลของประชาชน” และรวมถึงประโยคที่ว่า “นายกรัฐมนตรีของประชาชน” อันถือว่าเป็น “จุดแข็ง”
กระนั้น บนฐานแห่งคำว่า “ประชาธิปไตย” ที่ถือว่า “จุดแข็ง” ในทางการเมืองก็ดำรงอยู่อย่างมีการตรวจสอบ
ยืนยันด้วยว่าภายใน “จุดแข็ง” ก็อาจพลิกเป็น “จุดอ่อน”
หากติดตามบทบาทของ พรรคก้าวไกล หากติดตามบทบาทของ พรรคไทยสร้างไทย หากติดตามบทบาทของ พรรคเป็นธรรม หรือหากติดตามบทบาทของ พรรคประชาธิปัตย์ ก็จะสัมผัสได้
เพียงแต่พรรคเหล่านี้อันถือว่าเป็น “ฝ่ายค้าน” อยู่ในสภาพที่ไม่อาจเทียบเคียงได้ในเรื่องของ “ปริมาณ” ในเรื่อง “จำนวน” แต่ในกระบวนการตรวจสอบก็ดำเนินไปด้วยความซับซ้อน
เพียงเปล่งคำว่า “เชษฐา” แทนคำว่า “เศรษฐา” ก็ละเอียดอ่อน
ตลอด 2 วันแห่งการแถลงนโยบาย ของ “รัฐบาลของประชาชน” จึงสะท้อนทั้ง “การตรวจสอบ” และ “การทดสอบ” อันมาพร้อมกับท่วงทำนองและลีลาหลากหลาย
ส่งสัญญาณโดยตรงไปยัง “รัฐบาลของประชาชน”
เป็นความละเอียดอ่อนและเหลื่อมซ้อนแม้กระทั่งนิยามที่ใกล้เคียงกันเป็นอย่างยิ่ง ระหว่างคำ “ตระบัดสัตย์” และคำ “โกหก” ว่าแท้จริงแล้วคืออะไรกันแน่
อาจเป็นเรื่องใหม่จากมุมของ นายเศรษฐา ทวีสิน แต่ก็คือความจริงที่ดำรงอยู่ในทางการเมือง

