มติชนXเดลินิวส์ จับมือทำโพลรอบ 2 ‘รัฐบาลเศรษฐาควรแก้ปัญหาอะไร?’ จัดเต็ม 1 เดือน เริ่ม 1 ต.ค.นี้
เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 13 กันยายน ที่ชั้น 8 อาคารเดลินิวส์ ถนนวิภาวดีรังสิต เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ หนังสือพิมพ์มติชน ร่วมกับหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ แถลงข่าวการจัดทำโพล “มติชน X เดลินิวส์” หลังได้รัฐบาลชุดใหม่ที่นำโดย นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พรรคเพื่อไทย
โดยมี น.ส.ปานบัว บุนปาน กรรมการผู้จัดการบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน), นายปราปต์ บุนปาน รองกรรมการผู้จัดการสายเทคโนโลยีและดิจิทัลมีเดีย บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน), นางประพิณ รุจิรวงศ์ และนายปารเมศ เหตระกูล กรรมการบริหาร หนังสือพิมพ์เดลินิวส์และเดลินิวส์ ออนไลน์, ผศ.อัครพงษ์ ค่ำคูณ อดีตคณบดีวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แถลงรายละเอียดความร่วมมือในการทำโพลครั้งนี้
ภายหลังจากที่สื่อ 2 สำนักใหญ่ร่วมกันจัดทำ โพลเลือกตั้ง 66 “มติชน X เดลินิวส์” ได้รับผลตอบรับเกินคาด สะท้อนผลการเลือกครั้งประวัติศาสตร์ 14 พฤษภาคม 2566 ได้อย่างแม่นยำ โดยเปิดทางออนไลน์ทุกแพลตฟอร์มของสื่อเครือมติชนและเดลินิวส์ทั้งข่องทางเว็บไซต์และสแกนคิวอาร์โค้ด บนหนังสือพิมพ์เพื่อร่วมโหวต สำหรับการทำโพลครั้งนี้ “มติชน X เดลินิวส์ : รัฐบาลเศรษฐา ควรแก้ไขปัญหาอะไร” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 1-31 ตุลาคมนี้ เพื่อสะท้อนเสียงความต้องการของประชาชนว่าต้องการให้แก้ไขปัญหาอะไรก่อน ระหว่าง 1.การเมือง 2.เศรษฐกิจ ปากท้อง

นางประพิณ รุจิรวงศ์ กรรมการบริหารหนังสือพิมพ์เดลินิวส์และเดลินิวส์ออนไลน์ กล่าวถึงเหตุผล และจุดมุ่งหมายในการกลับมาทำโพลร่วมกับเครือมติชนอีกครั้งว่า เมื่อช่วงก่อนการเลือกตั้ง 14 พฤษภาคม 2566 เดลินิวส์และมติชน ได้ผนึกกำลังสร้างปรากฏการณ์ครั้งประวัติศาสตร์ ผ่าน ‘เดลินิวส์ X มติชน โพลเลือกตั้ง 66’ ด้วยการเปิดให้ประชาชนร่วมโหวตผ่านช่องทางออนไลน์ทุกแพลตฟอร์ม ของสื่อเดลินิวส์มติชน 2 ครั้ง โดยมีผู้เข้าร่วมโหวต 170,000 ราย ซึ่งผลโพลได้ทำหน้าที่สะท้อนฉันทามติในกลุ่มประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง อย่างแม่นยำ
ดังนั้น ในวันที่รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน ได้แถลงนโยบายบริหารราชการแผ่นดิน และเข้ามาบริหารประเทศอย่างเต็มตัว ก็คงได้เวลาที่เราควรจะจับมือกันเพื่อทำโพล “เดลินิวส์ x มติชน : รัฐบาลเศรษฐา ควรแก้ไขปัญหาอะไร” ในการสะท้อนเสียงของประชาชนส่งกลับไปที่รัฐบาล และสภาผู้แทนราษฎรว่าอะไรคือความคาดหวังที่แท้จริงของประชาชน ที่ต้องการให้รัฐบาลลงมือทำและอยากเห็นฝ่ายค้าน ติดตามตรวจสอบได้อย่างตรงจุด ตรงประเด็นมากขึ้น
“เป็นที่กล่าวกันว่า เสรีภาพคือการที่ประชาชนสามารถส่งเสียงไปถึงรัฐบาลได้ ประชาธิปไตยคือการที่ผู้แทนราษฎรและรัฐบาล รับฟังเสียงเหล่านั้น ดังนั้นเสียงจากประชาชนที่จะเกิดขึ้นจากโพล ‘เดลินิวส์ x มติชน : รัฐบาลเศรษฐา ควรแก้ไขปัญหาอะไร’ ครั้งนี้ จะสามารถเป็นตัวแทนความต้องการของประชาชนได้อย่างมีน้ำหนัก ดังเช่นได้เคยแสดงให้ปรากฏในการทำโพลเลือกตั้งมาแล้ว และจะเป็นเสียงที่ทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้านสามารถรับฟังเพื่อเป็นประโยชน์” นางประพิณกล่าว

ด้าน นายปารเมศ เหตระกูล กรรมการบริหารหนังสือพิมพ์เดลินิวส์และเดลินิวส์ออนไลน์ กล่าวถึงประโยชน์ที่รัฐบาลและประชาชนจะได้รับจากการร่วมทำโพลครั้งนี้ว่า ประเทศไทยมีรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารแล้ว หลังจากการเลือกตั้งผ่านไปเกือบ 4 เดือน หมายความว่าประเทศเราจะได้เริ่มเดินหน้าอีกครั้ง
“ท่ามกลางปัญหาและความท้าทายต่างๆ ที่รออยู่เยอะ สำหรับผม คิดว่ารัฐบาลนี้น่าจะเหนื่อยอยู่ ดังนั้น สื่อทั้ง 2 ค่าย เดลินิวส์และมติชน จึงขออาสาเดินหน้าถามประชาชนอีกครั้งว่าอะไรคือปัญหาที่อยากให้แก้ไขกันจริงๆ เพื่อให้รัฐบาลรับทราบ จัดการนโยบายให้ตรงจุด เพราะประเทศไปต่อได้เมื่อมีการสะท้อนความเห็นต่อกันบนพื้นที่สาธารณะ สื่อทั้งสองก็อยากเป็นกระบอกเสียงให้ประชาชน” นายปารเมศเผย
นายปารเมศกล่าวต่อไปว่า ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา เราจะเห็นนายกรัฐมนตรีเดินพบปะกับประชาชน หลายกลุ่ม แทบจะทุกระดับชั้นในหลายพื้นที่ สะท้อนให้เห็นความต้องการที่จะรับฟังเสียงจากภาคส่วนต่างๆ
แต่อย่างไรก็ตาม “เดลินิวส์ x มติชน : รัฐบาลเศรษฐา ควรแก้ไขปัญหาอะไร” จะเป็นเสียงเรียกร้องที่มาโดยธรรมชาติเปิดกว้างแทบจะทุกพื้นที่และทุกระดับ ที่ต้องการมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นในการทำงานของรัฐบาล ฝ่ายค้านและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจริงๆ และนี่ก็คือความหมายที่แท้จริงของพื้นที่สาธารณะ
เดลินิวส์เป็นกลุ่มสื่อที่ก่อตั้งมากว่า 60 ปี มีเครือข่ายคนทำงานขาวกองบรรณาธิการและกลุ่มผู้อ่านผู้ติดตามทั่วประเทศ เราจึงมีโอกาสได้สัมผัสความรู้สึกความเดือดร้อนความต้องการที่เกิดขึ้นในวงกว้างอยู่ตลอดเวลา และพร้อมที่จะเป็นสื่อกลางร่วมกับมติชน ในการสะท้อนสิ่งเหล่านี้ ให้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการเดินหน้าประเทศไทย” นายปารเมศกล่าว
วาระสำคัญของแคมเปญ มี 3 คีย์เวิร์ด คือ 1.รัฐบาล 2.ปัญหา และ 3.ประชาชน ทั้งสามสิ่งสะท้อนกันไปมา รัฐบาลต้องฟังเสียงประชาชนถึงจะแก้ไขปัญหาได้ และประชาชนต้องสะท้อนปัญหาอย่างถูกจุด โดยหน้าที่การสะท้อนปัญหาครั้งนี้ มติชนและเดลินิวส์จะร่วมกัน สร้างพื้นที่ในการสะท้อนความเห็นกลับไปสู่ผู้นำและรัฐบาลใหม่

น.ส.ปานบัว บุนปาน กรรมการผู้จัดการ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงกิจกรรมในมิติต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นหลังจากแถลงข่าว
น.ส.ปานบัวกล่าวว่า สาระสำคัญของแคมเปญนี้ ประกอบไปด้วย 3 คีย์เวิร์ด คือ “รัฐบาล ปัญหา ประชาชน” โดยองค์ประกอบทั้ง 3 สิ่งนี้ สะท้อนกันไป-มา ซึ่งเป็นเรื่องจำเป็นอย่างมากที่รัฐบาลต้องฟังเสียงประชาชนจึงจะแก้ปัญหาได้ และการที่ประชาชนจะได้รับการแก้ปัญหาที่ถูกจุดนั้น ก็ต้องสะท้อนปัญหาที่แท้จริงกลับมาให้ได้ หน้าที่ของสื่อในวันนี้ การที่เดลินิวส์จับมือร่วมกันกับมติชน ก็เพื่อสร้างพื้นที่ในการสะท้อน
ความเห็นไปสู่ผู้นำ ผู้มีอำนาจ และรัฐบาลชุดใหม่
วันนี้เป็นวันแรกในการแถลงข่าวร่วมกัน แต่ความจริงเรามีคณะที่จะมีส่วนร่วมในการทำโพลอีกประมาณ 2 สำนัก ซึ่งจะเปิดเผยก่อนวันทำโพล หรือประมาณสิ้นเดือนนี้ โดยเป็นสำนักทางด้านรัฐศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ หลังจากนั้นจะเป็นช่วงเวลาของการทำโพล 1 เดือนเต็ม ตั้งแต่ 1-31 ตุลาคมนี้ ระหว่างทางก็จะมีการเผยแพร่ข่าว เชิญชวนให้มาร่วมแสดงความเห็น สะท้อนความตื่นตัวที่เกิดขึ้นอย่างเต็มที่ของทั้ง 2 สื่อ
“เพราะว่าความจริงแล้ว ‘ความเห็น’ ไม่ได้กระจุกอยู่เพียงแค่กรุงเทพฯ แต่กระจายไปทั่วประเทศ อยู่ตามท้องถิ่น อยู่ตามชุมชน ตลอดทั้งเดือนก็น่าเป็นการทำให้เกิดการตื่นตัว ตระหนักทางการเมืองขึ้นมาอีกระลอก หลังจากนั้นเมื่อมีการปิดโพล ก็จะชี้ผลโพลได้ทันที เผยแพร่ทั้งสิ่งพิมพ์และออนไลน์ ปิดท้ายแคมเปญนี้ด้วยเวทีครั้งใหญ่ของเรา วิเคราะห์ผลโพลที่ออกมา” น.ส.ปานบัว กล่าว
น.ส.ปานบัวกล่าวอีกว่า ณ ปัจจุบันนี้ยังไม่มีใครทราบว่าผลโพลจะออกมาเป็นเรื่องการเมือง หรือเศรษฐกิจ ความเห็นของเราอาจจะเป็นการเมือง แต่ความเห็นของประชาชนทั่วประเทศ ยังไม่มีใครทราบ ล้วนแล้วแต่เป็นความเห็นส่วนบุคคลทั้งนั้น
“โพลนี้จะเป็นกระดาน เป็นการเปิดเวทีที่จะนำไปสู่การวิเคราะห์ กระทั่งนำปัญหาที่ปรากฏขึ้นมาขยาย รวมถึงให้แนวทางในการแก้ไข คือสิ่งที่จะเกิดขึ้น” น.ส.ปานบัวเผย

น.ส.ปานบัวกล่าวอีกว่า ถ้าหากรัฐบาลเข้มแข็ง ฝ่ายค้านเข้มแข็ง สิ่งที่ต้องการคือภาคประชาชนเข้มแข็ง จึงอยากให้ประชาชนมีบทบาทตื่นตัว
ทางการเมือง
“เราเห็นการตื่นตัวทางการเมืองเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากในช่วงก่อนการเลือกตั้ง และหลังการเลือกตั้ง ก็ยังสูงอยู่ แต่เมื่อตั้งรัฐบาลเสร็จทำไมการตื่นตัวลดวูบ คิดว่าวิถีประชาธิปไตยไม่ต้องรอรอบใหม่ หน้าที่ของสื่อคือ รัฐบาลเข้มแข็ง ฝ่ายค้านน่าจับตามอง ภาคประชาชนส่งเสียง สื่อทำหน้าที่เต็มที่ในการเป็นกระดานสะท้อนจุดนี้
หลายคนคิดว่า สิทธิและเสียงของเราหมดไปตั้งแต่เลือกตั้ง หมดอย่างสิ้นเชิงเมื่อตั้งรัฐบาลเรียบร้อย ความจริงไม่ใช่ สิทธิและเสียงยังอยู่ ไม่น้อยกว่าเดิม ถ้าเรามีส่วนร่วมในการสะท้อนความคิดเห็นกลับไปสู่รัฐบาล” น.ส.ปานบัวกล่าว
และว่า
สุดท้าย ตนเชื่อมั่นว่ารัฐบาลที่ดีคือรัฐบาลที่ฟังเสียงประชาชนแล้วแก้ไขปัญหาได้ถูกจุด ไม่ว่าจะประกาศอะไรไว้ เมื่อเข้ามาสู่การรับตำแหน่งอยู่ในวาระจริง สิ่งที่ควรจะเกิดขึ้นคือฟังเสียงประชาชนอย่างสม่ำเสมอ ตลอดเวลาที่อยู่ในวาระ
“เพราะไม่ว่ารัฐบาลใดก็ตาม อยู่ได้ด้วยประชาชน พิสูจน์ตัวเองได้โดยการที่รับฟังปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน นำมาแก้ไข เป็นหน้าที่ของรัฐบาลและเป็นความคาดหวังของประชาชนจริงๆ
หวังว่าการทำแคมเปญในครั้งนี้ จะนำไปสู่การตื่นตัวทางการเมืองอีกระลอก เป็นประโยชน์กับประชาชนอย่างสูงสุด สะท้อนปัญหาที่กระทบตามความเป็นจริงออกมา ซึ่งจะเป็นผลดีกับทุกฝ่ายทั้งในฝ่ายการเมืองด้วย ไม่ว่านโยบายของรัฐบาลจะเป็นอย่างไร เมื่อผลออกมา ก็อาจจะปรับจูนนโยบาย แก้ปัญหาที่ภาคประชาชนเดือดร้อนอย่างเร่งด่วนได้”
“ในส่วนของสื่อเอง เรากระตุ้นเสมอว่าเมื่อประชาชนไม่แผ่ว เราก็ต้องไม่แผ่ว กิจกรรมการมีส่วนร่วมที่เกิดขึ้น คือวิถีของประชาธิปไตย ที่เข้มแข็งที่สุดและเป็นปกติที่สุด แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ตรวจสอบกันตามปกติจริงๆ ซึ่งการที่จะอยู่ได้ด้วยวิถีประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง เราต้องเรียกร้องกันตั้งแต่วันนี้ กิจกรรมการมีส่วนร่วมควรทำให้เป็นปกติ
โพลนี้มีประโยชน์ที่สุดเพราะกระดานใหญ่สุด ครั้งที่แล้วประมาณ 170,000 ราย การจะทำได้ต้องเป็นกลุ่มสื่อประมาณมติชนและเดลินิวส์ร่วมกันสะท้อนขึ้นมา หากใครมองข้อดีเป็น ก็สามารถนำไปปรับจูนนโยบายอะไรได้อีกมาก เชื่อว่าสิ่งที่เราทำจะเป็นประโยชน์สูงสุดกับทุกคนทุกฝ่าย ในครรลองของประชาธิปไตย” น.ส.ปานบัวกล่าวทิ้งท้าย

ด้าน นายปราปต์ บุนปาน รองกรรมการผู้จัดการสายเทคโนโลยีและดิจิทัลมีเดีย บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงความสำคัญในการสะท้อนความรู้สึกของประชาชนหลังการจัดตั้งรัฐบาลทั้งการเมืองและเศรษฐกิจว่า ตนขอพูดหลักๆ 3 ประเด็น
ประเด็นแรก จากประสบการณ์ที่เราได้ทำโพล 2 ครั้ง เมื่อช่วงก่อนเลือกตั้ง 2566 เราเห็นจุดเด่นของโพลซึ่งมติชนและเดลินิวส์ทำร่วมกัน ภาษาทางเทคนิคก็น่าจะเรียกได้ว่า ‘ระบบหลังบ้าน‘ ซึ่งช่วยให้เราสามารถเก็บข้อมูลเชิงลึกของผู้มาสำรวจความเห็นได้ โดยหลักๆ ทำให้เราเห็นโครงสร้างประชากร ไม่ว่าจะเป็นอายุ เพศสภาพ รวมถึงพื้นที่หรือจังหวัดของผู้มาตอบแบบสอบถาม
“มาถึงโพลอันล่าสุดที่เราจะทำ ถามถึงปัญหาที่ประชาชนต้องการให้รัฐบาลเข้ามาแก้ไข เป็นเครื่องมือที่ดีที่จะทำให้เราเห็นความละเอียดซับซ้อนของปัญหา และเห็นลักษณะเฉพาะของปัญหาของคนแต่ละกลุ่มมากขึ้น นี่คือจุดเด่นแรก ซึ่งเราจะช่วยกันวิเคราะห์ผล” นายปราปต์กล่าว
นายปราปต์กล่าวต่อว่า ประเด็นที่ 2 ขอขยายความในแง่ความเป็นโพล จาก 2 ครั้งแรกที่มติชนและเดลินิวส์ทำร่วมกันก่อนเลือกตั้ง เป็นเหมือนการสำรวจความนิยม ที่ประชาชนมีต่อนักการเมืองและพรรคการเมือง ลักษณะของโพลนั้นจะมีน้ำหนักคล้าย ‘ประชามติ‘ เป็นการถามเพื่อให้ประชาชนตัดสินในเรื่องใหญ่ๆ ด้วยคำถามที่เรียบง่าย

“คำถามหลักของเรามีแค่ 1-2 ข้อ ประชาชนตอบได้ชื่อเดียวว่าจะเลือกใคร พรรคไหน แคนดิเดตนายกฯ คนไหนที่นิยม แต่เมื่อมาถึงโพลครั้งนี้ ที่จะทำร่วมกันเป็น ‘โพลเชิงนโยบาย’ สิ่งหนึ่งซึ่งเราต้องตระหนักและจะร่วมกันออกแบบ คือโพลนี้จะมีความโน้มเอียงไปในทาง ‘ประชาพิจารณ์’ มากกว่า ‘ประชามติ’ ผู้ทำโพลรวมถึงคนตอบแบบสอบถาม อาจจะต้องพิจารณาถึงปัญหาที่มีอยู่มากในสังคม ซึ่งคำตอบที่ออกมาก็จะหลากหลายตามโครงสร้างประชากรที่มีอยู่มาก คือภารกิจที่ท้าทายของสำนักข่าวทั้ง 2 แห่งเหมือนกัน” นายปราปต์เผย
นายปราปต์กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกัน นอกจากจะมีทีมของ ผศ.อัครพงษ์ ค่ำคูณ ซึ่งจะมาเป็นแกนกลางในการจัดทำข้อมูลสถิติแล้ว ทางเราก็จะต้องทาบทามจากวิชาการและผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งจะแบ่งเป็น 2 ชุด คือนักวิชาการทางด้านเศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์ เนื่องจากคำถามข้อแรก เราจะถามว่า ปัญหาที่ประชาชนอยากให้รัฐบาลคุณเศรษฐา แก้ไข คือปัญหาการเมือง หรือปัญหาเศรษฐกิจ จึงต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญทั้ง 2 สาขา
ส่วนประเด็นสุดท้าย การแถลงข่าวครั้งนี้ เป็นโมเมนต์ที่ดี ถ้าหากจำได้ในการแถลงข่าวครั้งที่แล้วของเราก็ทำวันที่มีการประกาศยุบสภา เป็นโมเมนต์ที่สอดรับกับการเลือกตั้ง ส่วนการแถลงข่าววันนี้เป็นโมเมนต์ของการประชุม ครม.นัดแรกและการแถลงนโยบาย 2 วันที่จบไปในรัฐสภา ซึ่งถ้าใครได้ติดตามรับชมรับฟังการประชุมสภาทั้ง 2 วัน เราก็อาจจะเห็นปรากฏการณ์หนึ่งซึ่งน่าสนใจ
“ข้อแรก อาจจะปฏิเสธไม่ได้และต้องยอมรับคือเราเห็นความตั้งใจของรัฐบาลชุดใหม่ โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีท่านใหม่ ว่ามีความกระตือรือร้นและมีความปรารถนาอย่างแรงกล้า ที่อยากจะผลักดันให้ประเทศนี้เดินหน้าต่อไปได้ คือสิ่งที่เราเห็น
ในขณะเดียวกัน เราก็เห็นถึงความท้าทายอยู่หลายจุด ประการแรกซึ่งผมเข้าใจว่าสื่อมวลชนแทบทุกสำนัก รวมถึงเดลินิวส์และมติชนเห็นตรงกัน คือรัฐบาลชุดนี้จะมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นที่ใหญ่และทะเยอทะยานมากๆ ทั้งในแง่เม็ดเงินและเทคโนโลยี ซึ่งก็เป็นทั้งความคาดหมายและความท้าทาย” นายปราปต์กล่าว
นายปราปต์กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกัน รัฐบาลชุดนี้เองก็ต้องแบกรับความต้องการที่อยากจะเปลี่ยนการเมือง เพราะเป็นความฝันของคนจำนวนมากนับ 10 ล้านคน เป็นสิ่งหนึ่งซึ่งเราเห็นชัดเจนว่ารัฐบาลต้องพยายามแบกความฝันนี้ อย่างไรเสียก็หลีกเลี่ยงความต้องการนี้ไปไม่ได้ ขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลจะจัดการอย่างไร
ประเด็นสุดท้าย ในการประชุมสภาฯ จะเห็นว่ามี ส.ส.หน้าใหม่เยอะมาก
“บางทีเราอาจจะมีภาพจำว่า เขาน่าจะเป็นคนรุ่นใหม่ เป็นคนในโซเชียล กลับมี ส.ส.จำนวนมากที่พูดประเด็นรายละเอียดในพื้นที่ได้น่าสนใจ มีคนพูดเรื่องน้ำ เรื่อง PM 2.5 ปัญหาการท่องเที่ยว ปัญหานักท่องเที่ยวจีน ปัญหาการเกษตร ทั้งเรื่องพืชผล ทั้งปศุสัตว์ ปัญหาที่ดิน น่าจะเป็นหนึ่งในปัญหาที่จะปรากฏในโพล รวมถึงคำตอบในโพลซึ่งทางมติชนและเดลินิวส์ จะทำร่วมกัน”
“ผมและทีมงานทั้งหมดเชื่อว่า โพล มติชนxเดลินิวส์ครั้งนี้ ซึ่งเป็นงานที่ 3 ที่จะทำร่วมกัน จะเป็นเครื่องมือที่สำคัญมากจะช่วยฉายภาพให้เห็นว่า นอกจากรัฐบาลและฝ่ายค้านแล้ว ประชาชนนอกทำเนียบรัฐบาลและสภาเขาต้องการอะไรกันแน่ มีทรรศนะอย่างไรกับปัญหาต่างๆ ในประเทศนี้ ความท้าทายซึ่งเกิดมาพร้อมกับรัฐบาลชุดนี้ เป็นเรื่องที่สำคัญ” นายปราปต์กล่าว

ผศ.อัครพงษ์ ค่ำคูณ อดีตคณบดี วิทยาลัยนานาชาติปรีดีพนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงการจัดทำโพลในครั้งนี้ โดยต้องการให้ประชาชนร่วมสะท้อนเรื่องที่อยากให้รัฐบาลเร่งแก้ไขมากที่สุด ระหว่างการเมืองและเศรษฐกิจ
ผศ.อัครพงษ์กล่าวว่า ในแง่ของวิชาการ โพลครั้งที่แล้วนอกจากเป็นโพลประวัติศาสตร์ซึ่งเราไม่ลืม ยังคล้ายกับเป็นการพนันขันต่อ
“ต้องยอมรับว่า ถ้าโพลครั้งที่แล้วเป็นการแทงหวย ว่าจะออกไปทางที่มติชนกับเดลินิวส์ได้ทำโพลไว้หรือเปล่า เราก็ ‘ถูกหวย’
แต่ครั้งนี้จะต่างออกไป เพราะมติชนกับเดลินิวส์ นอกจากจะเป็นกระบอกเสียงให้ประชาชนแล้ว ผมคิดว่าทั้งสองสื่อใหญ่ ทำในสิ่งที่เท่ากับทฤษฎีสื่อ คือเป็นทั้ง Mirror and Lamp เป็นกระจกสะท้อนปัญหา สะท้อนทั้ง 2 ฝ่าย สะท้อนจากบรรดาผู้มีสิทธิออกเสียง
อย่าลืมว่าการสำรวจ แน่นอนว่าหลากหลายที่บอกว่าเราไม่ใช่โพล เราก็ยอมรับว่าเราไม่ได้ทำวิธีการสำรวจทางสถิติ ตามวิชาการ แต่เราเป็นเสียงสะท้อน เราทำแบบกลับหัวกลับหาง คือเราไม่ได้ไปถามเขาว่า อะไร? แต่เราให้โจทย์ไป เพื่อให้เกิด active citizen ให้ผู้ตอบเป็นคนที่อยากจะตอบ เป็นคนที่มีความรู้สึกอินกับเรื่องนี้

“ผมถูกบ่นมาหลายครั้งตั้งแต่ทำงาน ว่านักศึกษา ประชาชนไม่ค่อยสนใจการเมือง เดลินิวส์ มติชน
กำลังจะบอกว่าตอนนี้คนสนใจการเมืองมากกว่าแต่ก่อนมากๆ แล้วที่สำคัญคือ ทั้งมติชนและเดลินิวส์ ทำให้วงการโพลในประเทศไทยปั่นป่วนมาก
ฉะนั้นครั้งนี้ จึงเป็นครั้งหนึ่งซึ่งเป็นการสำรวจ เราเป็น Mirror คือสะท้อนเสร็จเราก็ไปฉาย ประดุจไฟฉายนำทาง (Lamp) สังคมเราไม่ต้องการแสงสว่างปลายอุโมงค์ ต้องการแสงสว่างตอนนี้ แต่ถ้าตาสว่างมากไปก็อาจจะแสบตามองอะไรไม่เห็น
โพลที่เราจะทำในอีกไม่กี่สัปดาห์ คือปรากฏการณ์ของการทำให้เป็นจริยธรรมของสื่อ เป็นตัวอย่างของสื่ออื่นๆ ในประเทศที่ไม่เพียงแต่รายงานผลเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงสะท้อน และทำให้รัฐบาลรู้สึกว่า เขาทำงานอย่างมีความหมาย
“ผมว่าสิ่งสำคัญตอนนี้ เราอาจจะต้อง ‘พักรบ’ กันชั่วคราว ต้องให้กำลังใจทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลด้วย ว่าตอนนี้จะทำอย่างไรให้เกิดสิ่งที่หาเสียงไว้ ทำให้สิ่งที่ถูกพูดในสภาฯ ว่าตระบัดสัตย์ หรือโกหก ไม่เป็นความจริง
ฉะนั้น สังคมที่เจริญแล้วและก้าวไปข้างหน้า ต้องรวมกันทุกภาคส่วน สื่อมวลชนเป็นจุดสำคัญที่จะสะท้อน และเป็น Lamp ฉายภาพให้เห็นแสงสว่างในสังคมไทย ต้องขอแสดงความยินดีกับมติชนและเดลินิวส์อย่างมาก” ผศ.อัครพงษ์กล่าว



